เมียจานด่วน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 2 : ห้องหออลวน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“ก๊อก...ก็อก...”

เสียงเคาะที่หน้าประตู เรียกให้รมย์รวินท์ที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อยรอคอยอยู่นานจนเผลองีบหลับไปสะดุ้งตื่น หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่ง เห็นนาฬิกาชี้ไปที่ห้าทุ่มกว่าแล้ว

ใบหน้ากริ่งเกรง หันกลับไปมองที่บานประตูอย่างกล้าๆกลัวๆ กลืนน้ำลายเอื๊อกลงคอ

“ก็อก...ก็อก...ก็อก...ก็อก...” เสียงเคาะดังถี่รัวขึ้น เรียกเธอให้ลงจากเตียงรีบก้าวไปที่ประตู ก่อนจะปลดล็อกแล้วดึงบานประตูเปิด ใบหน้าแดงก่ำดวงตาปรือของต่อตระกูลโผล่มาตรงหน้าจนเธอผงะตกใจ ก่อนที่ศาสตราจะยื่นหน้าตามมาด้วยอีกคน

“ช่วยเปิดประตูกว้างๆ หน่อยครับคุณรมย์ ผมจะพาคุณต่อเข้าไป” หัวหน้าคนงานและโคบาลหนุ่มนิสัยดีประจำไร่อินทนิลบอก เธอกับเขาได้ทักทายกันนิดหน่อยวันนี้เพราะเขาทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้

รมย์รวินท์พยักหน้างกเงิ่น ดึงบานประตูให้เปิดกว้างแล้วเข้าช่วยพยุงต่อตระกูลซึ่งตัวสูงใหญ่ ศาสตราคนเดียวดูท่าจะรับน้ำหนักไม่ไหว แต่ไม่ทันคาด เมื่อชายหนุ่มผละออกจากศาสตราทันที และทิ้งน้ำหนักมาหาเธอเต็มที่จนร่างบางแทบทรุดลงไปกองกับพื้น

“ขอบใจที่มาส่ง นายกลับไปได้แล้ว” ออกปากไล่อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าหมดหน้าที่แล้ว

“แต่ว่า...”

“เฮ้ย...จะอยู่เป็นก้างขวางคอหรือไง? ผัวเมียจะจู๋จี๋กัน” ตวาดเสียงดังไล่ ศาสตราหันมาสบตากับว่าที่นายหญิงของไร่อินทนิลอย่างเป็นห่วง แก้มนวลใสแดงแจ๋ขึ้นมาทีเดียว

“ผมกลับก่อนนะครับคุณรมย์ มีอะไรก็เรียกได้ ผมอยู่เรือนเล็กข้างหลังนี่เอง”

“ค่ะ” รมย์รวินท์พยักหน้ารับ แม้อยากอ้อนวอนให้ชายหนุ่มช่วยอยู่ต่อก็ตาม สภาพเมามายดูไร้สติของต่อตระกูลทำให้เธอนึกกลัวขึ้นมา

ศาสตราผงกหน้า แล้วดึงบานประตูปิดให้ เรื่องภายในห้องหอทิ้งให้เป็นหน้าที่ของหญิงสาว เขายังยืนลังเลรออยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติ และอันที่จริงมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา จึงหมุนตัวเดินลงบันไดกลับลงมาข้างล่าง หากว่าก็คอยเงี่ยหูฟัง เกรงว่าต่อตระกูลจะแผลงฤทธิ์อะไรขึ้นมา

หลังจากศาสตราปิดประตูให้เรียบร้อย รมย์รวินท์ก็พยุงร่างหนักเหมือนยักษ์ปักหลั่นมาที่เตียง

“ไหวไหมคะคุณต่อ”

คนที่หัวห้อยไปแล้วผงกใบหน้าแดงก่ำกลิ่นเหล้าโชยหึ่งราวกับโรงกลั่นมองมาที่เธอตาเยิ้มหวาน

“ไหวเรื่องอะไร? ปล้ำเธอนะเหรอ? หึๆ” เขาหัวเราะในลำคอ “สบายมาก”

หญิงสาวหน้าเสีย เม้มปากแน่น ก่อนจะเบี่ยงตัวทิ้งร่างชายหนุ่มลงบนเตียง ต่อตระกูลพาดตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่ขอบเตียง หลับตานิ่งเพราะหนักศีรษะชะมัด ร้อนฉ่าไปทั้งตัว...เขาเมา พอรู้ตัวอยู่บ้าง สติพอมี แต่ก็อยากรู้ว่าเมียที่คุณหญิงตวงทิพย์เลือกให้จะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์นี้

รมย์รวินท์ยกขาทั้งสองข้างที่พาดพื้นระพื้นขึ้นไว้บนเตียงให้เรียบร้อย และช่วยดันร่างใหญ่ให้ขยับอยู่ในท่าที่เขาคงสบายที่สุด

อันที่จริง เธอเองก็ไม่ได้เพิ่งจะรู้จักต่อตระกูล เพราะตั้งแต่จำความได้อาสุรางค์ที่เลี้ยงเธอแทนพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ก็พึ่งใบบุญอยู่ในบ้านของคุณหญิงตวงทิพย์ เธอจึงรู้จักกับหลานชายคนเดียวของท่านมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าเขาน่ะตัวแสบขนาดไหน ชอบจับกิ่งก่ามามัดหางห้อยหัว จับจิ้งจกใส่ถุงพลาสติกเป่าลมแล้วเตะไปมาแทนลูกบอล และก็ยังเคยจับปลาตัวเล็กๆ ในอ่างบี้ตายตั้งหลายตัว จนถูกคุณหญิงฟาดก้นไปเสียหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยหลาบจำ

กับเธอเองก็เคยถูกเขาแกล้งกระตุกหางเปียเสียจนหน้าหงาย ร้องไห้จ้าอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ คุณต่อตระกูลตัวร้ายเป็นได้แกล้งหมด  แต่เขาก็ไม่ได้ร้ายกาจเสียทีเดียว เพราะมีครั้งหนึ่งต่อตระกูลยังเคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้

เมื่อกว่าสิบปีก่อนที่หลังบ้านของคุณหญิงตวงทิพย์ยังเป็นสระบัวขนาดใหญ่ และเธอเองก็ชอบที่จะไปเก็บดอกบัวมาพับเล่นบ้างถวายพระบาง มีครั้งหนึ่งที่ฝนตกเพิ่งหมาดจึงทำให้สะพานไม้ที่ยื่นลงไปในสระลื่น เมื่อเธอเอื้อมมือไปเก็บดอกบัวจึงไถลตกลงไปในน้ำ ต่อตระกูลที่เล่นอยู่ใกล้ๆ ยื่นมือมาช่วยให้จับเอาไว้ แต่เธอก็ดึงจนเขาตกลงไปในสระด้วยกันแถมยังกอดคอเขาเอาไว้แน่นจนเกือบจมน้ำตายเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่นายชมคนสวนได้ยินเสียงร้องจึงมาช่วยเอาไว้ได้ทันทั้งสองคน

หลังเหตุการณ์นั้นเขาถูกคุณหญิงฟาดก้นเสียยกใหญ่ และต่อตระกูลก้โกรธจนไม่ยอมคุยกับเธออีก...ไม่นานนักอา    สุรางค์ก็ได้พาเธอกลับไปอยู่กับปู่ย่าที่บ้านต่างจังหวัด เธอไม่รู้หรอกว่าเขายังจะจำยัยเด็กหางเปียวุ่นวายคนนั้นได้ไหม แต่สำหรับเธอแล้วไม่เคยลืมฮีโร่ตัวร้ายคนนั้นเลย

ก็ได้แต่หวังว่า โตขึ้นนิสัยของเขาก็จะเปลี่ยนไปด้วย...เปลี่ยนไปในที่นี้หมายถึงดีขึ้น...ไม่ใช่แย่ลง

หลังจากยืนมองชายหนุ่มที่ต้องนอนร่วมเตียงด้วยอยู่เป็นนาน อย่างไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ขืนให้เธอนอนไปด้วยกันอย่างนี้ ต้องนอนไม่หลับแน่ๆ เพราะกลิ่นเหล้าที่เหม็นคลุ้งคงให้ความรู้สึกไม่ต่างจากนอนกอดขวดเหล้า

เธอไม่อยากเดาว่าเขาดีใจหรือเสียใจอยู่ ถึงได้ฉลองหนักหน่วงจนหมดสภาพขนาดนี้ รมย์รวินท์ก็ตัดสินใจไปเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขา...อย่างน้อยก็ปรนนิบัติดูแลตามหน้าที่ของภรรยา

และทันทีที่ผ้าขนหนูเปียกน้ำแตะลงไป ใบหน้าที่แดงก่ำก็กระสับกระส่ายหนี แต่เธอก็ยังดื้อแพ่งที่จะเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขา คนไม่ได้อาบน้ำนอนไปทั้งอย่างนี้ สกปรกแย่

“อื้อ...” เสียงครางอย่างรำคาญ พร้อมกับมือใหญ่จับหมับที่ข้อมือของเธอ

ดวงตาแดงก่ำลืมโพลงขึ้นมา...เขาไม่ได้หลับอย่างที่เธอคิด

“ทำอะไร?”

“เช็ดตัวให้คุณไงคะ?” หมุนข้อมือออกแต่ไม่สำเร็จ

“ไม่ต้อง...ฉันจะนอน” บอกอย่างหงุดหงิด

“คุณจะนอนทั้งชุดนี้หรือคะ? ลุกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยนอนจะสบายกว่านะคะ”

ดวงตาที่แดงๆ นั่นหรี่ลง กระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วแค่นหัวเราะ

“ไหนคุณย่าบอกว่าหาเมียให้ ดูท่าเธอจะมาเป็นแม่ฉันเสียมากกว่ามังเนี่ย”

เธอได้แต่เม้มปาก ไม่ตอบโต้ บิดข้อมือให้หลุด แต่ต่อตระกูลกลับบีบแน่นกว่าเดิมพร้อมออกแรงดึงกระชากเธอลงไปหาอ้อมอก รมย์รวินท์หน้าตื่นด้วยความตระหนก ดิ้นขลุกขลักเมื่อแขนแข็งแรงของเขาตวัดมารัดร่างเธอเอาไว้จนตกอยู่ในอ้อมกอด พร้อมกับซุกไซ้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าเข้าหา

“อย่านะคะคุณต่อ ปล่อย...ปล่อยค่ะ”

นอกจากจะไม่ปล่อย เขากลับเป็นฝ่ายตวัดร่างเธอลงไปอยู่ข้างล่าง แล้วพลิกกายขึ้นคร่อมทับไว้ จับข้อมือทั้งสองข้างกดตรึงลงไปกับที่นอน แล้วฉกใบหน้าลงไปหา

“คุณต่อ อย่าค่ะ...อย่า” เสียงร้องปรามน่ารำคาญหู ใบหน้าคร้ามที่กำลังดื่มด่ำกับกลิ่นหอมๆ นุ่มๆ ที่อวลไปด้วยความเย้ายวนของฟีโรโมนเพศหญิงผงกขึ้นมา หน้าตาบูดบึ้ง

“จะดิ้นทำไม เธอมาเป็นเมียฉันไม่ใช่หรือ?”

“แต่คืนนี้คุณต่อเมา” น้ำเสียงเครือว่า

“ทำไม? รังเกียจผัว เหม็นเหล้างั้นหรือ? นี่คุณย่าไม่ได้บอกเธอหรือไง ว่าจะเป็นเมียฉันมันต้องทนให้ได้ทุกอย่าง”

ข้อแขนเล็กในอุ้งมือยังบิดไปมา ใบหน้าสวยตรงหน้าเจื่อนสีอย่างกับจะร้องไห้ ทำให้เขายิ่งนึกสนุกเข้าไปใหญ่ ไหนๆ ก็ไหนๆ จะว่าไปรมย์รวินท์ก็ไม่ได้น่ารังเกียจสักนิด หล่อนแค่ไม่ตรงสเป็กเขา แต่ก็สวยใช้ได้ ใบหน้าเรียวเล็ก นัยน์ตาดำขลับกลมใหญ่ดูหวานๆ จมูกเล็กโด่งพอดี และกลีบปากสวยรูปกระจับสีระเรื่อโดยธรรมชาติ และเขาก็หมายมาดจะชิมเรียวปากอิ่มสวยนี่ด้วยว่า มันจะจืดชืดเหมือนเจ้าของหรือเปล่า

ใบหน้าคร้ามฉกลงไปหา แต่เธอเบี่ยงหน้าหลบ

“อย่าค่ะคุณต่อ”

“อะไรเล่า?” จากนึกสนุกเขาเริ่มรำคาญคนท่ามาก เมื่อออกแรงใช้น้ำหนักทั้งตัวโถมเข้าใส่ร่างที่ดิ้นรนหนีนั่น แล้วซุกไซ้ใบหน้าไล่ล่ากลีบปากสวยนั่นมาครอบครองให้จงได้

“ฮึ...ฮึ....ฮือ...ฮือ...” เสียงสะอึกสะอื้นทำให้เขาชะงักค้าง และเมื่อขยับใบหน้าออกห่างก็แทบจะสร่างเมา เพราะเจ้าหล่อนร้องไห้จริงๆ เล่นละครตีบทแตกสมบทบาทโดนไอ้หื่นจะข่มขืน ทำให้เขาแทบหมดอารมณ์ไปเลย

“ให้ตายสิ” ร่างหนาพลิกตัวลงนอนหงายข้างๆ และเพียงร่างเป็นอิสระจากเขา แม่เจ้าสาวตามใบสั่งก็ลุกพรวดพราดจากเตียงวิ่งไปยืนอยู่มุมหนึ่งของห้องร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับโดนขืนใจไปแล้ว

“อะไรวะเนี่ย” เขาผุดลุกขึ้นมานั่งหน้ายับยู่อยู่ที่ริมขอบเตียง มองอาการหวาดผวาจ้องหน้าเขาอย่างระแวงระวัง

“เธอมาเป็นเมียฉันไม่ใช่หรือ?”

หญิงสาวผงกหน้ารับ

“แล้วจะร้องไห้ทำไม?”

เจ้าหล่อนไม่ยอมตอบ หากกลับกุมมือตะปบคอเสื้อไว้ ราวกับกลัวเขาจะเข้าไปฉีกทึ้ง

“เธอไม่รู้หรือไง หน้าที่หลักๆ ของเมียคือให้ความสุขบนเตียงกับสามี” ถามอย่างกังขาคาใจ แม้เธอจะดูหน้าอ่อน แต่คุณหญิงตวงทิพย์บอกว่าห่างจากเขาห้าปี...ก็อายุยี่สิบสองแล้ว ไม่น่าจะไร้เดียงสาขนาดที่ไม่รู้ว่า คนเป็นสามีภรรยาจะทำอะไรกันได้บ้าง

เจ้าหล่อนคลายสะอื้น ดวงตาดำที่เคลือบคลอหยาดน้ำตากลอกไปมา ผงกน้อยๆ

เขามองหล่อนอย่างเคืองๆ

“รู้แล้วเธอจะร้องไห้หรือดิ้นขัดขืนทำไม? ฉันไม่ใช่พวกซาดิสต์ชอบใช้กำลังหรอกนะ”

รมย์รวินท์จ้องหน้าเขาอย่างหวาดๆ เม้มปากแน่น

“ฉะ...ฉันยังไม่พร้อมค่ะ”

เขาถอนใจพรวดแรงอย่างเซ็งๆ

“ไฟแดงเหรอ?”

เจ้าหล่อนหน้าเหรอหราขึ้นมา...ให้ตายสิ หล่อนไม่รู้หรือว่าเขาหมายความว่ายังไง?

“เธอเป็น...เอ่อ...วันนั้นของเดือนหรือไง?”

คนถูกถามนิ่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“ปละ...เปล่าค่ะ”

“แล้วทำไมถึงไม่พร้อม”

“ก็...ก็คุณต่อเมานี่คะ” ที่สำคัญเหม็นเหล้ามากด้วย

“ถึงจะเมาฉันก็ทำได้น่า” เขาว่าอย่างรำคาญ เพราะปกติเวลาที่หิ้วผู้หญิงมาจากในเมืองก็หลังจากเมาได้ที่แบบนี้แล้วทั้งนั้น จึงชักหงุดหงิดที่คอยตอบคำถามโต้เถียงปัญญาอ่อนกันอยู่ได้ เสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ แล้วอย่างนี้จะมีเหลนย่าทันใจคุณหญิงตวงทิพย์ได้ยังไงกัน

“ทำไมคุณต่อถึงยอมแต่งงานกับรมย์ล่ะคะ?” เธอถามคำถามที่แสนจะคาใจ

เขาชะงักไป...เหตุผลอะไรบ้างล่ะ ที่จู่ๆ เขาถึงยอมให้ผู้เป็นย่าเอากระพรวนมาคล้องคอแมว

“แล้วเธอล่ะ ทำไมถึงยอมมาแต่งงานกับฉัน”

คนถูกถามกลับชะงักงันไป กลืนน้ำลายลงคอ

“คุณหญิงมีบุญคุณกับรมย์ และรมย์ก็อยากตอบแทนบุญคุณท่าน”

เขาอึ้งไปในคำตอบ

“ด้วยการมาเป็นเมียฉัน เอาชีวิตทั้งชีวิตของเธอมาแขวนกับผู้ชายเส็งเคร็งอย่างฉันงั้นหรือ?”

คำถามคงยากไป เพราะเจ้าหล่อนดูท่าจะกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

“ในเมื่อเธอยอมตกลงแต่งงานกับฉัน และฉันก็แต่งงานกับเธอแล้ว ตอนนี้เราสองคนเป็นผัวเมียกัน คุณย่าท่านอยากได้เหลน คงเห็นว่าเธอ....” กวาดตามองเรือนร่างในชุดนอนที่ค่อนข้างวาบหวิวนั่นอย่างพอใจ เพราะอย่างน้อยเจ้าหล่อนก็มีสัดส่วนเย้ายวนใจ และมีอะไรอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปมี “คงจะเป็นแม่พันธุ์ที่ดีได้กระมัง”

แม่พันธุ์ชั้นดีอ้าปากค้างหน่อยๆ ริมฝีปากได้รูปที่เขาอยากจูบนั่นแหละ

“ทีนี้ก็กลับขึ้นเตียง มาทำหน้าที่เมียได้หรือยัง?” คนเมาค่อนข้างพูดจารู้เรื่อง จนตัวเองก็ยังแปลกใจ เอ๊ะ! หรือว่าเขาจะไม่เมา...ไม่หรอก ตอนนี้ในหัวกำลังหมุนติ้ว และก็รู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ แถมแอลกอฮอล์ก็ทำให้เลือดสูบฉีดแรงชะมัด โดยเฉพาะไอ้ส่วนที่ควรจะถูกใช้งานที่สุดในคืนเข้าห้องหอ เขารู้ว่ามันกำลังเรียกร้องหาอะไรอยู่ และก็ควรได้รับการตอบสนองโดยเร็วที่สุด จากผู้หญิงตรงหน้าที่มาปลุกให้มันตื่นตัว

รมย์รวินท์ มองที่คนพูดอย่างชั่งใจ ดูท่ายังไงๆ เธอก็คงหนีไม่พ้นแน่

ในตอนที่รับปากคุณหญิงตวงทิพย์มา เธอไม่คิดว่าจะพบเจอวินาทีบีบหัวใจและหวาดพรั่นพรึงถึงขนาดนี้...ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้หญิงจะเสียตัวทั้งที อยากให้มันดีกว่านี้สักหน่อย อย่างน้อยก็ในทางความรู้สึก

“แต่คุณต่อกำลังเมา”

“ใช่...ฉันเมา และฉันก็มีอารมณ์เอามากๆ ฉันต้องการเธอ ต้องการเมีย ผู้หญิงที่ฉันแต่งงานด้วย ในคืนวันเข้าหอ”

“แต่...เอ่อ...คุณต่อไม่...ไม่ได้รักรมย์” พูดออกมาอย่างผิดหวังนิดๆ ทั้งที่ก็ไม่ควรไปคาดหวังกับการแต่งงานที่เป็นไปอย่างฉุกละหุกและมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นเงื่อนไข

ให้ตายสิ...เจ้าหล่อนจะมาถามหาความรักบ้าบออะไรในเวลานี้

“ตอนที่เธอตอบตกลงกับคุณย่าว่าจะแต่งงานกับฉัน เธอได้คิดถึงเรื่องความรักด้วยหรือไง?”

หญิงสาวกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ มองเขาอย่างต้องการคำตอบจากเขาเช่นกัน

“ฉันไม่อยากให้เธอคาดหวังอะไรให้มากนะรมย์รวินท์ เราไม่เคยรู้จักกัน”

ไม่ใช่เสียหน่อย...เธอตะโกนเถียงอยู่ในใจ

“อยู่ๆ ฉันก็ต้องมาแต่งงานกับเธอ และตอนนี้พิธีการอะไรทั้งหมดก็ผ่านพ้นมาแล้ว ในห้องหอ คืนแต่งงาน ฉันต้องการอะไรๆ เหมือนที่ผู้ชายทั้งโลกต้องการ และหากเธอยังเล่นตัวอยู่อีกละก็ พรุ่งนี้ก็เชิญกลับกรุงเทพฯไปได้เลย” เขาว่าอย่างไม่แคร์ ไอ้อาการหนักหัวจนจะตั้งคอเอาไว้ไม่อยู่ ทำให้ขี้เกียจออกแรงไล่ปล้ำเจ้าหล่อน

รมย์รวินทร์สะอึก ไม่คิดว่าจะถูกยื่นคำขาดเช่นนี้ จึงสั่นหน้าดิกปฏิเสธไม่ยอมแน่ๆ ขืนเป็นอย่างนั้นเธอได้โดนคุณหญิงตวงทิพย์เอ็ดเอา แต่เธอก็ยังไม่พร้อมจะมีอะไรกับเขาจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่คืนที่ตัวเขาเหม็นเหล้าและไร้สติอย่างตอนนี้

“รมย์ขอโทษคุณต่อ” ยกมือพนมไหว้ “แต่ขอเวลารมย์หน่อยได้ไหม?”

“อะไรนะ?” ดวงตาลุกโพลงถามเสียงหลง

“เธอขอเวลา...เวลาอะไร? นี่ก็เตียงนอน เราอยู่กันในห้องนอน ถอดเสื้อผ้า แล้วกระโดดขึ้นเตียงมาซะ อย่าเรื่องมากดีกว่า ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง พรุ่งนี้ฉันจะให้นายศาสตราไปส่งเธอที่ท่ารถ”

ดวงตากลมใหญ่กะพริบตาปริบๆ หัวสมองคิดเร็วรี่ หาวิธีมาต่อรองที่จะยืดระยะเวลาที่ต้องเอาตัวสังเวยให้ผู้ชายตรงหน้าออกไป

“คุณต่อเมามาก”

“ฉันไหวน่า”

“รมย์ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น แต่เคยอ่านในหนังสือ ว่าถ้าดื่มเหล้า  แล้วเอิ่ม ทำเรื่องอย่างว่า จะทำให้หัวใจทำงานหนัก และก็อาจจะทำให้หัวใจวายได้ค่ะ”

เขาหน้าค้างนั่งมองผู้หญิงตรงหน้า ตาลายขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้ารมย์รวินท์ลอยไปมาซ้อนกันไม่รู้กี่สิบหน้า

“หึๆ รู้ดีจริงนะ ท่าทางจะเชี่ยวน่าดูสินะ” คำพูดปรามาส และสายตาดูแคลนทำให้เธอนึกโกรธ คนบ้า เธอรึอุตส่าห์เป็นห่วง ยังมีหน้ามายอกย้อนให้เจ็บใจอีก

เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นท้าวคาง ทำหน้าเซ็งๆ

“แล้วฉันควรจะทำยังไงดีล่ะ? ไหนลองว่ามาสิ”

“คุณต่อควรจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่”

“ฉันหลับไม่ลงหรอก มันค้าง เพราะยังไม่ได้นอนกับเมีย” ว่าไปนั่น ทั้งที่กลั้นหาวจะแย่  เปลือกตาก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ หัวก็เหมือนถูกถ่วงด้วยลูกตุ้มเหล็ก

“เอ่อ...งั้นก็ไปอาบน้ำให้สดชื่น”

“ไม่...อาบน้ำเสร็จตาสว่างก็ไม่ต้องนอนกันพอดี” ก่อนจะหรี่ตาลงยิ้มเจ้าเล่ห์ “เว้นแต่ว่าเธอจะเป็นคนอาบให้”

รมย์รวินท์กลืนน้ำลาย คิดหาทาง

“เอ่อ...เอาอย่างนี้ไหมคะ? งั้นคุณต่อนอนพักก่อน สักครู่หนึ่งให้สร่าง รมย์จะนวดให้”

“นวด?”

“ใช่ค่ะ...นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวัน คงปวดเมื่อยเนื้อตัว ควรที่จะผ่อนคลาย โดยการนวดให้สบายตัว แล้วก็นอนพักให้เต็มที่ เพื่อที่ตื่นขึ้นมาก็จะสดชื่น”

เขามองเห็นริมฝีปากสีชมพูอิ่มขยับขึ้นๆ ลงๆ คำพูดนั่นแทบไม่เข้าหู ไม่อยากมีอะไรกับเขา...ก็ช่างหล่อนเถอะ ว่าแล้วก็หงายหลังผึ่งลงบนเตียง หลับตานิ่งไปและสติก็ค่อยๆ เลือนหายสู่นิทรารมย์ คงจะจริงอย่างที่รมย์รวินท์ว่า เขาน่าจะนอนมากกว่า เพราะว่าจะปล้ำหล่อน เอาไว้ทำวันไหนก็ได้ ในเมื่อเป็นผัวเมียกันแล้ว ยังไงหล่อนก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือเขาไปได้หรอก

“คุณต่อคะ...คุณต่อ” ลองเรียกดู เมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ หลับจริงหรือแกล้งกันแน่

“คุณต่อ” เธอก้าวเข้ามาหาอย่างระมัดระวัง ร่างใหญ่ไม่มีทีท่ากระดุกกระดิก

เมื่อรอจนแน่ใจ หญิงสาวก็ใช้แขนทั้งสองข้างช้อนท่อนขาเขากลับขึ้นไปไว้บนเตียงอีกครั้ง หากครานี้คงไม่กล้าเข้าไปเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวพ่อเจ้าประคุณเป็นได้ตื่นขึ้นมาอีก

ท่าทางนิ่งสนิททำให้เบาใจ จึงถอนใจพรวดออกมาอย่างโล่งอก

“จะรอดไปได้อีกกี่วันนะรมย์” หันกลับไปมองคนบนเตียงอย่างหวั่นใจ ก่อนจะช่วยถอดถุงเท้า และแกะกระดุมเสื้อ ถอดเข็มขัดออกให้ เพื่อเขาจะได้สบายตัว

ส่วนตัวเองเหลียวซ้ายแลขวามองหาที่นอน ก่อนจะเดินตรงไปที่โซฟา

“บนนี้ก็คงไม่เป็นไร” พึมพำเบาๆ นอนฟูก นอนฟาก นอนเสื่อ หรือแม้กระทั่งนอนพื้นก็เคยมาแล้ว บนโซฟานี้นุ่มกว่าตั้งเยอะท่าทางหลับสบายอีกด้วย รีบนอนเอาแรงไว้สู้รบปรบมือกับต่อตระกูลวันพรุ่งนี้จะดีกว่า

คิดได้ดังนั้นก็เดินไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง หรี่แสงอ่อนแค่พอมองเห็น ก่อนจะเดินไปปิดสวิทซ์ไฟ แล้วกลับมานอนที่โซฟา หากดวงตาคว้างมองเพดานไม้ที่ตีไว้เป็นชั้นๆ

วิธีไหนกันที่เธอจะกล่อมให้ต่อตระกูลกลับไปกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเสียอะไรๆ ที่มันไม่จำเป็น เมื่อเขามาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งห้าปี บุกเบิกจนพื้นที่ดินว่างเปล่า กลายเป็นไร่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และพืชผลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ยังจะคนงานอีกกี่สิบชีวิตที่ทำงานที่นี่ เธอนับถือเขาก็ตรงนี้ บากบั่นฟันผ่าจนสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาจนได้ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าไทรินสินเกษตร แต่ก็แสดงให้รู้ว่า ต่อตระกูลไม่ใช่ผู้ชายจำพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เขาคงผูกพันกับไร่แห่งนี้อยู่ไม่น้อย จะให้ทิ้งไปง่ายๆ คงไม่มีทางแน่ แต่วิธีไหนกันที่เธอจะทำได้

เมื่อคุณหญิงตวงทิพย์ฝากความหวังทั้งหมดทั้งมวลไว้กับเธอ และเธอก็รับปากท่านมาแล้วแม้ไม่ได้แน่ใจเลยสักนิด แต่จะวิธีไหน ไว้ค่อยคิดดูอีกทีก็แล้วกัน

ดวงตาสวยที่กำลังจะปิดลงมองไปที่เตียงนอนหลังใหญ่

ผู้ชายฤทธิ์มากกำลังนอนสิ้นฤทธิ์อยู่บนนั้น แสงสีส้มอ่อนจากโคมไฟ ส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมสัน ใบหน้าเถื่อนๆ เพราะรกรุงรังไปด้วยหนวดเครา เธออยากรู้นัก ว่าหากโกนหนวดโกนเคราออกเสียหมดจนเกลี้ยงเกลา เขาจะดูหล่อเหลาเหมือนรูปติดฝาขนาดใหญ่ที่บ้านในกรุงเทพฯไหม?

รมย์รวินท์ไม่อยากยอมรับเลยว่า เพราะภาพนั้นมีส่วนให้เธอตัดสินใจรับคำขอร้องของคุณหญิงตวงทิพย์อย่างไม่ลังเลนัก เธอหลงรูปเขา...รูปที่เป็นเพียงแค่เปลือก โดยไม่รู้ว่าตัวจริงของต่อตระกูล อติเทพ ยังจะร้ายกาจเหมือนตอนเป็นเด็กอยู่หรือเปล่า?

กลัวอะไรละรมย์ เธอเสี่ยงมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha