เมียจานด่วน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 5 : ท้าทาย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ลังกลับจากงานในไร่ รมย์รวินท์ก็เตรียมอาหารมื้อค่ำแสนอร่อยไว้รอคอย ซึ่งทำให้ต่อตระกูลเจริญอาหารเหมือนเช่นทุกมื้อๆ ที่ผ่านมา บ้านช่องสะอาดเรียบร้อย แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอโรม่า เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายหลังจากทำงานหนักเครียดมาทั้งวัน(รมย์รวินท์ว่าไว้อย่างนั้น) ศาสตราแนะนำให้เขารีบขับรถเข้ากรุงเทพฯ แล้วบรรจงกราบเบญจางคประดิษฐ์งามๆ ให้คุณหญิงตวงทิพย์ ขอบคุณที่ท่านทำให้คุณภาพชีวิตหนุ่มโสดของเขาทั้งสองดีขึ้นมากทีเดียว

“ของคุณย่าเอาไว้ทีหลัง คืนนี้ฉันคงต้องตบรางวัลให้เมียเสียหน่อย”

ศาสตราเงยหน้าขึ้นมาสบตายิ้มนิดๆ แต่ดูเป็นยิ้มเยาะๆ เสียมากกว่า

“ที่พูดนี่หวังให้ผมอิจฉารึเปล่าครับเจ้านาย...ขอบอกเลยว่าไม่” อีกฝ่ายประกาศเสียงดังฟังชัด “เพราะผมรู้ว่าเจ้านายไม่มีทางทำสำเร็จหรอก”

“นี่นาย” เขาชี้หน้าอีกฝ่าย เลือดแทบขึ้นหน้า ที่จู่ๆ ถูกหมิ่นเชิงชายกันซึ่งๆ หน้า ระหว่างที่รมย์วรินท์กำลังเก็บจานชามข้าวปลาอาหารเอาไปล้าง “ดูถูกฉันเหรอ?”

“ครับ...ผมมั่นใจว่าดูถูกแน่ๆ อุตส่าห์เงี่ยหูนอนฟังมาสองสามคืน กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากหรีดหริ่งไรเรล้วนๆ ถึงได้กล้าพูดเต็มปากเต็มคำไงครับว่า คุณต่อบ่อมิไก๊ ชัวร์”

“นายคอยดูพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” เขาท้าทาย หากอีกฝ่าย แบมือแล้วยักไหล่

“พนันกันไหมครับ ผมอยากได้ตังค์ไว้ใช้เล่น”

“เรื่องในมุ้ง เรื่องของผัวเมีย จะมีไม่มีอะไรกันนายจะไปรู้ได้ไง?”

“ก็ถ้าคุณรมย์เอาผ้าปูที่นอนไปซักตากเมื่อไหร่ ผมก็คงจะเชื่อไปแล้ว”

“นายนี่มัน” เขาได้แต่เงื้อง่า ไม่กล้าทำอะไรอีกฝ่าย “พวกโรคจิต ชอบถ้ำมอง ยุให้รำตำให้รั่ว” ว่าไปนั่น เพราะไม่รู้จะสรรหาอะไรขึ้นมาด่าอีกฝ่าย ที่ยักคิ้วหยับๆ อย่างท้าทาย

“หมื่นหนึ่งเลย ผมยอมจ่าย ถ้าเจ้านายได้เผด็จศึกคุณรมย์คืนนี้จริง”

“อย่ามาท้าฉันนะศาสตรา”

“ไม่ได้ท้าครับ ลูกผู้ชายพูดจริงทำจริง พรุ่งนี้ผมจะรอรับเงินหมื่น เอาไปสมทบทุนสินสอดเผื่อหาเมียของตัวเองบ้าง” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืน ลูบท้องที่อิ่มแปล้ บิดขี้เกียจซ้ายขวา

อ้าว! คุณศาสตราจะไปแล้วหรือคะ?” รมย์รวินท์ที่กลับจากห้องครัวมาถาม เมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าจะกลับบ้านพัก

“ครับ...เปิดโอกาสให้คุณต่อแกหน่อย”

รมย์รวินท์ทำหน้าสงสัย หันไปมองที่ต่อตระกูล

“จะรีบกลับก็ไปเลยไป ผัวเมียเขาจะได้เอาเวลาไปจู๋จี๋กัน” ว่าพร้อมกับลุกขึ้นยืน แล้วยื่นแขนไปโอบเอวรมย์รวินท์เข้ามาหาตัว เท่านั้นไม่พอ หันไปหอมแก้มฟอดหญิงสาวที่ไม่ได้ทันตั้งตัวโชว์อีกต่างหาก

“คุณต่อ” รมย์รวินท์อายหน้าแดงทีเดียว ดิ้นขยุกขยิกอยู่ในอ้อมแขนที่พยายามโอบรัดตัวเธอเอาไว้

“หอมจังเลย ใช้สบู่อะไรนี่?”

เอ่อ! รมย์ยังไม่ได้อาบน้ำค่ะ เดี๋ยวขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ” ว่าพร้อมกับดึงมือเขาออก แล้วเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขน หันไปกล่าวราตรีสวัสดิ์ศาสตราแล้วรีบเดินขึ้นบันไดหายไปบนบ้านเร็วจี๋

ศาสตราหัวเราะอย่างขบขัน

“เชยบรมเลยคุณต่อ ใช้สบู่อะไร? ฮะฮ่า...เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเขาไม่นิยมล้างหน้าด้วยสบู่แล้วครับ เขาใช้โฟมหรือเจลกันแล้ว”

คนถูกหาว่าเชยขมุบขมิบปากบ่นเบา

“ทำอย่างกับนายเป็นเสือผู้หญิงนักนี่”

“ก็ถ้าคุณรมย์เธอโสด ผมแย่งคุณต่อจีบเธอแน่ๆ” เอ่ยกระเซ้าที่ทำเอาต่อตระกูลตีหน้ายักษ์ขึ้นมาทันที

“นี่นายพูดถึงเมียฉันอย่างนี้หลายครั้งแล้วนะวันนี้” น้ำเสียงว่าไม่พอใจ

“ยอมรับมาสิครับว่าหึง แล้วผมจะไม่แตะคุณรมย์อีกเลย”

“รีบกลับบ้านพักของนายไปเลยศาสตรา อย่ามากวนประสาทหน่อยเลย” ออกปากไล่ พร้อมกับเดินไปรุนหลังอีกฝ่ายผลักออกไปให้พ้นประตูบ้านแล้วปิดประตูปังไล่ตามหลัง

“อย่าลืมนะครับ พรุ่งนี้ผมรอรับเงินหมื่นอยู่” เสียงตะโกนข้ามบานประตูเข้ามายั่วประสาทให้ยิ่งหงุดหงิดใจ

สายตาคมดุดังพยัคฆ์ร้ายแลเหลือบขึ้นไปชั้นบนของบ้านอย่างหมายมาดอยู่ในใจ

“คืนนี้แหละรมย์รวินท์ หึๆ” เขาตั้งใจแล้วว่าจะทำตามความประสงค์ของคุณหญิงตวงทิพย์ให้บรรลุเป้าหมาย และก็ปิดปากนายศาสตราให้สนิท ไม่กล้ามาปรามาสเขาได้อีก

คิดได้ดังนั้นก็รีบก้าวกระโดดขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็ไม่เห็นรมย์รวินท์ แต่ได้ยินเสียงคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ ร่างสูงชะงักไป รู้สึกใจเต้นตึกตั่ก และโดยไม่รู้ตัวเขาก็สาวฝีเท้าเงียบกริบเดินมาหยุดยืนหน้าประตูห้องน้ำ แทบจะกลั้นหายใจเพื่อให้เงียบที่สุด จะได้ฟังเสียงจากข้างในให้ชัดเจน รู้สึกตื่นเต้นราวกับเด็กหนุ่มนมกำลังแตกพานและริจะทำเรื่องอย่างว่า

ให้ตายสิ...เขาเพิ่งด่าศาสตราว่าโรคจิตไปหมาดๆ แต่ในตอนนี้ทำตัวไม่ต่างกันเลยสักนิด

เสียงน้ำเงียบไป...คนข้างในคงจะอาบน้ำเสร็จแล้ว และอีกเดี๋ยวรมย์รวินท์ก็คงจะออกมา ถ้าเธอเห็นเขายืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำอย่างนี้ หญิงสาวจะคิดว่ายังไง

อีกครั้งที่ต่อตระกูลสาวเท้ายาวๆ กลับไปที่ประตูห้องนอน ยืนลังเลอยู่ เขาควรจะทำยังไง ทำหน้ายังไง หรือพูดอะไรดี

ถ้านับจากวันแต่งงาน คืนนี้เป็นคืนที่สามแล้วสินะ แต่เขาก็ยังไม่ได้เผด็จศึกเจ้าสาวเสียที...และก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า วันนี้แหละจะเป็นวันดีเดย์

เสียงคลิกดังที่ประตู ต่อตระกูลตาโตทำอะไรไม่ถูก รีบเปิดประตูออกไปข้างนอก ก่อนจะหันหลังกลับทำเหมือนว่าเขาเองก็กำลังเข้ามาในห้องเช่นกัน

อ้าว! รมย์ เพิ่งอาบน้ำเสร็จหรือ?” เขาทำหน้าซื่อ ถามหญิงสาวที่ก้าวออกมาจากในห้องน้ำ พร้อมกับกลิ่นหอมกรุ่นชวนให้กระโดดเข้าไปกอดรัดฟัดหอมเสียจริงๆ

รมย์รวินท์มีสีหน้าตกใจนิดหน่อย ก่อนจะพยักหน้ารับ

“คุณต่อเพิ่งขึ้นมาหรือคะ?”

“ใช่”

ใบหน้าสวยนิ่วนิดๆ สีหน้าไม่ดีเลย

“รมย์เหมือนได้ยินเสียงคนเดินในห้อง”

“งั้นหรือ? เสียงใครล่ะ?” เดินสาวเท้าเข้าไปใกล้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อกลิ่นหอมที่กระทบนาสิกเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

“อื้ม” หญิงสาวสั่นหน้าน้อยๆ

“ตัวหอมจังเลย” เขาว่าดวงตาหวานฉ่ำ คนถูกชมยิ้มขัดเขิน แก้มเป็นสีระเรื่อจนน่าจะฝังจมูกลงไปสูดกลิ่นให้ชื่นใจนัก

มือใหญ่ยื่นแค่อยากจะลองลูบไล้ที่หัวไหล่นวลเนียนขาวกระจ่างตาว่าจะนุ่มเหมือนความรู้สึกที่ตาเห็นหรือเปล่า?

“คุณต่อจะอาบน้ำใช่ไหมคะ?” คำถามกระชากเขาให้หลุดจากภวังค์เคลิบเคลิ้ม พร้อมกับผ้าขนหนูที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในมือ “รีบไปอาบน้ำเถอะค่ะ ทำงานมาทั้งวัน สกปรกเหม็นเหงื่อแย่เลย” คำพูดนั่นเหมือนกำแพงเหล็กที่จู่ๆ ก็โผล่มาขวางตรงหน้า และก็ด้วยกลัวว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์ของตัวเองจะทำให้บรรยากาศดีๆ ในห้องนอนเสียไป ต่อตระกูลจึงเดินเลยเข้าไปในห้องน้ำ และทันทีที่ประตูปิดลง เขาก็รีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาดมฟุดฟิด

“เหม็นเหงื่อจริงเหรอ?” เขาไม่เห็นได้กลิ่น แต่คนเรามักไม่ได้กลิ่นตัวเองอยู่แล้ว เอาเถอะ รีบอาบน้ำให้สะอาดตัวหอมๆ แล้วไปจัดการธุระที่ตั้งใจไว้ดีกว่า

คิดแล้วก็รีบถอดเสื้อและกางเกงสลัดออกไปให้พ้นตัวแทบไม่ทัน เมื่อก้าวเข้าไปยืนใต้ฝักบัวก็อดจะนึกถึงภาพ ณ ตรงนี้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้ไม่ได้

มือยื่นไปหมุนฝักบัว หลับตาลงรับความชุ่มฉ่ำของกระแสน้ำ พร้อมกับจินตนาการถึงภาพเรือนร่างสาวขาวอล่องฉ่องกำลังลูบไล้ขัดถูฟองสบู่ไปทั่วนวลเนื้อ แค่คิดไอ้ตัวยุ่งกึ่งกลางกายก็ขยับมีปฏิกิริยาตอบรับทันที

อ่า...ใจเย็นๆ ไอ้ลูกชาย ใจเย็นไว้ก่อน เดี๋ยวแกได้สนุกซุกซนจนสำลักความสุขแน่ๆปลอบตัวเองให้สงบลง พร้อมกับรีบขัดสบู่ถูเนื้อถูตัวให้สะอาดๆ หอมๆ ไม่ให้น้อยหน้าคนที่อาบน้ำเสร็จไปก่อนแล้ว

+++++++++

 

ต่อตระกูลอยู่ที่เพชรบูรณ์

บ้านไร่ไกลปืนเที่ยงที่เขาเคยชวนเธอไปตกระกำลำบากด้วยกันเพื่อพิสูจน์รักแท้ แต่เธอไม่ยอมเอาด้วย ชื่อไร่อินทนิลอยู่ที่อำเภอเขาค้อจังหวัดเพชรบูรณ์

ภิรมณเพิ่งไปแอบถามนายยงยุทธคนขับรถของคุณหญิงมา

เมื่อสองสามวันก่อน คุณท่านก็เพิ่งไปเยี่ยมคุณต่อมาครับ

เพิ่งไปมา...มันชวนให้น่าสงสัย มีธุระสำคัญอะไรคุณหญิงถึงได้หอบหิ้วสังขารตัวเองไปไกลถึงขนาดนั้น

แล้วนายยงยุทธรู้จักภรรยาคุณต่อไหมคะ?

หนูรมย์หรือครับ รู้จักสิครับ รู้จักดีเลย ก็ตอนเด็กๆ เธอก็เคยอยู่บ้านนี้

หล่อนจำได้ว่าตอนที่คบหากับต่อตระกูลได้มาที่บ้านของคุณหญิงหลายครั้ง จนรู้จักคนรับใช้ คนขับรถ คนสวนในบ้านทุกคน แต่ก็ไม่เคยเจอหนูรมย์อะไรที่ว่านี่

พวกเขาแต่งงานกันไปนานหรือยัง? แล้วมีลูกด้วยกันแล้วหรือ?

โอ้ย! คงยังหรอกครับ คุณต่อเพิ่งโดนคุณหญิงจับแต่งงานกับหนูรมย์เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับ คงยังไม่ทันได้มีลูกหรอก อาจจะยังไม่เข้าหอเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณต่อแกงอแงเหลือเกิน ตั้งแต่วันแต่งก็ไม่ยอมเข้าหอมาทีหนึ่งล่ะ นายยงยุทธเล่ากลั้วขำกับคนที่กลัวมีเมีย ทั้งๆ ที่เมียออกจะสวย

แต่คำตอบนั้นกลับสร้างความหวังอันเรืองรองให้กับภิรมณ หล่อนมองเห็นท้องฟ้าที่มืดมิดกำลังสว่างไสวราวกับมีการจุดพลุไฟในวันเฉลิมฉลองใหญ่เลยทีเดียว

ถูกคุณหญิงตวงทิพย์จับแต่งงาน...แปลว่าต่อตระกูลไม่ได้เต็มใจในการแต่งงานครั้งนี้

เพิ่งแต่งงานกันไม่กี่วัน แถมยังไม่ยอมเข้าหอ...ก็แปลว่าอาจจะยังไม่สายเกินไป

ภิรมณไม่ลังเลที่จะควักแบงค์สีเทาจ่ายให้นายยงยุทธตอบแทนข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับหล่อน

แล้วนายยงยุทธพอจะบอกทางไปไร่อินทนิลให้ฉันหน่อยได้ไหมจ๊ะ

คุณมณจะไปหรือครับ ทางมันลำบากนา อีกฝ่ายมีท่าคิดหนัก

ใช่จ๊ะ ฉันอยากไปเยี่ยมเยือนต่อเสียหน่อย และก็ไปแสดงความยินดีกับเขาด้วย

หล่อนตอบเสียงหวานเจี๊ยบพร้อมกับควักแบงค์ละหนึ่งพันขึ้นมาอีกหนึ่งใบเพื่อล่อใจ

และตอนนี้ แผนที่ทางไปไร่อินทนิลก็อยู่ในกำมือหล่อนเรียบร้อยแล้ว เหลือก็แค่จัดกระเป๋า ก็พร้อมสำหรับออกเดินทางในทันที เพื่อที่จะได้ไปทวงคนรักเก่ากลับคืนมา

ถึงต่อตระกูลจะไม่ใช่ผู้ชายคนแรกของหล่อน แต่หล่อนแน่ใจว่าตนเองเป็นผู้หญิงคนแรกของเขาแน่นอน และคนเราก็ใช่ว่าจะลืมรักแรกได้ง่าย ต่อตระกูลก็คงเช่นกัน หล่อนกำลังคิดถึงชายหนุ่มหล่อเหลา ร่ำรวย เจ้าเสน่ห์ หากข้อเสียคือความหัวดื้อของเขานั่นแหละ ที่บางทีก็ทำเรื่องโง่จนเกินจะให้อภัย

แต่ถึงตอนนี้ หล่อนพร้อมจะอภัย และยกโทษให้เขาทุกอย่าง เพื่อจะได้กลับไปเป็นของกันและกันอีกครั้งหนึ่ง

ทันทีที่ได้ข้อมูลดีๆ นี้มา เรื่องของภาณุไม่ได้อยู่ในความหัวของหล่อนอีกเลย

+++++++++

 

มย์รวินท์กำลังจัดที่หลับที่นอนเตรียมไว้ให้ต่อตระกูล

เมื่อคืนนี้เขาไม่ได้กลับมานอนบ้าน เธอจึงถือโอกาสขึ้นนอนบนเตียงอย่างสบายใจ

แล้วค่ำคืนนี้ล่ะ จะนอนไหน?

ร่วมเตียงเดียวกับเขา หรือว่ากลับไปนอนที่โซฟาเหมือนกับคืนแรกดี

ใจเธอไม่เต้นไม่เป็นจังหวะ ท่าทางกรุ้มกริ่มของต่อตระกูลก่อนที่จะยอมเข้าไปอาบน้ำ มันทำให้เธอนึกหวาดหวั่น ว่าบางทีคืนนี้ อาจจะไม่รอดแล้วก็ได้

เธอเตรียมใจแล้วน่ารมย์ มันไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก...ในเมื่อเธอแต่งงานกับเขาแล้ว เรื่องในห้องนอน...ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญของสามีภรรยา

หากว่าพอได้ยินเสียงคลายกลอนกลับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ รีบหันกลับมาเผชิญหน้า

ต่อตระกูลอยู่ในชุดนอนหน้าตาเนื้อตัวสะอาดสะอ้านด้วยกลิ่นหอมของสบู่ที่โชยมาแตะจมูกทำให้เธอแทบคลั่ง

ใจที่สั่นอยู่แล้ว สั่นแรงยิ่งขึ้นไปอีก เขามองเธอ เธอมองเขา สบตากัน แววตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกล้ำลึกจนน่าขนลุก

ชายหนุ่มยิ้มให้เธอ พร้อมกับใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่คล้องคอเช็ดเส้นผมหยักศกค่อนข้างยาวที่หมาดชื้น

รูปร่างสูงใหญ่ หากไม่ได้ดูเก้งก้าง ด้วยมีมัดกล้ามเนื้ออย่างคนทำงานหนักในไร่...ใจเธอยิ่งเต้นรัวกระหน่ำ

ใบหน้าคร้ามคมสัน หน้าผากลาดกว้างพอดี ดวงตาคมเวลายิ้มดูแพรวพราวหากเวลาทำหน้าเฉยๆ ดูดุ คิ้วเข้มหนาพาดเฉียงเหนือดวงตา จมูกโด่งคมเป็นสันชัดเจน ริมฝีปากหยักได้รูป สันกรามดูแข็งแกร่ง ทั้งหมดทั้งมวลรวมเป็นใบหน้าที่เพอเฟ็คในสายตาเธอ ที่ออกจะขัดหูขัดตาไปสักหน่อยก็คือหนวดเคราที่เจ้าตัวไม่ยอมโกนนั่นปะไร

เธอเห็นว่ามีทั้งมีดโกนและอาฟเตอร์เชฟอยู่ที่อ่างล้างหน้า แต่ทำไมเขาไม่ยอมจัดการให้เส้นขนแข็งๆ รกหูรกตานั่นออกไปเสีย

“จัดที่นอนเสร็จแล้วหรือรมย์” เสียงทุ้มทอดนุ่มหูถาม

“ค่ะ” รมย์รวินท์ยกมือตบหมอนพร้อมตอบไป ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะนั่งลงที่ขอบเตียงด้วยกันด้านหลัง

เธอรีบหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา พร้อมกับขยับตัวห่างเว้นระยะ รู้สึกวูบวาบราวกับประจุไฟฟ้ากำลังแล่นพล่านล้อมรอบตัวอยู่

“ง่วงแล้วหรือ?” เขาถาม นัยน์ตาคมแววหวานมองหน้าเธอ

“เอ่อ...ค่ะ” คิดคำตอบอื่นไม่ทัน หัวใจสั่นพร่าจนกลัวว่ามันจะหยุดเต้นเอาได้

“งั้นก็นอนเถอะนะ” ว่าแล้วก็ยกมือมาจะโอบเธอให้นอนลงไปบนเตียง โดยอัตโนมัติที่เธอยกมือขึ้นมากั้นระยะห่างระหว่างกัน

“อุ๊ย” พอมือไปโดนเข้ากับแผ่นอกแน่นล่ำ ก็เจ็บแปลบขึ้นมา

คิ้วเข้มขมวดนิดๆ พร้อมกับที่เขาจับมือเรียวของเธอไปไว้ในอุ้งมือใหญ่

“มือเป็นอะไร ทำไมพันพลาสเตอร์ไว้อย่างนี้ล่ะ” ถามพร้อมกับจับมือเล็กไปพิศดู

“โดนหนามตำค่ะ”

“หนาม?”

“ค่ะ...หนามชะอมหลังบ้านตอนเช้า รมย์ไปเก็บมาทำแกงส้ม”

“พลาสเตอร์เปียกน้ำทำไมไม่รู้จักเปลี่ยน” เขาดุเหมือนดุเด็ก มองพลาสเตอร์ที่พันนิ้วมือเล็ก...เล็กเรียวสวยดั่งลำเทียน เวลาที่อยู่ในอุ้งมือใหญ่ๆ ของเขาทำให้ยิ่งดูน่าทะนุถนอม

“พลาสเตอร์อยู่ที่ตู้ยาข้างล่าง รมย์ขี้เกียจลงไปเอาค่ะ พันไว้ก็คงไม่เป็นไรหรอก”

คนจับมือไม่ยอมปล่อยตวัดสายตามามองหน้า

“เหตุผลน่าตีชะมัด ขี้เกียจนี่ไม่สมกับเป็นเมียผมเลยนะ” เขาดุ ก่อนจะปล่อยมือเธอลุกไปเปิดลิ้นชักที่ปลายเตียง แล้วหยิบเอากล่องปฐมพยาบาลมาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วกลับมาจับมือเธอแกะพลาสเตอร์เปียกน้ำอันเดิมออก

“ดูสิ แผลบวมด้วย น่าจะเป็นหนองนะ” ว่าพร้อมกับลองบีบแผลไม่ทันให้ได้ตั้งตัว

“โอ้ย” รมย์รวินท์ทั้งเจ็บทั้งตกใจจนร้องเสียงหลง และก็เป็นจริงดั่งที่ต่อตระกูลว่า เพราะหนองผุดออกมาจากรอยแผล เขารีบใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดให้ จนแน่ใจว่าบีบแผลเอาหนองออกหมดแล้ว พอเงยหน้ามามองใบหน้าเล็กๆ เหยเกน้ำตาคลอ นึกจะดุก็ดุไม่ออก

“แล้วไม่ได้ใส่ยาหรือไง มันถึงได้เป็นหนอง” ถามพร้อมกับหยิบพลาสเตอร์อันใหม่ในกล่องมาพันให้

ใบหน้าเล็กสั่นน้อยๆ

“แล้วทำไมถึงไม่ใส่ยาล่ะ เกิดเป็นหนองติดเชื้อขึ้นมาต้องตัดนิ้วสวยๆ นี่ทิ้งจะทำยังไง?” เขาถาม ยังจับมือเธอไว้ แม้จะพันพลาสเตอร์ให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ก็รมย์รีบนี่คะ กลัวจะทำอาหารเสร็จไม่ทันคุณต่อกลับมาทาน”

คนฟังสะอึก รู้สึกผิดนิดๆ นานแล้วที่ไม่มีใครใส่ใจห่วงหาเขาแบบนี้ รมย์รวินท์ทำให้เขานึกถึงมารดาอย่างบอกไม่ถูก แม้ท่านจะจากเขาไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก แต่เขาก็จำความอบอุ่น ความใส่ใจ ความห่วงใย ห่วงหาอาทรอย่างนั้นได้

นอกจากแม่แล้ว ก็ยังมีเมีย...เมียที่เขาไม่ได้รัก แต่ต้องแต่งงานกับเธอด้วยความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

มือใหญ่เลื่อนขึ้นโอบใบหน้านวล ไล้ลูบผิวนุ่มราวกับต้องมนต์สะกด ก่อนจะเชยคางมนขึ้นมาให้สบตาเขา ลดใบหน้าคร้ามลงไปหา ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มสีระเรื่อ ก่อนจะบดคลึงเบาๆ อย่างย่ามใจ เมื่อผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ขัดขืนอะไร แม้กายจะสั่นเทาราวลูกนกตกน้ำ

ริมฝีปากที่นุ่ม...และยังหวานหอมราวกับกำลังดูดดื่มน้ำหวานจากเกสรให้ความรู้สึกวาบหวาม ซู่ซ่า ชุ่มฉ่ำ เลือดหนุ่มในกายกำลังระริกพล่าน สองมือเลื่อนลงมาโอบประคองร่างเล็กเนียนนุ่มนั่นให้นอนลงไปบนเตียงพร้อมๆ กัน

รมย์รวินท์โอนอ่อนผ่อนปรนให้เขาโดยไม่ขัดขืน...แน่ล่ะสิ ธรรมชาติของชายหญิงกำลังชักจูงเธอไป

เธอผู้เป็นภรรยาของเขา ฝ่ามือหนาไล้ลูบลงไปบนเนื้อกายนุ่มนิ่มด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเหลือคณา นวลเนื้อนุ่มมือทำให้เขาเพลิดเพลิน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาพึงพอใจในตัวผู้หญิงตรงหน้าเอามากๆ ...พอใจ แต่ก็ยังไม่ได้รัก

ริมฝีปากร้อนและสันจมูกโด่งระบัดระบายไล่มาตามแนวกรอบหน้าถึงปลายคางอย่างหลงใหลลุ่มหลง ลมหายใจของหญิงสาวกระชั้นขึ้นทุกขณะ ฝ่ามือเล็กเปะปะไปตามร่างกายของเขาอย่างเงอะงะ หากนั่นก็ยิ่งปลุกให้เขาปรารถนาในตัวเธอยิ่งขึ้นไปอีกด้วยความพึงพอใจอีกหลายเท่า

เขาพอใจในรสสัมผัสของรมย์รวินท์...พอใจแต่ไม่ได้รัก เช่นนั้นแล้วมันจะแตกต่างอะไรกับผู้หญิงที่เขาหิ้วมานอนค้างคืนด้วย

รมย์รวินท์เป็นคนดีแม้จะรู้จักในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก เธออ่อนโยน อ่อนหวานอย่างที่เขาสัมผัสได้ และเธอก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติเหมือนผู้หญิงเหล่านั้นเพียงเพราะความพอใจของเขาแต่ฝ่ายเดียว เพียงเพราะเขาต้องการ และเธอเองก็ไม่ขัดขืนเพราะเธอเป็นภรรยาเขา

ใบหน้าดื่มด่ำกำซ่านกับนวลเนื้อสาวขาวผ่องที่บัดนี้เริ่มแดงเป็นวงกว้างด้วยไรหนวดเคราของเขาที่ครืดจนระคายเคือง

อย่างน้อยเขาก็อยากได้ยินจากปากของเธอ

“คุณรักผมไหมรมย์?” เขากระซิบถามที่ข้างหู

หากคนที่กำลังหลับดวงตาสวยพริ้มค่อยๆ ปรือเปิดดวงตาขึ้นมา ใบหน้าดูงงงันกับคำถาม

“คะ...ขา คุณต่อว่าอะไรนะคะ?”

เขาขยับใบหน้าออกห่าง พิศมองดวงหน้าเล็กสวยหวานอย่างพิศวงในตัวเอง

“คุณรักผมไหม?” ถามไปอีกครั้ง

รมย์รวินท์หน้าแดงซ่าน ดวงตากลมใหญ่กะพริบปริบๆ มองมาที่เขาอย่างงงงวย ราวกับมนต์สะกดที่ร่ายไว้เริ่มเสื่อมคลายความขลัง

ไม่มีคำตอบจากหญิงสาว เขารู้สึกหงุดหงิดหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รีบผลักตัวเองขึ้นให้พ้นจากเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น แล้วลุกจากเตียงพรวดพราดออกจากห้องนอนมาก่อนจะอดใจไว้ไม่ไหว

รมย์รวินท์หน้าค้าง ลุกขึ้นงงๆ มองตามหลังคนที่พรวดพราดออกไปอย่างไม่เข้าใจ

ต่อตระกูลเป็นอะไร เขาไม่พอใจอะไร? หรือเพราะเขาไม่อยากมีอะไรกับเธอ

ประตูปิดปัง คนที่พรวดพราดออกมาพิงหลังกับประตูคล้ายกับหมดแรง ทั้งที่หายใจหอบระงับความหื่นที่พล่านพุ่งขึ้นมาเอาไว้แทบจะไม่อยู่ทีเดียว

“ไอ้ต่อ...ไอ้บ้าเอ๊ย จู่ๆ มาเป็นคนมีคุณธรรมสูงส่งเสียแต่เมื่อไหร่วะ” เขาถามตัวเองอย่างหงุดหงิด ที่ละทิ้งช่วงเวลานาทีทองไปอย่างไม่น่าให้อภัย

แต่เขาทำไม่ได้...รมย์รวินท์ไม่ใช่ผู้หญิงข้างทาง ถึงเธอจะเป็นเมียเขาก็ควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ เพราะรัก ทุกอย่างต้องเกิดจากความรัก

คิดแล้วก็ให้ชะงักงันอึ้งงงไปทีเดียว

คนอย่างต่อตระกูลพูดถึงความรัก...แคร์และใส่ใจสนใจความรู้สึกของคนอื่น

เขาคงจะบ้าไปแล้วจริงๆ กระมัง

ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขบขันให้กับตัวเอง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องตรงข้ามซึ่งเป็นห้องนั่งเล่น ขออาศัยนอนอยู่ในนั้นสักคืนหนึ่ง ให้ค่ำคืนที่บีบหัวใจนี่ผ่านพ้นไปเสียเสีย บางทีอะไรๆ ในหัวใจจะได้ตกตะกอนเสียที


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha