ไฟรักแรงปรารถนา

โดย: รมย์ธีรา



ตอนที่ 13 : ทางออกที่แสนเจ็บปวด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ในขณะที่ศิมองดูเซด้วยสายตาค้นหา ว่าเด็กหนุ่มคนนี้รักลูกสาวเธอจริงรึเปล่า เธอปล่อยหน้าที่การพูดคุยให้กับแบงค์ เธอมองดูสายตาที่ดูน่าสงสารของเด็กหนุ่ม แล้วเธอก็รู้มันทีว่าเด็กหนุ่มคนนี้คิดยังไงกับลูกสาวเธอ

"แต่งงานและทุกอย่างที่คุณต้องการ" เชนเสนอให้อย่างง่ายๆ เขาคิดว่าครอบครัวผู้หญิงน่าจะต้องการแบบนี้

"หึ...แต่งงานเหรอ เรียนยังไม่จบ คิดจะแต่งงานเนี่ยนะ" แบงค์พูดอย่างดูถูกเซ ในขณะที่เซไม่สนใจว่าแบงค์จะพูดยังไง ตอนนี้ในสมองของเขามีแต่ใบหน้าของจิว ใบหน้าที่เจ็บปวดของเธอ

"งั้นก็หมั้นไว้ก่อนก็ได้" เชนเห็นแบงค์ท่าทางไม่พอใจ จึงยื่นข้อเสนอใหม่

"หึ..คำก็หมั้น สองคำก็แต่ง แล้วคุณแน่ใจแค่ไหนว่าลูกคุณรักลูกสาวผม ดู

ท่าทางพวกคุณก็ดูมีฐานะ ถ้าลูกชายของคุณเที่ยวเตร่ไปเจอสาวอื่นก็คงลืมลูกสาวผมไปแล้ว" แบงค์หันไปมองเซที่นั่งนิ่งๆ อย่างไม่เชื่อว่าเซจะจริงจังกับจิว

"ถ้าเขาไม่รัก เขาคงไม่เข้าไปหาผม แล้วขอร้องให้ผมมาช่วยพูด เพื่อรักษาเกียรติ์ของลูกสาวคุณหรอก เขาจะหายไปจากชีวิตลูกสาวคุณเฉยๆ เลยก็ได้เพื่อให้เธอช้ำใจเล่น" เชนพูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆ ที่แฝงไปด้วยความหมาย และเฉียบขาด

แบงค์อึ้งกับคำพูดของเชน เชนพูดถูกแล้ว ถ้าเซไม่จริงจังเขาคงไม่พาพ่อแม่มาด้วยความรีบร้อนแบบนี้หรอก

"ผมไม่เคยกีดขวางความรักของเด็กอยู่แล้ว แต่ลูกคุณทำแบบนั้นในบ้านของผม ซึ่งมันไม่ถูก ไม่ได้ให้เกียรติ์กันเลย" น้ำเสียงของแบงค์เริ่มอ่อนลง เหมือนอยากจะให้พวกเขาเข้าใจฝ่ายเขาบ้าง

"ผมเข้าใจ ถึงมาถามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับลูกของพวกเรา" เชนรู้สึกเหมือนแบงค์เริ่มใจอ่อน เขามองดูแววตาของแบงค์ก็รู้ว่าแบงค์รักลูกสาวของตัวเองมากแค่ไหน ...

แบงค์นิ่งไปสักพัก กำลังใช้สมองอย่างหนัก ....

"คุณต้องการทางออกใช่ไหม งั้นผมเสนอให้ ลูกชายของคุณจะต้องออกไปจากชีวิตลูกสาวผมเป็นเวลา 2 ปี" แบงค์เสนอทางออกให้กับพวกเขา เป็นทางออกที่ฟังดูแล้วสุดแสนจะทรมานพวกเขารู้ดี เพราะพวกเขาเคยสัมผัสความทรมานนั้นมาแล้ว

สองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความลำบากใจและสงสารลูก พาทิศมองหน้าแบงค์ด้วยแววตาเหมือนวิงวอนให้เขาใจอ่อน จะโกรธก็โกรธไม่ลงทำอะไรก็ไม่ได้นอกจากนิ่งเขาท่องไว้อยู่คำเดียวเพื่อจิวเพื่อจิว

"แบงค์...ไม่โหดหน่อยไปเหรอ" ศิได้ยินแล้วก็ยังตกใจกับความคิดของสามี

"แล้วถ้าถึงเวลาสองปี ความรักของพวกเขายังมั่งคงไม่แปรเปลี่ยน ผมก็จะอนุญาตให้พวกเขาคบกัน" แบงค์มองแววตาที่หวาดกลัวของเชนและเพลินเหมือนเขาพูดสะกิดอะไรสักอย่าง

"สองปีเลยเหรอคะ" เพลินกลืนนำลายลงคอแล้วถามย้ำอย่างไม่แน่ใจ

"ใช่ สอง ปี" แบงค์ยังยืนยันหนักแน่น

"นั้น...มันนานมากเลยนะครับ ...มัน...ทรมานมาก" เชนพูดอย่างเข้าใจความรู้สึกดี จนรู้สึกเจ็บปวดแทนลูกชาย

"ใช่ แต่มันก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขารักกันจริงรึเปล่า" แบงค์พูดอย่างมีความหมาย สิ่งที่เขาต้องการแค่ความรักที่มั่นคง

"ไม่มีทางอื่นแล้วเหรอค่ะ" เพลินมองทุกคนเหมือนของทางออกอื่นๆ

"มี...ให้ลูกชายคุณออกไปจากชีวิตจิวถาวรซิ" แบงค์ยื่นคำขาดแววตาลุกโชน ตั้งใจว่าถ้าพวกมัตสึโอกะเลือกทางนี้เขาจะไล่ออกจากบ้านไปทันที โดยไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น เชนหันไปมองลูกชายที่นั่งก้มหน้าพูดอะไรไม่ออกอยู่ข้างด้วยความรู้สึกหนักใจแทน

"เฮ้อ.....งั้นผมคงไม่มีทางออกอื่น" เชนถอนหายใจแรงๆ อย่างจนปัญญา เขาเองก็ไม่รู้จะทำยังไงในเมื่อฝ่ายหญิงให้ทางเลือกที่แสนจะทรมานนี้มาให้

"ถูกต้อง มันไม่ใช่แค่ลูกคุณทรมาน ลูกสาวผมเองก็ทรมาน" แบงค์พูดอย่างเจ็บปวดเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน แค่คิดว่าลูกสาวจะต้องเสียใจ เขาก็รู้สึกเหมือนหัวใจแหลกสลาย แต่ถ้าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่จริงจังกับลูกสาวเขา ให้เธอเจ็บปวดตอนนี้ก็ยังจะดีซะกว่า ปล่อยให้คบกันไปแล้วเจ็บทีหลัง

"แล้วคุณจะทรมานลูกเพื่ออะไรกันคะ" เพลินถามด้วยความอยากรู้ ความคิดของแบงค์

"เพื่อพิสูจน์และลงโทษกับสิ่งที่พวกเขาลงไปโดยไม่ยั้งคิด" แบงค์พูดอย่างเหม่อลอย เขาเองก็จำได้ดีตอนที่เขาต้องจากกับภรรยาสาว มันช่างเป็นความรู้สึกที่สุดแสนจะทรมาน แต่ผลที่ได้กลับมาคือความรักที่มั่นคง เมื่อได้ทางออกที่ชัดเจนและเจ็บปวด ต่างฝ่ายต่างก็เงียบ คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต

"ถ้างั้น พวกผมก็ขอตัวกลับก่อน นี่นามบัตรผม หากมีอะไร ก็ติดต่อไปได้ทุกเรื่อง ทุกเวลา" เชนลุกขึ้นเมื่อเห็นไม่มีอะไรจะพูดต่อ พร้อมกับยื่นนามบัตรของเขาให้

"ขอบคุณครับ แต่คิดว่าคงไม่จำเป็น" แบงค์รับมาแล้วมองดูนามบัตร ตระกูลมัตสึโอกะกรุ๊ป ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาไม่

ธรรมดา เท่าที่รู้จัดตระกูลนี้ทางสื่อ พวกเขามีอิทธิพลมากในเกาหลี

"เดี๋ยวครับ..." พาทิศลุกขึ้นแล้วรีรอ หันไปมองแบงค์เหมือนขอโอกาสอย่างให้เขาเข้าใจ

"มีอะไรอีก" เชนหันไปมองลูกด้วยความสงสัย

"ผมอยากเจอจิว สักครั้งได้ไหม ก่อนไป" น้ำเสียงของเซแผ่วเบา แต่หนักแน่นมองแบงค์อย่างวิงวอน ขอสักครั้งก่อนจาก ที่จะได้เห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย

"เสียใจ พ่อหนุ่ม ข้อตกลงเริ่มตั้งแต่ตอนนี้" แบงค์มองชายหนุ่มด้วยสายตาเย็นชา

"ไปเถอะเซ" เพลินหันไปจับแขนลูกชายแล้วดึงไปขึ้นรถทันที

หลังจากที่รถคันหรูออกตัว เซก็ถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม เขาได้เห็นหน้าเธอเพียงแวบเดียว เป็นแวบเดียวที่แสนจะเจ็บปวด เขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่มีความหมาย เหมือนมีแต่ตัวส่วนหัวใจไม่ได้ขึ้นรถกลับมาด้วย หัวใจของเขาอยู่กันเธอ จิวที่รัก...

"เซบอกพ่อมาซิว่าทางบ้านของแฟนเราเขาทำอะไร" เชนหันไปถามลูกชายด้วยความสงสัย พื้นเพของครองครัวอดีตอาจารย์สาว

"เท่าที่จำได้รู้สึกจะเป็นเกี่ยวกับการสื่อสารใหญ่ระดับโลกนะครับ" ชายหนุ่มพูดอย่างไม่ใส่ใจ สายตายังคงมองไปทางถนนอย่างว่างเปล่า

"มิน่า..ถึงไม่สนใจนามบัตรของเรา ปกติใครเห็นนามสกุลเราก็ต้องอึ้งแล้ว แต่นี่ยังดูเย็นชาเหลือเกิน เพราะเขาเองก็ใหญ่โตเหมือนกัน" เชนเข้าใจในทันที ว่าทำไมแบงค์ดูมีอำนาจและเฉียบขาด กล้าตัดสินใจแบบนั้น

"ผมคงไม่มีโอกาสเจอจิว" พาทิศตัดพ้อและหมดกำลังใจ

"ใจเย็นๆ ใช่ว่าเขาจับขังจิวไว้ในบ้านอยู่ตลอด 2 ปี จิวต้องไปไหนบ้างแหล่ะ พ่อจะส่งคนมาค่อยดูให้ ถ้ามีโอกาสได้ไปตามลำพัง พ่อจะบอกอีกที" เชนพูดให้ความหวังกับลูกชาย

"โหดจังนะคะ กว่าจะสองปี เซคงเรียนจบ" เพลินมองลูกชายด้วยความสงสาร หันไปพูดกับเชน

"ดีแล้วล่ะ เซจะได้โตสักที และรู้จักความรักและคุณค่าของมัน หรือบางทีทางฝ่ายนู้นเขาคงอยากให้เซเรียนจบก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่ก็ได้" เชนพูดอย่างเหม่อลอย ใจจริงก็สงสารลูกชายจับใจ

"รู้สึกสงสารลูก เพราะคิดถึงตัวเองจัง จำได้ไหมคะคุณเชน" เพลินซบใบหน้าลงบนแขนของสามี น้ำตาซึมมองไปทางถนนที่รถวิ่ง

"จำได้ดีเลยล่ะ ความทรมานที่ต้องห่างจากเธอ มันยังเหมือนเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี่เอง" เชนหันไปจูบอย่างอ่อนโยนที่หน้าผากของภรรยาสาว สมองก็ทำงานอย่างหนัก พยายามคิดหาทางช่วยลูกชายให้มีโอกาสเจอหน้าคนรัก

ทางด้านครอบครัวของจิว หลังจากที่ส่งแขกเสร็จ จรัสรวีก็เดินลงมาอย่างหวังจะได้เจอชายหนุ่มบ้าง แต่ก็พบความว่างเปล่า เธอรู้สึกเสียใจและเข้าใจว่าชาย

หนุ่มไม่ได้อยากเจอเธอ

"กลับกันไปแล้วเหรอคะ" จรัสรวีหันไปถามมารดา แววตาซึมเศร้า

ศศิพยักหน้า

"ไปหาพ่อซิลูก พ่อมีอะไรจะคุยด้วย" มารดาจูงลูกสาวไปหาแบงค์ ท่าทางของจิวยังคงหวาดๆ แบงค์หันมามองลูกสาวสุดที่รักด้วยความสงสารจับใจ มองแววตาที่หวาดกลัวของเธอก็รู้สึกโกรธตัวเองที่เผลอทำรุนแรงลงไปได้

"พ่อตกลงกับทางฝ่ายนั้นแล้วนะ" เสียงพูดของแบงค์ทำเอาจิวสะดุ้งเบาๆ

"จิวกับเด็กคนนั้นจะต้องไม่เจอหน้ากันเป็นเวลา 2 ปี แล้วถ้าครบสองปี พวกลูกยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง พ่อจะอนุญาตให้จิวทำตามใจทุกอย่าง ทำได้ไหม" แบงค์พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไม่มองหน้าจิว เพราะกลัวจะใจอ่อน

"ค่ะ" หญิงสาวรับคำสั้นๆ พยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

"ระหว่างนี้ จิวจะต้องไปทำงานที่บริษัทพ่อ ไปกับพ่อ กลับกับพ่อเท่านั้น ห้ามเที่ยวหรือไปไหนคนเดียวโดยที่พ่อไม่อนุญาต" แบงค์พูดต่อถึงอนาคตที่เธอต้องทำตามเขาทุกอย่าง

"ค่ะ" หญิงสาวพยักหน้าอย่างขมขื่นน้ำตาตกใน รู้สึกสมน้ำหน้าตัวเอง

"งั้นก็ขึ้นไปพักผ่อนได้แล้ว" แบงค์พูดเหมือนไล่ แต่ใจจริงเขาไม่อยากเห็นเธอร้องไห้ที่นี่ เขารู้ว่าเธอคงจะเสียใจและโกรธเขามาก แต่สักวันเธอจะต้องเข้าใจในความหวังดีของเขา

หญิงสาวหันหลังเดินเข้าบ้านไปอย่างไร้ชีวิตชีวา เหมือนวิญญาณออกจากร่างเหลือ แต่กายหยาบที่สุดแสนจะทรมาน ไม่คิดเลยว่าเธอจะทรมานแบบนี้

แบงค์มาดูเบื้องหลังลูกสาวเดินจากไปด้วยหัวใจที่แสนจะเจ็บปวด

"ลูกจะต้องเข้าใจเราค่ะ" ศิเดินมาจับมือเขาเอาไว้อย่างให้กำลังใจ

"ใช่..นายทำดีที่สุดแล้ว" เจมพูดเสริมเพื่อปลอบใจแบงค์อีกคน เขาเองก็คิดเหมือนกัน ถ้าเป็นเขาเขาจะทำยังไง ก็คงไม่ต่างไปจากแบงค์เหมือนกัน

จรัสรวีเดินมาถึงห้องนอนก็ล้มลงที่เตียงนอนแล้วกอดหมอนร้องไห้ อิสระที่เธอเคยมีจะไม่มีอีกแล้ว ไม่ถูกขังก็เหมือนถูกขัง ขังทั้งตัว ขังทั้งจิตใจ ฆ่าให้ตายเสียยังจะดีกว่าที่ต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเธอด้วย

ถ้าเมื่อวานเธอไม่โทรไปหาพ่อแม่ ไม่แสดงออกให้พวกเขาต้องเป็นห่วงเรื่องแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ไม่ต้องห่างจาคนรัก ไม่ต้องถูกลงโทษ ขณะที่เธอกำลังร้องไห้ กรกฤตก็เดินเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วงเพื่อนสาว

"จิว..โอเคไหม" เขาจับตัวของจิวด้วยความเป็นห่วง นั่งลงข้างๆเตียงมองเธอที่ร้องไห้

"อือ...จิวไม่เป็นไร กร" เธอลุกขึ้นปาดน้ำตา พยายามที่จะเข้มแข็ง

"ร้องไห้เถอะ ถ้ามันทำให้จิวรู้สึกดี" กรพูดอย่างเข้าใจ สำหรับตอนนี้อะไรจะดีไปกว่าการร้องไห้ล่ะ

"ฮือ....กร..." จิวโผเข้ากอดเพื่อนชายด้วยความรู้สึกไม่อาจอดกลั้นไว้ได้

กรกอดตอบด้วยความสงสารเธอจับใจ ไม่พูดอะไรนอกจากให้เธอร้องไห้ซบอกเขา สำหรับตอนนี้ไม่มีอะไรดีและปลอบใจเธอได้มากไปกว่าน้ำตา หลังจากที่เธอร้องไห้จนพอใจ ก็ออกจากอ้อมกอดของเขา ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า กรมองดูดวงตาที่บวมและแดงก่ำของเธออย่างสงสาร

"จิวจะทำยังไงต่อ" กรมองดูหญิงสาวด้วยความอยากรู้ความในใจ ไม่รู้ว่าจะคิดสั้นหรือเปล่า หรืออยากจะหนีออกจากบ้านก็ไม่รู้

"ก็...ไม่ทำไงหรอก จิวก็จะทำตามที่พ่อบอก" จรัสรวีส่ายหน้าเธอคิดไม่ออกจริงๆ ใจไม่กล้าพอที่จะทอดทิ้งครอบครัวไปเพียงเพื่อผู้ชายคนเดียว หรือจะประชดชีวิตด้วยการคิดสั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ๆ รังแต่จะทำให้บุพการีเสียใจหนักกว่าเดิม

"แล้วไอ้กระดูกอ่อนล่ะ" เขามองดูเพื่อนสาวอย่างมีความหมาย เธอจะทำยังไงถ้าร่างกายไร้หัวใจ

"ช่างเถอะกร แค่นี้จิวก็รู้แล้วว่าพ่อกีดกัน" หญิงสาวพูดอย่างปลดตก ไม่คาดหวังอนาคตที่จะใช้ร่วมกับชายคนแรกอีกต่อไป

"แต่ว่า..." กรไม่รู้จะพูดอะไรอีก มองดูเธอที่แววตาไม่มีความสดใสเหมือนก่อน แววตาของจิวที่ว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา

"ช่างเถอะ ดีแล้วล่ะ ไม่นานจิวก็จะลืมเซได้ เซเองเดี๋ยวก็จะไปเจอคนอื่นๆ แล้วก็จะลืมจิว" เธอตัดพ้อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเหมือนเป็นความฝัน

"จิว ถ้ามีอะไรที่กรพอจะช่วยได้ก็บอกนะ" กรถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจแทนเธอ

"อือ" หญิงสาวพยักหน้า แล้วล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หันหลังให้คนที่นั่งอยู่อย่างเป็นความหมายว่าเธออยากอยู่คนเดียว กรกฤตนั่งมองเธออยู่สักพักก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป หลังจากที่กรเดินออดไปจากห้องหญิงสาวก็น้ำตาตกอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด

เธอพยายามจะนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะให้เรื่องที่เกิดขึ้น

เป็นความฝัน อยากจะตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเขาคนนั้นยังนอนอยู่ข้างกายเธอ หรือไม่ก็ขอให้นอนหลับแล้วฝันถึงเขา ฝันถึงความสุขที่ได้อยู่ด้วยทดแทนความจริงที่แสนจะเจ็บปวดและทรมาน หรือไม่ก็หลับแล้วไม่ตื่นขึ้นอีกเลย

เวลาผ่านไป 1 เดือน.... ณ. สนามแข่งรถที่พาทิศกำลังขับรถด้วยความเร็วสูงอย่างชำนาญ ตอนนี้สำหรับเขาการขับรถเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะมันช่วยให้หายคิดถึงจรัสรวีได้บ้าง บรรเทาความถวิลหาที่เขามีให้กับเธอ

หลังจากที่กลับมาเขาก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลย รู้แต่ว่าเธอกลับไปทำงานที่บริษัทพ่อ แล้วคนที่บิดาส่งไปสืบก็บอกแต่ว่าเธอไปกลับกับพ่อตลอดเวลา ไม่มีโอกาสที่จะแอบเจอกันบ้างเลย ทำให้หัวใจของเขายิ่งหดหู่ เมื่อคิดถึงแววตาที่โศกเศร้าของหญิงสาวในวันนั้น

เวลาส่วนใหญ่ที่เขาใช้ไปในแต่ละวันมีเพียงไปเรียน มาขับรถ แล้วกลับบ้าน เบื่อหน่ายที่จะต้องไปเที่ยวเบื่อรสสัมผัสของหญิงสาวคนอื่น ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทดแทนเธอได้เหมือนหมดอะไรตายอยากในชีวิต ไม่มีความต้องการใดๆ นอกจากความต้องการเธอเพียงคนเดียว

ขอแค่ได้เห็นหน้าเธอสักครั้งก็เพียงพอ ยิ่งเขาคิดถึงเธอเขาก็ยิ่งขับรถเร็วขึ้น

ภายในของเขาร้อนรุ่มอยากเจอและสัมผัสเธอ หญิงสาวที่รัก คิดถึงเธอเหลือเกิน จิว...ที่รักของฉัน

เวลา 18.00 น.

ชายหนุ่มขับรถกลับมาถึงบ้านด้วยใบหน้าที่ซึมเศร้าเหมือนเช่นเคย เพียงพิศที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ก็เดินตามขึ้นไปบนห้องเขาด้วยความเป็นห่วง เขาไม่พูดอะไรกับใครถ้าไม่จำเป็น แววตาที่สนุกสนานของเขาหายไป เมื่อไม่มีเธออยู่เคียงข้าง ทุกวันนี้เขากลับมาก็จะกลับมานอน ไม่พูดคุยกับใคร ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนใหญ่อย่างหมดแรง

"เซ...เป็นไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง" อากิเดินมานั่งลงข้างๆ น้องชายด้วยความเป็นห่วง มองดูรอบๆ ห้องที่มีเสื้อผ้าโยนไว้เต็มไปหมด เหมือนเจ้าของห้องไม่ได้ใส่ใจ

"ถ้าใจอากิหายไป อากิคิดว่าจะเป็นยังไงล่ะ" ชายหนุ่มพูดเสียงอู้อี้ เพราะใบหน้าซุกอยู่ที่ใต้หมอน

"เฮ้อ...คงอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าใจเราหาย" อากิถอนหายใจออกมาด้วยความสงสาร

"แล้วจะถามทำไม" น้ำเสียงของชายหนุ่มเย็นชาและว่างเปล่า

"แต่ใจของเซไม่ได้หายไปสักหน่อย เซรู้ว่าใจเซอยู่ที่ไหน แค่ไม่ได้อยู่กับตัวเซเท่านั้นเอง" อากิลุกขึ้นแล้วนั่งทับลงไปที่หลังของน้องชายด้วยความสนิทสนม เขย่าปลุกให้กำลังใจชายหนุ่มให้ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

"ให้หยุดเต้นไปเลยซะยังจะดีกว่าที่ต้องมาทรมานแบบนี้" เขายังคงตอบอย่างหมดกำลังใจ

"อากิไม่ชอบเห็นเซเป็นแบบนี้เลยนะ ทุกครั้งที่อากิมา เซก็จะพาอากิไปเที่ยวสนุก แต่มาคราวนี้เซยังไม่พาอากิไปไหนเลย อากิเบื่อ" หญิงสาวทิ้งตัวเองนอนลงข้างๆเขา หยิบหมอนที่ปิดใบหน้าของน้องชายขึ้นมา มองดูหน้าเซด้วยความสงสารและเห็นใจ

"ก็ให้คุณสนพาไปซิ" น้องชายเบือนหน้าไปทางอื่น เขาไม่อยากจะพบเจอใคร

"ไม่เอาหรอก อากิอยากไปกับเซ" อากิยังคงออดอ้อนเอาแต่ใจ พลิกตัวน้องชายให้หันกลับมาหาเธอ

"ไม่มีอารมณ์" ชายหนุ่มบอกอย่างไร้ความรู้สึกเหมือนเช่นเคย แววตาของเขามันว่างเปล่าพลิกตัวนอนหงาย ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอย่างกลุ้มใจ

"นะเซนะ....อากิอยากไปกับเซ ไปคลายเครียด นะนะนะ เซคนดี ที่รักของพี่สาว นะนะนะ" อากิยังไม่ลดละความพยายาม เธอลุกขึ้นนั่งข้างเขย่าตัวเซไม่เลิกรา เธอไม่ได้อยากไปเพราะแค่เหงา แต่เธออยากให้เซได้ไปผ่อนคลายจิตใจบ้าง เธอกลัวน้องชายจะคิดมากจนหัวแตกตายซะก่อนจะถึงสองปี

"ไม่" ชายหนุ่มพูดเสียงเฉียบขาด แล้วหลับตาไม่อยากเห็นหน้าของพี่สาวที่กำลังจะงอนเขา

"งั้นอากิจะกลับเกาหลี ปล่อยให้เซแห้งเหี่ยวหัวโตไม่มีใครอยู่ด้วยไปเลย...เชอะ" อากิทำหน้าบึ้งทันที ลุกขึ้นจากเตียงนอน แล้วเดินออกไปจากห้อง

"ก็ได้...อากิ อย่ากลับนะ ถ้าอากิกลับแล้วผมจะไปคุยกับใครล่ะ" พาทิศตกใจรีบลุกขึ้นจับแขนพี่สาวเอาไว้ เขาไม่อยากให้เธอกลับไป เพราะกลัวว่าใจเขาจะเหงาไปมากกว่านี้ ถ้าไม่มีเธออีกคน ทุกอย่างมันยิ่งแย่

"ก็คุยกับตัวเองไปซิ ช่วงนี้ทำบ่อยนี่...หึ" เพียงพิศซ่อนรอยยิ้มไว้บนใบหน้าที่แสนงอนของเธอ

"ก็ได้ ไปก็ไป แต่วันเดียวนะ" สุดท้ายก็ตอบตกลงอย่างเหนื่อยใจ ในความเอาแต่ใจของพี่สาว

"วันเดียวเองเหรอ" อากิหันกลับมาต่อรอง ทำหน้าอ้อนวอนสุดฤทธิ์

"อือ...วันเดียว ผมไม่มีอารมณ์ อากิเข้าใจบ้างซิ ไม่เอาพรุ่งนี้นะผมมีเรียนเช้า" ชายหนุ่มหันไปขอความเห็นใจจากอากิบ้าง เขายังทำใจที่จะไปเที่ยวไม่ได้จริง

"ก็...ได้ เอาวันอะไรดี วันนี้วันพุธ งั้นเป็นวันศุกร์นะ วันเสาร์จะได้ตื่นสายได้" อากิจึงจำยอมตกลง ใบหน้ายิ้มแย้มทันที

"อือ" ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างหมดแรง

"เซน่ารักที่สุดเลย สู้ๆนะ น้องรัก" อากิดีใจมากก้มลงไปหอมแก้มน้องชายแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี

"เฮ้อ มีพี่สาวกับเขาสักคน ก็เอาแต่ใจชะมัดเลยแฮะ" ชายหนุ่มมองพี่สาวที่ออกจากห้องไป แล้วถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย หันหน้าไปมองพระจันทร์ที่อยู่ตรงหน้าต่าง แล้วเห็นใบหน้าที่สดใสของจิวอยู่ที่นั้น ชายหนุ่มลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินไปที่หน้าต่าง

"เคยมีความเชื่อเก่าๆ ว่าถ้าเรามองพระจันทร์และคิดถึงคนรักอย่างสุดหัวใจ พระจันทร์ก็จะไปช่วยบอกคนรักให้"

ชายหนุ่มพูดเหมือนเพ้ออยู่คนเดียว มองดวงจันทร์ด้วยแววตาเศร้าซึม

"พระจันทร์ ผมคิดถึงจิวเหลือเกิน ไปหาจิวนะ ไปให้ความอบอุ่นกับจิว โอบกอดจิวแทนผม บอกเธอว่าผมคิดถึงเธอเหลือเกิน" ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วคิดถึง จรัสรวี หญิงสาวที่เขารัก แล้วลืมตามองพระจันทร์ซึ่งเหมือนจะทำตามที่เขาบอก

มันลอยหายไปในก้อนเมฆ เหมือนกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายที่เขาอยากให้ไป ชายหนุ่มเดินกลับมาช้าๆ นั่งลงที่เตียงนอนนุ่ม เขาหันไปหยิบมือถือขึ้นมาลองโทรไปหาเธอเป็นครั้งที่ร้อยหรือครั้งที่พัน แต่ดูเหมือนเบอร์ของเธอจะถูกระงับเหมือนทุกครั้งที่เขาโทรหา จึงเปิดดูรูปที่เขาแอบถ่ายเอาไว้เมื่อตอนไปค่ายแล้วก็ยิ้มออกมาคนเดียว

ใบหน้าและแววตาของเธอดูสดใสและแตกต่างจากวันนั้น วันที่แสนเจ็บปวดของทั้งสอง ชายหนุ่มแนบโทรศัพท์ไว้ที่อก เหมือนอยากให้เธออยู่ใกล้หัวใจเขาให้มากที่สุด แล้วล้มตัวลงนอนไปอย่างช้าๆ หลับตาลงแล้วคิดถึงใบหน้าของเธอสุดที่รักไม่นานชายหนุ่มก็หลับไปด้วยความคิดถึง และโหยหาเธอ....

มาทางด้าน จรัสรวีตลอดเวลาผ่านมาเธอเองก็ทุกข์แล้วทรมานใจไม่น้อยไปกว่าชายหนุ่ม แบงค์ยึดโทรศัพท์และเครื่องมือติดต่อสื่อสารของเธอไปทุกอย่าง ห้ามทุกทางไม่ให้เธอสามารถติดต่อใครถ้าเขาไม่อนุญาตหรือไม่ผ่านเขา เธอกินไม่

ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ร่างกายซูบซีดทรุดโทรมลงไปมาก

ในตอนกลางวันเธอจะโหมทำงานหนักเพื่อที่จะลืมเขา แต่ในตอนกลางคืนเธอจะร้องไห้ออกมาด้วยความคิดถึง ทุกครั้งที่หลับตาใบหน้าของชายหนุ่มก็จะปรากฏ ซึ่งมันทำให้หญิงสาวทุกข์ใจจนนอนไม่หลับ ความรู้สึกของเธอในตอนนี้มันช่างโดดเดี่ยว เดียวดายและอ้างว้าง

เวลา 19.00 น. ขณะที่ครอบครัวของแบงค์กำลังนั่งทานอาหารเย็นกันอยู่จรัสรวีกำลังนั่งมองดูจานอาหารที่มีอยู่เต็มไปหมด แต่เธอกลับไม่รู้สึกอยากกินอะไร รู้สึกเบื่อหน่ายกับรสชาติอาหาร บรรยากาศรอบโต๊ะที่เคยอบอุ่นกลับรู้สึกเย็นชาว่างเปล่าเหมือนคนแปลกหน้ากัน ไร้เสียงหัวเราะพูดคุยเหมือนเคย

"จิว....จิว..." ศศิเห็นลูกสาวนั่งอย่างเหม่อลอยอยู่นาน

"คะ แม่" จิวสะดุ้งเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ มองหน้าพ่อ แม่ที่กำลังมองเธออยู่

"กินข้าวซิลูก หมู่นี้แม่เห็นหนูไม่ค่อยกินอะไรเลยนะ" ศิมองดูลูกสาวด้วยความสงสาร ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอกินอะไรน้อยมาก ส่วนใหญ่จะหมกตัวอยู่แต่ในห้องนอน ไม่ค่อยพบหน้าผู้คน ยกเว้นเวลากรมาก็จะพากันไปคนกันสองต่อสอง

แล้วก็จะเห็นเธอตาบวมกลับมาทุกครั้ง

"จิว กินไม่ค่อยลงนะค่ะ" จิวตอบเสียงแผ่วเบาอย่างเลื่อนลอย

"ไม่สบายรึเปล่า หรืองานยุ่ง" แบงค์ถามด้วยความเป็นห่วง เขาเองก็รู้สึกสงสารลูกจับใจ

"เปล่าค่ะ จิวกำลังไดเอ็ดนะค่ะ" เธอตอบแบบเอาตัวรอด พยายามฝืนยิ้มเอาไว้

"อะไรกันหนูผอมจะตายอยู่แล้วนะ" ศิตกใจที่จิวพูดออกมาแบบนั้น เธอมองดูลูกด้วยสายตาก็พอจะรู้ว่าเธอน้ำหนักลดลงไปมาก

"ก็ดูเหมือนผอมนะคะ แต่น้ำหนักขึ้น" หญิงสาวพยายามทำสีหน้าให้ยิ้มแย้มและดูน่าเชื่อถือ

"เหรอจ๊ะ...แม่เพิ่งรู้นะ ว่าคนที่น้ำหนักขึ้นเนี่ย ดูโทรมจัง" ศิพยักหน้าอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของเธอ

"ถ้าไม่กินแล้วจะขึ้นก่อนก็ได้นะ พ่อไม่ว่า" แบงค์เห็นลูกสาวดูท่าทางอึดอัด จึงไม่อยากบังคับให้ฝืนเอาไว้

"ค่ะ งั้นจิวของตัวนะคะ" หญิงสาวรีบลุกขึ้นดื่มน้ำแล้วออกไปจาก

ห้องอาหารทันที แบงค์และศิมองดูลูกสาวขึ้นไปจนลับสายตา ด้วยความเจ็บปวดหัวใจ

"แบงค์คะ ศิเป็นห่วงลูก" ศิน้ำตาคลอหันมามองแบงค์ด้วยความเจ็บปวด

"ลูกจะต้องไม่เป็นอะไร" แบงค์จับมือศิให้เชื่อมั่น ทั้งที่ใจเขาเองก็ไม่มั่นใจเท่าไร

"เราใจร้ายกับลูกไปไหมคะ" ศิพูดเสียงสั่นๆ รู้สึกอยากจะให้แบงค์ยกเลิกข้อตกลง

"ก็คงจะใช่ แต่จะให้ทำไงล่ะ รักที่มีอุปสรรค มันคือรักที่แท้จริง" แต่แบงค์ยังคงมุ่งมั่น และอยากให้เด็กทั้งสองรู้จักความรักที่ได้มาด้วยความยากลำบาก อยากจะให้พวกเขาเห็นคุณค่าของกันและกัน และช่วงเวลาที่ห่างนี้จะทำให้พวกเขารู้ใจตัวเองว่าต้องการอะไร

"ศิกลัวอุปสรรคจะทำให้ลูกตรอมใจตายซะก่อนนะซิ" น้ำตาของศิไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้

"ไม่หรอกผมเชื่อว่าลูกเราเข้มแข็งพอ" แบงค์โน้มตัวศิเข้ามากอดเอาไว้แนบอก แล้วปลอบใจเธอ

หญิงสาวเดินขึ้นมาบนห้องที่มืดสนิท เธอไม่ได้เปิดไฟเวลากลางคืนมานานแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง ความมืดมิดแล้วความว่างเปล่าคือเพื่อนของเธอในยามนี้ หญิงสาวเดินออกไปทางระเบียงห้อง มองดูจันทราและดาราที่สว่างไสวในนภาที่กว้างใหญ่

"จันทร์จ้าจันทร์...ช่วยไปบอกเซหน่อยนะ ว่าจิวคิดถึงเซเหลือเกิน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ หรือนอนกอดใครอยู่ บอกให้เขาได้รู้ ว่าจิวคิดถึงเขา....ฮือ...คิดถึงเหลือเกิน....ฮือ...." หญิงสาวเงยหน้าขึ้นบอกจันทรา แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นทาง

หญิงสาวยืนกอดตัวเองร้องไห้ด้วยความเศร้า เหงาและหดหู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบของค่ำคืนอันโหดร้ายเหมือนถูกขังอยู่ในคุกที่ดูดี หรือบางทีอยู่ในคุกอาจดีซะกว่าหญิงสาวทรุดตัวลงนั่งทีระเบียงห้องอย่างหมดเรี่ยวแรงจะไปต่อ

มองดูห้องที่แสนจะกว้างใหญ่ คิดถึงเวลาที่เขาอยู่เคียงข้างนอนอยู่บนเตียงนอน อาหารเช้าที่เขาทำให้ อ้อมกอด รสจูบและรสสัมผัสของเขา ห่างกันขนาดนี้ เขาจะลืมเธอไหมนะ แล้วเธอจะลืมเขาได้รึเปล่า วันเวลาที่ไม่มีเขามันช่าง

ว่างเปล่าและเงียบเหงาเดียวดาย

เหมือนตัวเองไม่มีค่าอะไรที่จะอยู่ต่อ ไม่รู้จุดหมายปลายทางที่อยากไปถึง ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ให้หมดลง เหมือนร่างกายที่มีลมหายใจ มีสมองแต่ไร้ความรู้สึก บรรยากาศยามค่ำคืนมันช่างหนาวเหน็บเมื่อไม่มีเขาคอยกอดให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

"เซจ้า....ไหนเซบอกจะมาปกป้องจิวตลอดไปไง เซอยู่ไหน" หญิงสาวร้องไห้ซุกใบหน้าลงอ้อมแขนของตัวเอง ถวิลหาอ้อมกอดของชายหนุ่มที่เธอรัก

ความรู้สึกนี้มันช่างทรมานเหลือเกิน เธอนั่งอยู่อย่างนั้นนานเท่าไรไม่รู้ รู้แต่ว่าอากาศเริ่มทำให้กายของเธอสั่นด้วยความหนาว เสื้อผ้าที่สวมใส่ชื่นเพราะน้ำค้างลงแรงเธอพยุงตัวเองมาที่เตียงนอนนุ่ม ซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มที่อบอุ่นแล้วหลับลงไปทั้งน้ำตาแห่งความคิดถึง เซ...ชายหนุ่มที่รักยิ่ง...

เวลา 7.30 น. ของวันรุ่งขึ้น แบงค์กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์กินกาแฟอยู่ที่หน้าบ้าน เขากำลังรอลูกสาวลงมาเพื่อที่จะไปทำงานพร้อมกัน

"เอ๊ะ....ศิยังไม่ได้ยินเสียงจิวอาบน้ำเลยนะคะ" ศิเดินออกมาจากในบ้าน วางจานอาหารเช้าที่เธอเตรียมไว้ให้บุตรสาวลงที่โต๊ะ 

"งั้นเหรอ ศิไปดูลูกหน่อยดีกว่า เผื่อไม่สบาย" แบงค์พูดอย่างไม่ได้คิดอะไร คิดว่าจิวคงนอนดึกเท่านั้น

"ค่ะ" ศิรับคำ เธอเองก็คิดจะขึ้นไปดูลูกอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่สั่ง ศิเดินขึ้นไปบนห้องของจิว เปิดประตูที่ไม่ได้ลงกลอนไว้แล้วเดินเข้าไปหา เขย่าตัวจิวให้รู้สึกตัวจากการนอนหลับ

"จิว เช้าแล้วลูก" ศิเรียกเสียงแผ่วเบา จิวไม่ตอบรับเธอยังคงนอนนิ่งอยู่บนที่นอน

"จิว...เป็นอะไรรึเปล่าลูก" ศิเรียกอีกครั้ง คราวนี้เธอเขย่าตัวจิวแรงขึ้น แต่เธอไม่รู้สึกตัว ศิดึงผ้าห่มออกจากหายของลูกสาว แล้วจับเนื้อตัวดูพบว่าตัวของเธอร้อนมาก ใบหน้าของเธอซีดเผือก กายของจิวสั่นน้อยๆ ด้วยความหนาว ผู้เป็นแม่ตกใจรีบวิ่งออกไปหาแบงค์ทันที

"แบงค์....แบงค์ ..แย่แล้วคะ" ศิร้องตะโกนลั่นบ้าน ทำเอาแบงค์แทบสำลักกาแฟที่กำลังจะดื่มลุกขึ้นวิ่งมาหาศิที่ตะโกนเรียกเขาอย่างร้อนใจ

"อะไรศิเกิดอะไรขึ้น" เขาจับตัวภรรยาสาวทันทีที่วิ่งมาถึง

"จิวค่ะ จิวตัวร้อนเป็นไฟเลยแบงค์" ศิบอกลิ้นแทบพันกัน

"จิวไม่สบายมากเลยเหรอ" แบงค์วิ่งเข้าไปหาจิวด้วยความเป็นห่วง จับเนื้อตัวดูก็รู้ว่าร้อนมาก

"ศิว่าพาไปส่งโรงพยาบาลดีกว่า เรียกยังไม่รู้สึกตัวเลย" ศิบอกแบงค์ด้วยความเป็นห่วงลูกจับใจ

"อือ" แบงค์รีบอุ้มร่างบางของลูกสาวขึ้นมา แล้วขับรถออกไปที่โรงพยาบาลทันที

เวลา 9.00 น. ที่โรงพยาบาลมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพ แบงค์กำลังนั่งรอฟังผลตรวจอาการของลูกสาวอยู่ด้วยความร้อนใจ เธอเข้าไปได้เกือบชั่วโมงแล้ว

"แบงค์จิวเป็นไงบ้าง" เชียร์ น้องเขยและเพื่อนสนิทของแบงค์เอ่ยถาม เขาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย ได้ข่าวว่าหลานสาวป่วยก็รีบมาดูอาการทันทีด้วยความร้อนใจ

แบงค์ส่ายหน้าเขาเองก็ยังรอฟังคำตอบจากหมอเจ้าของไข้อยู่

"งั้นเดี๋ยวเราเข้าไปดูเอง" ในฐานะที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลเขามีสิทธิเข้าออกได้ทุกที่ เขาเข้าไปดูทันที  ไม่นานเชียร์ก็ออกมาจากห้องตรวจ แบงค์กับศิลุกขึ้นมองหน้าเพื่อนเหมือนถามอาการด้วยความเป็นห่วงลูกสาว

"เท่าที่ดูนะ อาการที่ร่างกายตอนนี้ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร" เชียร์พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มองดูแบงค์ด้วยแววตาตำหนิ

"ขอศิเข้าไปดูลูกได้ไหม" ศิมองเชียร์อย่างวิงวอน ด้วยความเป็นห่วงลูกสาว

"เข้าไปซิศิ ไม่เป็นไรหรอก" เชียร์เปิดประตูให้ศิเดินเข้าไป แล้วหันมามองหน้าแบงค์อีกครั้ง

"แล้วอะไรที่น่าเป็นห่วงล่ะ" แบงค์เห็นแววตาของเชียร์ก็รู้ว่าเชียร์มีอะไรจะพูดมากกว่านี้

"อาการของใจ แบงค์ จิวกำลังจะตรอมใจ เธอไม่มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อ นายโหดร้ายกับเธอมากไปแล้วนะ" เชียร์พูดเชิงตำหนิ เขารู้เรื่องจิวจากเจมแล้ว เขาเองก็รู้สึกสงสารจิวอยู่ไม่น้อย

"ฉันรู้ แต่ฉันตัดสินใจไปแล้ว" แบงค์นั่งลงที่เก้าอี้ ยกมือขึ้นกุมขมับ

"ก็เปลี่ยนซิ ก่อนที่มันจะสายเกินไป จิวกำลังจะตรอมใจตายนะ ไม่สงสารลูกบ้างเหรอ" เชียร์นั่งลงตามแล้วตบที่บ่าของเพื่อน พยายามโน้มน้าวจิตใจของแบงค์

"แต่...." แบงค์ไม่อยากจะกลืนน้ำลายตัวเองเขาตัดสินใจไปแล้ว และการตัดสินใจของเขามันต้องเด็ดขาด ถ้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันจะไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย

"ฉันรู้ว่าสิ่งที่จิวทำลงไปมันผิด แต่จิวโตแล้วนะ เขาได้รับความผิดของเขามาพอแล้ว 2 ปีมันนานเกินไป ตอนที่แกจากศิไปเรียนต่อต่างประเทศ ขนาดไปแบบจากลากันด้วยดียังทรมานกันแทบขาดใจ แกน่าจะจำความรู้สึกนั้นได้ว่ามันทรมาน" เชียร์วิงวอนแทนหลานสาว เขาเห็นสภาพเธอแล้วก็อดสงสารไม่ได้

คำพูดของเชียร์ทำแบงค์นิ่ง พูดไม่ออก ภายในสมองคิดหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับลูก ทำยังไงจิวถึงจะกลับมาเป็นจิวคนเดิม ลูกสาวของเขากำลังทรมาน

"เชียร์...นายรักษาอาการทางกายจิวให้หายก็พอ เดี๋ยวทางใจฉันจะรักษาเอง" แบงค์พูดอย่างเหม่อลอย ภายในสมองทำงานหนัก  และเขาเริ่มจะหาหนทางออกได้แล้ว หนทางที่ดีกับทุกฝ่าย

"แต่หัวใจจิวไม่ได้อยู่กับนายนะ อย่าลืมว่าจิวก็เป็นหลานของฉันเหมือนกัน" เชียร์เตือนเขาอีกครั้ง เพราะกลัวว่าแบงค์จะส่งจิวไปต่างประเทศ

"เออ....รู้น่า" แบงค์หันมาพูดอย่างเริ่มมีอารมณ์ที่ถูกเชียร์ต่อว่า เรื่องการตัดสินใจของเขา 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


สนุกอ่ะๆ
โดย Anonymous | 3 years ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha