เมียจานด่วน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 3 : คนมีเมีย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ต่อตระกูลตื่นขึ้นมาในเวลาสายโด่ง

ที่รู้ว่าสายก็เพราะว่าดวงตะวันข้างนอกนั่นสว่างโร่เต็มฟ้า ทั้งที่ห้องนอนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ควรที่เขาจะถูกปลุกด้วยแสงอาทิตย์ แต่เพราะม่านที่หน้าต่างถูกรูดปิดไว้จนทึบมืดมิด ไม่มีแสงใดๆ ส่องลอดเข้ามาแถมภายในห้องถูกปรับอุณหภูมิด้วยแอร์คอนดิชั่น ซึ่งคงจะเป็นฝีมือคนที่ส่งให้เขาเข้านอนเมื่อคืนนั่นแหละ

“กี่โมงแล้วเนี่ย” ละมือที่แหวกม่านลง กลับมาถามตัวเอง รู้สึกหัวหนักราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว

ปกติไอ้จอนห์นี่ วอร์กเกอร์ไม่เคยทำอะไรเขาได้

“สงสัยเป็นเพราะเหล้าเถื่อนของนายหวัดแน่ๆ” บ่นงึมเบาๆ เอนหลังพิงหัวเตียงพร้อมกับยกมือขึ้นนวดที่ข้างขมับทั้งสอง นานแล้วที่เขาไม่ดื่มหนักอย่างนี้ แต่เมื่อคืนคงฉลองหนักไปหน่อย

ฉลอง...ใช่ เขาเพิ่งแต่งงานเมื่อวานนี้

ดวงตาคมกล้าลืมโพลงขึ้นมา สอดส่ายมองหาเจ้าสาวของตัวเอง แต่ไม่เห็น

จำได้ว่าเมื่อคืนเขาพยายามจะปล้ำเธออยู่...แต่ไม่สำเร็จ นี่เขายอมแพ้ไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?

ก็ถ้ามันปวดจนหัวจะระเบิดขนาดนี้ ใครมันจะมีอารมณ์คิดเรื่องอื่น

โอ้ย! ทำไมปวดหัวอย่างนี้วะ” ยกมือทุบลงไปที่ศีรษะเบาๆ ควรจะนอนต่อ หรือว่าเป็นเพราะนอนมากไปถึงได้ปวดหัว ป่านนี้ไอ้พวกคนงานคงกำลังพูดถึงเขากันสนุกปากทีเดียว ไว้ใจได้ที่ไหนไอ้พวกนี้ ลับหลังเป็นได้นินทาเจ้านาย

คิดได้ดังนั้น ก็ตวัดผ้าห่มออกจากตัว ก้าวลงจากเตียง หากยืนไม่เต็มเท้าก็เซไปหลายก้าวทีเดียวกว่าจะตั้งหลักได้ พอตื่นมาร่างกายก็เริ่มทำงานของมัน อาการปวดมวนท้องทำให้เขานึกว่ากระเพาะคงเรียกหาอาหารไปย่อย เพราะมันครางโครก เสียนงไม่รื่นหู จึงหยิบขวดน้ำที่หัวเตียงยกขึ้นดื่มเสียหน่อย แต่กลับทำให้วิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน

“อ้วก...” เพียงแค่อ้าปากของเก่าที่ไม่ยอมย่อยก็พุ่งพรวดออกมา จนแทบจะหาที่ทางให้ไม่ทัน และขณะที่กำลังระบายของเก่าอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นั้น ฝ่ามืออุ่นนุ่มก็ลูบลงเบาๆ อยู่ที่แผ่นหลัง  อาการขยักขย้อนชะงักงัน เงยหน้าขึ้นหันมามอง

“อ้วกสิคะคุณต่อ ให้หมดจะได้สบายท้อง” เจ้าหล่อนบอก พร้อมกับช่วยลูบหลังให้ นานทีเดียวกว่าที่จะจัดการเอาของเก่าค้างคืนออกไปหมด นานแค่ไหนกันที่เขาไม่เคยเมาหนักจนนั่งกอดโถชักโครกอย่างนี้

“น้ำค่ะ” มือเรียวยื่นแก้วน้ำให้ เขารับมาบ้วนปาก

ผ้าขนหนูถูกส่งมาให้เช็ดปากอย่างรู้หน้าที่ พร้อมกับช่วยกดชักโครกให้

“ลุกไหวไหมคะ?” ร่างเล็กสอดแขนเข้าช่วยพยุง หากเขาดึงมือของเธอออก ไม่อยากดูเป็นพวกเมาหัวราน้ำจนดูแลตัวเองไม่ได้ หันมาพิศมองหน้าให้เต็มตา...ตั้งแต่แต่งงานกันมาเมื่อวาน ยังไม่มีโอกาสมองเมียให้เต็มๆ สองตาเลย

ใบหน้าเรียวเล็กผิวเนียนใส เครื่องเคราบนใบหน้าเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มยกเว้นดวงตาหน่วยใหญ่เป็นประกายดำขลับ...เถียงไม่ได้ว่ารมย์รวินท์เป็นคนสวย...คุณตวงทิพย์กำลังเอาผู้หญิงมาล่อลวงเขา...ต่อตระกูลรีบสลัดตัวเองจากความสวยของคนตรงหน้า

“กี่โมงแล้ว”

“เที่ยงแล้วค่ะ คุณต่อหิวไหมคะ?”

“ให้ตายเหอะ” ป่านนี้ไอ้พวกคนงานมันจะพูดถึงเขาว่ายังไงกันบ้าง เข้าหอคืนแรกก็ถึงกับลุกไม่ขึ้น เสียหน้าชะมัด

“ฉันจะไปทำงาน” บอกแล้วจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องน้ำ หากมือเรียวเกาะยึดท่อนแขนเอาไว้เสียก่อน

“คนงานพักทานมื้อเที่ยงอยู่ค่ะ คุณศาสตราก็กำลังทานอยู่ข้างล่าง รมย์ว่าคุณต่อน่าจะอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นก่อนนะคะ”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปรายตามามองคนแนะนำ

“แล้วทำไมไม่ออกไป หรือจะอยู่ช่วยฉันอาบน้ำ”

“เอ่อ...” สองข้างแก้มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อขึ้นมาทันตาเห็น

โอ้แม่เจ้า...นี่หล่อนอายเพราะคำพูดแค่นี้นะหรือ? ทำตัวไร้เดียงสาชะมัด

“เดี๋ยวรมย์จะไปเอาผ้าเช็ดตัวให้นะคะ”

รมย์รวินท์ปล่อยมือจากแขนของเขา แต่เพียงเธอก้าวออกจากห้องน้ำ เสียงประตูก็ปิดโครมตามหลังมาทันที ใบหน้าสวย หันไปมองประตูที่ปิดอย่างเหวอๆ

“หึๆ คิดจะให้ฉันจะหลงใหลได้ปลื้มล่ะสิ...ว่ามีเมียมันดีนักดีหนาขนาดไหน? ไสเจีย เสียใจยัยหน้าจืด ไอ้ต่อตระกูลน่ะโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขาอะไร แค่นี้ทำเองได้”  เขาบ่นพึมตามหลัง ก่อนจะถอดกางเกงแล้วสลัดออกให้พ้นขา ก้าวเข้าไปใต้ฝักบัว แล้วเปิดน้ำแรงจนสุด หวังจากปลุกให้ตัวเองให้กลับฟื้นคืนสติกลับมาสดชื่นมีชีวิตชีวา อ้อ! แล้วก็กำจัดไอ้กลิ่นเหม็นสาบโสโครกนี่ออกไปจากเนื้อตัวด้วย

เป็นเมียบ้าประสาอะไร ปล่อยให้ผัวนอนทั้งเมาๆ เหม็นๆ อย่างนั้นเขาคิดอย่างขุ่นใจ

แว่บหนึ่งที่ลางเลือน เหมือนกับว่าเธอพยายามจะเช็ดตัวให้เขา...จริงหรือฝันก็ไม่รู้ ช่างมันเหอะ

เมื่อเขากลับออกมาจากห้องน้ำ ทั้งผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ก็ถูกจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เจ้าหล่อนคงรู้ดีว่าเขาจะออกมาทั้งเป็นชีเปลือยตัวเปียกถึงรีบหายตัวออกไปจากห้องนี้เสีย

ต่อตระกูลหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมที่หมาดชื้น อาการหน่วงๆ ที่ท้ายทอยยังไม่หาย แถมยังปวดมวนที่ท้องอย่างหนัก คงต้องรีบหาอะไรให้กระเพาะย่อยโดยไว จึงรีบเช็ดตัวหัวหูแล้วแต่งตัวให้เรียบร้อย

+++++++++

 

สิบห้านาทีต่อมา ต่อตระกูลในกางเกงยีนส์ตัวเก่งกับเสื้อเชิร์ตแขนยาวลายสก็อตก็ลงบันไดมาจากชั้นบน  ดวงตาคมดุมองไปที่โต๊ะอาหาร จำได้ว่าเมื่อสิบห้านาทีก่อนรมย์รวินท์บอกว่าศาสตราทานข้าวเที่ยงอยู่ แต่จนตอนนี้หมอนั่นก็ยังทานไม่เสร็จ ไอ้ที่มันนึกขุ่นใจก็ตรงที่โคบาลหนุ่มของไร่กำลังนั่งคุยหัวร่อต่อกระซิกกับเมียของเขา

เมียในนามที่เขายังไม่ได้ใช้สิทธิ์ความเป็นสามีกับเจ้าหล่อน

พอมองเห็นเขารมย์รวินท์ก็หยุดเสียงหัวเราะ ลุกขึ้นกระวีกระวาดตักข้าวต้มควันกรุ่นยังร้อนๆ ใส่ชามให้ พร้อมกับยกมาเสิร์ฟตรงหน้า

“ฉันอยากดื่มกาแฟ” เขางอแงเป็นเด็กๆ

“เดี๋ยวรมย์ไปชงให้นะคะ คุณต่อทานข้าวต้มรองท้องไปก่อน” เจ้าหล่อนบอกพร้อมรอยยิ้มเอาใจสุดฤทธิ์ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว

เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่รมย์รวินท์ลากออกจากโต๊ะบริการให้ ปรายตามองไปที่ศาสตรา ฝ่ายนั้นกำลังมีความสุขกับการกิน พร้อมกับปรายตามองมาที่เขาเหมือนไม่เห็นด้วยนัก

“เก็บข้าวโพดไปถึงไหนแล้ว”

“ครึ่งหนึ่งของไร่ตะวันตก คิดว่าก่อนค่ำทางฝั่งนั้นคงเก็บหมด คุณต่อไม่ต้องไปก็ได้นะครับ” บอกให้เบาใจ

“ฉันอยากไปดูเสียหน่อย”

“แต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย ทานข้าวต้มเสียหน่อยสิครับ คุณรมย์เธออุตส่าห์ไปอุ่นให้”

เขาทำปากยื่นไม่ได้ชื่นชมอะไร

“ฉันติดดื่มกาแฟตอนเช้านายก็รู้”

“แต่นี่ไม่เช้าแล้ว และคุณต่อก็เพิ่งสร่างเมา น่าจะหาอะไรทานรองท้องเสียหน่อย ข้าวต้มทรงเครื่องของคุณรมย์อร่อยนะครับ นานๆ เราจะได้ทานอะไรอร่อยๆ สักที”

สายตาคนถูกชวนเหลือบมองจานผัดซีอิ้วที่เกือบหมดของศาสตราแต่ก็ยังเหลือเศษซากให้รู้ว่ามันคือเมนูอะไรก่อนหน้านั้น

“นายรู้ได้ยังไงว่ามันอร่อย?”

“ผมทานไปเมื่อเช้า ตั้งสองชามแน่ะ” ชูสองนิ้วพร้อมยิ้มแฉ่งทีเดียว

ต่อตระกูลกลับมาเหลือบแลชามข้าวต้มทรงเครื่องตรงหน้า ของโปรดสมัยอยู่บ้านในกรุงเทพฯ เพราะป้าชะไมแม่ครัวของคุณหญิงเคยอยู่ในรั้วในวังของหม่อมคนหนึ่งมาก่อน เลยได้วิชาการเรือนมาหลายอย่างทีเดียว แต่พอมาอยู่บ้านป่าไกลปืนเที่ยงอย่างนี้ เขาก็ปรับตัวให้อยู่ง่าย กินง่าย แค่ไม่อดตายก็พอ หากว่าลึกๆ ก็ยังโหยหาอาหารรสชาติอร่อยปากอยู่เนืองๆ และก็เพราะทิฐิ ที่ทำให้เขาไม่ยอมกลับบ้านที่กรุงเทพฯหลายปี จนคุณหญิงตวงทิพย์ต้องเป็นฝ่ายมาหาอยู่เรื่อย ท่านมาเยี่ยมที เขาก็อิ่มแปล้อร่อยลิ้นเสียที แต่มาครั้งนี้ เด็ดสุด เอาเมียมาให้ด้วยสงสัยขี้เกียจจะมาส่งเสบียงบ่อยๆ เลยส่งแม่ครัวแถมแม่บ้านมาคอยดูแล ทำให้เขาชักสงสัยว่าข้าวต้มชามนี้ คนทำจะได้วิชามาจากป้าชะไมด้วยหรือเปล่า

ก่อนจะหยิบช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาใส่ปาก เพียงคำแรกก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ คิดถึงแม่ครัวเอกบ้านอติเทพจับหัวใจ นี่ป้าชะไมคงถ่ายทอดวิชาให้รมย์รวินท์มาจนหมดสินะ เป็นครั้งแรกกระมังที่เขารู้สึกดีกับเมียจานด่วนที่คุณหญิงจัดให้ จึงไม่มีลังเลที่จะตักคำต่อไปทานเหมือนตายอดตายอยาก จนพร่องไปค่อนชามไม่รู้ตัว

“เห็นไหมผมบอกแล้วว่าอร่อย” ศาสตราว่า พร้อมกับยักคิ้วให้หยับๆ

คนรู้ตัวว่าลืมเก็บอาการเลยทิ้งช้อนเขละลงในชาม

“ว่าแต่นายเหอะ มีสิทธิ์อะไรมาใช้เมียฉันทำกับข้าวให้กิน”

“ผมเปล่านะครับ คุณรมย์เธอมีน้ำใจทำให้ทานต่างหาก” อ้อ...แม่ตัวดีคงกำลังมองหาพรรคพวกอยู่ล่ะสิ

กลิ่นกาแฟหอมฉุยโชยมาเตะจมูกพร้อมร่างของคนมีน้ำใจ

“กาแฟได้แล้วค่ะคุณต่อ” เจ้าหล่อนยื่นถ้วยกาแฟให้  เขารับมา

“ข้าวต้มอีกชามนะคะ” มือเรียวจับทัพพี

“พอแล้ว” เขาบอก ยกกาแฟขึ้นซด แล้วก็แทบสำลักพรวดเพราะมันขมปี๋ทีเดียว

ใบหน้าคร้ามเอาเรื่องเงยหน้าขวับมอง

“ทำไมมันขมปี๋อย่างนี้ล่ะ ชงกาแฟเป็นรึเปล่าเนี่ย?” โวยวายถาม

“ปกติคุณต่อทานกาแฟสอง น้ำตาลหนึ่ง ไม่ใส่ครีมเทียม ไม่ใส่นม แต่ว่ากาแฟขมๆ จะช่วยให้สร่างเมานะคะ” เจ้าหล่อนร่ายราวกับรู้จักเขาดีทีเดียว

“อวดรู้” กระแทกเสียงว่า

หญิงสาวสะอึกหน้าเสีย แม้แต่ศาสตราก็ยังพลอยขมวดคิ้วเหมือนเคืองไปด้วย

“ไปชงมาใหม่ ฉันจะดื่มอย่างที่เคยดื่ม” ว่าแล้วก็กระแทกถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังจนน่ากลัวก้นมันจะร้าว

“ค่ะ” รมย์รวินท์ระงับความขุ่นใจรับคำแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว

“หงุดหงิดอะไรนักหนาครับคุณต่อ ทำไมต้องไปว่าคุณรมย์เธออย่างนั้นด้วย เธอหน้าเสียเลย”

เขาไม่ชอบที่หญิงสาวทำมาเป็นรู้จัก รู้ใจเขาดี ทั้งที่เพิ่งเห็นหน้ากันมาเมื่อวาน เขาไม่รู้ว่าคุณหญิงตวงทิพย์เตรียมการมานานขนาดไหนถึงได้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นเมียให้เขาอย่างฉุกละหุก...แต่อะไรที่มันได้มารีบๆ เร่งๆ มักไม่ค่อยสมบูรณ์แบบ ถ้าเป็นผู้หญิงทั่วไปที่ใช้แก้ขัดเวลาหื่นขึ้นหน้าเพราะธรรมชาติเรียกร้องเขาอาจจะไม่เลือกเฟ้นคัดสรร แต่คนจะมาเป็นเมีย...ผู้หญิงคนเดียวที่เขาจะนอนด้วยตลอดชีวิต ต่อตระกูลอยากได้ผู้หญิงที่กลมกล่อมอร่อยลิ้น ไม่ใช่เมียจานด่วนอย่างแม่รมย์รวินท์นี่

“นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย” พูดโดยไม่มองหน้าศาสตรา

“เธอเป็นภรรยาคุณต่อนะครับ ต้องพูดว่าใส่ใจ ไม่ใช่วุ่นวาย” อีกฝ่ายท้วง

เขาเหลือบดวงตาขุ่นไปมอง

“เข้าข้างกันจังนะ ฉันชักอยากรู้ว่าแม่นั่นมาหว่านเสน่ห์อะไรใส่นาย” จ้องหน้าอย่างหาเรื่อง

“ที่หงุดหงิดนี่ เป็นเพราะเมื่อคืนไม่ได้เข้าหอรึเปล่าครับ?” ถามอย่างจับผิด “หรือว่าหึง?”

อีกฝ่ายทำปากยื่นแต่รีบหลบตา ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ผมไม่แปลกใจหรอกนะครับ ก็เมาเสียหัวทิ่มขนาดนั้น” พูดแล้วรีบลุกพรวดเก็บจานอาหารที่ทานเสร็จแล้ว

“นายจะรีบไปไหน?”

“ไปทำงานครับ อันที่จริงผมไม่ควรอยู่เป็นก้างขวางคอ” พูดยิ้มๆ

“คุณศาสตราจะไปแล้วหรือคะ?” คนออกจากครัวมาถาม พร้อมกับวางกาแฟถ้วยใหม่ให้บนโต๊ะตรงหน้า ไม่สบตาเขา ดูเหมือนว่าเธอยังเคืองๆ เขาอยู่

“ครับ อยู่นานไปจะทำคนแถวนี้ยิ่งอารมณ์บ่อจอย” ปรายตามามองผู้เป็นนายที่ยกกาแฟขึ้นจิบยิ้มๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวรมย์ล้างเอง” แย่งจานจากมือศาสตรา

“ไม่เป็นไรครับ คุณรมย์อุตส่าห์ทำให้ทานแล้ว ขอให้ผมได้ล้างจานเถอะ”

“แต่นี่งานของรมย์ อย่ามาแย่งกันทำสิคะ” ดึงจานจากมือศาสตราไปได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนจะเก็บชามข้าวต้มของเขาไปเสียพร้อมกัน

“นั่งลงก่อน ไว้ค่อยออกไปพร้อมกัน” เรียกอีกฝ่ายเอาไว้

“คุณรมย์น่ารักออกอย่างนี้ ยังใจร้ายกับเธออยู่ได้”

“หยุดพูดถึงเมียฉันเสียที ไม่งั้นฉันไล่นายออกแน่ๆ”

ศาสตราทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ดังเดิม

“กล้าไล่ผมออกจริงเร้อ?” ถามอย่างรู้ความสำคัญของตัวเองดี หากไร่อินทนิลขาดเขาเสียคน ต่อตระกูลหรือจะทำอะไรได้ เจ้านายหนุ่มขี้หงุดหงิดไม่มีทางทำอย่างนั้นเป็นแน่ “ไม่ให้พูดถึง แต่เรียกเมียคล่องปากเชียวนะครับ”

“เลิกกวนประสาทฉันเสียที ตอนนี้ฉันก็ปวดหัวจวนระเบิดแล้ว” ขอร้องอย่างเซ็งๆ

“นอนพักก่อนก็ได้นี่ครับ” ว่าอย่างเหนื่อยใจในความหัวรั้นหัวดื้อของอีกฝ่าย “จะไปทำงานวันนี้ หรือพรุ่งนี้ ก็ไม่พ้นถูกแซวเหมือนกัน” เอ่ยอย่างรู้ดี ก่อนจะเอนตัวมากระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน “ผมไม่บอกพวกนั้นหรอกน่า ว่าเจ้านายเมาหนักจนบ่อมิไก๊ ยังไม่ได้ทำอะไรเจ้าสาว”

สายตาคมดุปราดมองคนรู้ดีอย่างขุ่นเคืองใจ

“อวดรู้อีกคนละนะนาย”

หากฝ่ายถูกว่า หัวเราะเสียงดังราวกับขบขนเสียเต็มประดา ทั้งที่ไม่มีอะไรตลกเลยสักนิด

+++++++++

 

ละก็เป็นอย่างที่เขาคาดคิดไว้ไม่มีผิด พอรถจี๊ปตะลุยไร่ ซึ่งมีศาสตราเป็นขับยังไม่ทันที่จะจอดนิ่งสนิทดีเสียด้วยซ้ำ

“เจ้านายมาแล้วเว้ยพวกเรา ขยันกันหน่อยอย่าอู้ๆ “ พวกคนงานที่นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกรออาหารย่อยหลังมื้อเที่ยงพากันลุกพรึบพรั่บอย่างพร้อมเพรียง

“ขยันจริงๆ นะครับเจ้านาย เพิ่งข้าวใหม่ปลามันแท้ๆ เป็นผมล่ะจะขออู้งานอีกสักวันสองวัน”

“นั่นน่ะสิครับ สมัยผมได้กะนังไมใหม่ๆ นี่ ฟ้าเหลืองทุกเช้าเลย งานการไม่อยากทำหรอก อยากทำแต่การบ้าน”

“แกรู้ได้ยังไงว่าเจ้านายขยันแต่งานในไร่ งั้นไม่โผล่มาเอาเวลานี้หรอก เขาเรียกว่าอะไรนะ งานหลวงไม่ให้ขาด งานราษฏร์ไม่ให้เสีย” สิ้นเสียงนายสวัสดิ์ก็ตามด้วยเสียงโห่ฮากันครื้นเครง

ต่อตระกูลถึงกับทำหน้าไม่ถูกทีเดียว ทั้งที่ปกติก็ได้ยินพวกคนงานพูดกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยคำพูดสองแง่สามง่ามทำนองนี้อยู่บ่อยๆ เขาจำต้องเก็กหน้าดุ กระแอมสองสามทีกว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ

“หยุดพูดมากแล้วไปทำงานกันได้แล้ว ดูสิตั้งครึ่งค่อนวัน เพิ่งเก็บข้าวโพดได้เท่านี้ เห็นทีค่าแรงงวดนี้คงได้เลื่อนจ่ายไปสักวันสองวันแล้วกระมัง”

เสียงครางฮือไม่เห็นด้วย ก่อนที่คนงานที่จับกลุ่มกันก็แตกฮือแยกย้าย พากันกลับไปหักข้าวโพดต่อ

ศาสตรามองหน้าเจ้านายหนุ่มที่เก็กหน้าขรึมยิ้มๆ

“แน่ใจนะครับคุณต่อว่าไหว เกิดหน้ามืดขึ้นมา มีหวังพวกนั้นได้ล้อไม่เลิกแน่ๆ เพราะคิดว่าโต้รุ่งจนฟ้าเหลืองจริงๆ”

สายตาดุแลเหลือบไปมองคนถาม เท่านั้นศาสตราก็หัวเราะลั่น รีบสวมหมวกใบเก่งลงไปคุมคนงานท่ามกลางแดดจ้า ทิ้งให้เขายืนดูอยู่ใต้ร่มฉำฉาใหญ่

ให้ตายสิ...เขามีเมียแล้ว และก็ยังไม่ชินกับการมีผู้หญิงมานอนร่วมห้องด้วย แม้จะเคยหิ้วจากในเมืองมาแก้เหงาอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่คิดจริงจังถึงขนาดจะมีเป็นตัวเป็นตน และคุณหญิงตวงทิพย์ก็ช่างกะไร ไม่ให้เวลาเขาได้เตรียมใจบ้าง

ผู้หญิงคนเดียวที่เคยรักและยังคิดถึงมาตลอดห้าปีนี้ แม้จะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับงานแล้วก็ตามแต่ก็ไม่อาจจะลบเธอออกไปจากความทรงจำได้นั่นก็คือคนรักแรกและเป็นคนเดียว...ภิรมณ

เขากับภิรมณเลิกรากันเมื่อห้าปีก่อน เพราะเขาอยากมาทำไร่ แต่หญิงสาวสอบชิงทุนไปเรียนต่อได้ เธอไม่ฟังคำขอร้องทัดทานของเขา ยืนยันว่ามันเป็นอนาคตของเธอ และเขาจะทำอะไรได้...เมื่อกลายเป็นผู้ชายที่ไม่ใช่อนาคตของเธอ

ตอนนี้คงได้เวลาลบลืมความทรงจำเก่าๆ เพื่อจะเริ่มต้นใหม่กับผู้หญิงที่คุณตวงทิพย์เลือกให้ แม้มันจะไม่มีความรักอยู่ในนั้นสักกระผีก แต่มันเป็นหน้าที่...ชีวิตของเขาหลีกเลี่ยงหน้าที่หนึ่ง แต่กลับหนีหน้าที่หนึ่งไม่พ้น และจริงๆ การแต่งงานกับรมย์รวินท์ก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่หรอก แต่เขาคงต้องใช้เวลาปรับตัวเสียหน่อยเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับเธอได้ฉันท์สามีภรรยาอย่างแท้จริง

+++++++++

 

ญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งแต่งตัวเนี๊ยบหัวจรดเท้าด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังคอลเล็คชั่นล่าสุดกำลังเดินผ่านเข้ามายังห้องโถงของอาคารสำนักงานใหญ่ไทรินสินเกษตร ความสวยสง่าสะดุดตาคนที่พบเห็น เรียกร้องเชิญชวนให้ใครต่อใครให้หันกลับมามองเป็นตาเดียว

“สวัสดีจ๊ะ” เธอหันไปยิ้มหวาน ทักทายพนักงานระดับล่างที่กำลังจะรอขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน

“สวัสดีค่ะ คุณมณสวยจัง” พนักงานสาวคนหนึ่งทักทาย มองชุดสวยที่เหมือนหลุดออกมาจากแคทตาล็อกแฟชั่นด้วยสายตาชื่นชม

“ขอบใจจ๊ะ” เจ้าหล่อนตอบไป พร้อมคลี่ริมฝีปากบางเฉียบวาดลิปสติกสีเชอรี่

“ชุดนี้นี่มันเหมือนที่นางเอกละครใส่เมื่อคืนเลยค่ะ”

“คอเลคชั่นใหม่ของแชลแนลน่ะจ๊ะ”

“กระเป๋านี่ก็เหมือนกันใช่ไหมคะ?...เห็นผู้จัดการดาราคนหนึ่งชอบสะพายได้ยินว่าใบหนึ่งราคาหลายแสน”

หญิงสาวกระชับกระเป๋าแบรนด์ดังที่เพิ่งได้เป็นของฝากจากแฟนหนุ่มเรียกสายตาริษยาของบรรดาสาวออฟฟิศ พร้อมกับยิ้มกระหยิ่มอย่างภาคภูมิใจ

“ใบนี้เพิ่งได้มาเมื่อวานนี้เอง คุณณุเขาซื้อมาฝากน่ะจ๊ะ”

“คุณณุกลับมาแล้วหรือคะ?” พนักงานสาวๆ วี๊ดว้ายกระตู้วู้พอรู้ว่าหนุ่มหล่อที่เพิ่งเข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดต่างประเทศคนใหม่ ซึ่งเป็นขวัญใจของพวกเธอกลับมาทำงานหลังไปดูงานที่ฝรั่งเศสนานเป็นอาทิตย์ ก็แหม! เจ้านายใหม่ทั้งหล่อทั้งใจดีนี่นาเป็นใครบ้างจะไม่กรี๊ด

อุ๊ย! คุณหญิงมา” เสียงหนึ่งกระซิบขึ้น พอดีกับที่ลิฟต์ลงมาถึง

ภิรมณกำลังจะก้าวเข้าไปด้านในชะงักงัน หันกลับไปมองหน้าบริษัท ที่ตอนนี้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกำลังเปิดประตูให้หญิงสูงวัยท่าทางภูมิฐานซึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับสาวแว่นวัยกลางคนร่างสูงโปร่งที่แต่งตัวได้เชยระเบิด

“ร้อยวันพันปีไม่เคยมา มีอะไรหรือเปล่าเธอ?” สองสาวกระซิบถามกัน ก่อนที่พวกเจ้าหล่อนรีบเดินเข้าไปเบียดซุกตัวกันอยู่ในลิฟต์ เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับซูสีไทเฮาแห่งไทรินสินเกษตรที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี๊ยบ

ผิดกับหล่อนที่รีบก้าวฉับๆ เดินตรงไปหา พร้อมกับยกมือกระพุ่มไหว้อย่างนอบน้อม

“สวัสดีค่ะคุณหญิงย่า”

คุณหญิงตวงทิพย์พร้อมกับอิงอรเลขาคนสนิทชะงักเสียจังหวะ ก่อนจะมองลอดแว่นพิจารณาว่าเป็นใคร พอเห็นชัดๆ ก็ยกมือขึ้นรับไหว้อย่างเสียไม่ได้

“เธอมาทำอะไรที่นี่หรือภิรมณ?” กวาดตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ใคร่ชอบใจนัก หลังจากเจอกันที่บ้านเมื่อสองสัปดาห์ก่อนเพราะภาณุพาไปร่วมรับประทานอาหารกันในครอบครัว

โลกช่างกลมชะมัดที่พาภิรมณอดีตคนรักเก่าของต่อตระกูลที่ทิ้งเขาไปเมื่อห้าปีก่อนเพราะในตอนนั้นไทรินสินเกษตรกำลังจะล้มละลายกลับเข้ามาในชีวิตของท่านอีกครั้งในฐานะคนรักของภาณุบุตรชายของเกษสุดาภรรยาใหม่ของเติมสิริ และท่านก็เห็นเค้าลางความวุ่นวายคล้ายเมื่อครั้งอดีตกำลังจะกลับคืนมาเมื่อเห็นแววตาทะเยอทะยานของหญิงสาวที่ท่านไม่ไว้วางใจเอาเสียเลย...ถึงได้รีบเร่งจับต่อตระกูลแต่งงานไปเสีย เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

“มณมาช่วยคุณณุทำงานค่ะ” เจ้าหล่อนพยายามแย้มยิ้มเอาใจ

“ไม่เห็นมีใครบอกฉันสักคน” เอ่ยอย่างไม่พอใจนัก “แล้วทำในตำแหน่งอะไรล่ะ?”

“ฝ่ายประสานงานต่างประเทศค่ะ แผนกที่คุณณุเป็นหัวหน้า”

“อ้อ...ดีนี่ ผัวหาบเมียคอน ช่วยกันทำมาหากิน” พูดยิ้มๆ

“เอ่อ...คือมณกับคุณณุยังเป็นแค่คู่หมั้นกันค่ะ” รีบแก้ความเข้าใจของท่านด้วยใบหน้าเจื่อนสี

“อ้าว...เหรอ เห็นนายภาณุบอกว่าพวกเธอคบหากันตั้งแต่สมัยอยู่เมืองนอกก็หลายปีแล้ว ฉันก็นึกว่าแต่งงานแต่งการกันไปแล้วเสียอีก”

“ยังหรอกค่ะ เราสองคนยังสนุกกับการทำงาน และถ้าหากมีงานมงคลจริง มณกับคุณณุคงจะต้องรบกวนเรียนเชิญคุณหญิงย่าให้ไปเป็นประธานในพิธีด้วยค่ะ” พูดพร้อมยิ้มหวานหวังประจบ เพราะรู้ดีว่าหญิงสูงวัยตรงหน้ามีอำนาจแค่ไหนในบริษัทใหญ่โตแห่งนี้

“จำได้ว่าฉันมีหลานชายคนเดียวคือนายต่อตระกูล และก็ไม่ชินให้ใครมาเรียกเป็นย่าเป็นยายเสียด้วยสิ มันฟังดูมีอายุพิกล” คำพูดตำหนิกลายๆ พร้อมกับไว้ตัว

ภิรมณหน้าม้านไป ก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ

“ไม่ใช่แล้วนะคะคุณท่าน ลืมหนูรมย์หลานสะใภ้คนโปรดไปได้ยังไงกันคะ” อิงอรเอ่ยเตือน

คุณหญิงยิ้มกว้าง ดวงตาแจ่มใส ทำท่านึกได้ขึ้นมา

“จริงสินะ ฉันลืมหนูรมย์รวินท์ได้ยังไง? แหม้! สงสัยคงต้องยอมรับว่าแก่จริงๆ แล้วใช่ไหมอิงอร?” หันไปถามเลขาคนสนิท

ภิรมณขมวดคิ้วนิดๆ ด้วยความสงสัยถึงชื่อและฐานะของคนที่คุณหญิงเอ่ยถึง ก่อนที่ท่านจะหันมาพูดกับหล่อน

“อันที่จริงเธอก็น่าจะรีบแต่งงานแต่งการได้แล้วนะ เดี๋ยวจะมีลูกไม่ทันนายต่อตระกูลเขา”

ภิรมณตาโต อ้าปากค้างนิดๆ อย่างตกใจ ก่อนจะรีบเก็บอาการเอาไว้

“ต่อแต่งงานแล้วหรือคะ?”

“ใช่...แต่งงานแล้ว และอีกไม่นานเขาก็จะกลับมาทำงานที่นี่” กวาดตามองอาคารใหญ่โตของไทรินสินเกษตรที่สามีสร้างขึ้นมากับมือ และท่านก็จะไม่มีวันยอมให้ใครที่ไหนมาชุบมือเปิบไปแทนสายเลือดอติเทพแท้ๆ อย่างแน่นอน

“แทนตำแหน่งของเติมสิริ พ่อของเขานั่นแหละ”

“ก็คุณต่อหนีไปทำไร่ และประกาศว่าจะไม่กลับมาทำงานที่นี่เด็ดขาดนี่คะ?” เธอแย้งด้วยคำพูดของชายหนุ่ม คำพูดที่ทำให้เธอตัดสินใจทิ้งต่อตระกูลไป เพราะไม่เห็นอนาคตอะไรในตัวผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว

คุณหญิงตวงทิพย์แย้มยิ้ม พร้อมกับมองหญิงสาวสวยตรงหน้าด้วยแววตาเชือดเฉือน

“คนเราจะเปลี่ยนใจไม่ได้หรือไง? ทีเธอก็ยังเปลี่ยนใจตามผู้ชายกลับมาเมืองไทย ทั้งที่ยังเรียนไม่จบปริญญาเอกอย่างที่ตั้งใจไม่ใช่หรือ?”

ภิรมณยิ้มเจื่อนๆ ผงกหน้า และหลีกทางให้คุณหญิง ที่หน้าเชิดแล้วก้าวฉับๆ ตรงไปที่ลิฟต์

ต่อตระกูลจะกลับมาทำงานที่บริษัทนี้อย่างนั้นหรือ?

ให้ตายสิ โลกนี้มันช่างกลมดิกจนน่าเกลียด หล่อนสลัดทิ้งต่อตระกูลเมื่อห้าปีก่อนเพราะเขาทะเลาะกับบิดาใหญ่โตจนถูกตัดพ่อตัดลูก พร้อมกับประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมทำงานในบริษัทของครอบครัวซึ่งในตอนนั้นกำลังจะล้มลายอยู่รอมร่อด้วยพิษค่าเงินบาทแข็งตัว เท่านั้นยังไม่พอหล่อนได้ยินว่าเขาไปกู้หนี้ยืมสินหลายสิบล้านแล้วชวนหล่อนไปทำไร่ทำสวนที่บ้านไร่ไกลปืนเที่ยงด้วยกัน จากอนาคตที่วาดหวังว่าจะได้เริ่ดๆ เชิดๆ สุขสบายเมื่อได้แต่งงานกับทายาทบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่กลับต้องมาขะมุกขมอมอยู่ในไร่ เป็นใครจะยอมเอาชีวิตไปเสี่ยง หล่อนจึงยกข้ออ้างอยากกลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกและก็โชคช่วยจริงๆ ที่สอบชิงทุนปริญญาโทได้ จึงค่อยๆ ถอยห่างจากต่อตระกูล และหล่อนก็ได้เจอภาณุซึ่งรู้มาว่าเขาเป็นทายาทของมหาเศรษฐี ถึงได้คบหากันจนถึงขนาดหมั้นหมาย เมื่อกลับมาเมืองไทยภาณุได้งานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศของบริษัทส่งออกที่มีลูกค้าไปทั่วโลกทำให้หล่อนแสนจะภาคภูมิใจ จึงออดอ้อนขอตามมาทำงานด้วยและก็ได้ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยของเขาซึ่งได้รับเงินเดือนสูงลิบลิ่ว ก่อนที่จะได้รู้ข่าวร้ายว่าแท้จริงแล้วภาณุเป็นเพียงลูกเลี้ยงของคุณเติมสิริ อติเทพ เจ้าของไทรินสินเกษตรซึ่งเป็นบิดาแท้ๆ ของต่อตระกูลอดีตคนรักเก่า

หล่อนพยายามจะลืมๆ เรื่องนั้นไปเสียและพยายามเอาอกเอาใจคุณเติมสิริให้มากหวังผลักดันให้ภาณุเป็นคนโปรดของท่านกรรมการผู้จัดการใหญ่ แต่ทุกอย่างกำลังจะสูญเปล่าเพราะว่าต่อตระกูลกำลังจะกลับมาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งที่สูงกว่าคู่หมั้นของหล่อน และแน่นอนล่ะว่าคงไม่มีใครบ้าสนับสนุนลูกเลี้ยงมากกว่าลูกตัวเองหรอก

แล้วนี่หล่อนจะมีหน้ามองหน้าต่อตระกูลได้ยังไงกัน...ในเมื่อกาลจะกลับตาลปัตรเช่นนี้ เวลาแค่ห้าปี ไทรินสินเกษตรกลับมาทำกำไรมหาศาลทั้งๆ ที่จวนจะล้มละลายแล้วแท้ๆ หล่อนคงดูเป็นผู้หญิงที่โง่มาที่กล้าทิ้งทายาทหมายเลขหนึ่งไปคว้าเอาแค่ลูกชายกำมะลอของคุณเติมสิริ

แถมต่อตระกูลก็ยังแต่งงานไปแล้วอีก... กับใครนะ หนูรมย์รวินท์ ก็คงเป็นพวกแม่สาวบ้านป่าหน้าตาเซ่อซ่ากระมัง

ริมฝีปากสวยเม้มแน่น...เมื่อรู้สึกว่ากำลังจะเสียหน้าอย่างแรง

ต่อตระกูลเคยรักหล่อนมาก...เขาขอร้องอ้อนวอนให้หล่อนอยู่เคียงข้างเขา แต่หล่อนก็เลือกที่จะเดินจากมาเอง แล้วตอนนี้เขาลืมผู้หญิงที่รักจนสุดหัวใจอย่างหล่อนได้จริงๆ หรือ ถึงได้ไปเริ่มใหม่กับผู้หญิงอื่น

ดวงตาที่วาดไว้คมเฉี่ยวตวัดมองตามหลังคุณหญิงตวงทิพย์และอิงอรไปอย่างครุ่นคิด

ยังไงหล่อนก็ไม่ยอมแพ้แน่ๆ ผู้หญิงอย่างภิรมณไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้แพ้...หรือเป็นรองใคร

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha