เมียจานด่วน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 6 : คนรักเก่า


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

าสตรากำลังเดินลงบ้านพักมา เขาชะงักไปเมื่อเห็นว่ารมย์รวินท์กำลังสาละวนอยู่กับการตากผ้าปูที่นอนที่เพิ่งซักเสร็จใหม่ และโดยอัตโนมัติที่เขายอมเสียมารยาทกวาดตามองสำรวจความผิดปกติของหญิงสาว

“คุณรมย์”

เจ้าของชื่อหันกลับมามองเขา ก่อนจะยิ้มพราวสดใส ไม่มีทีท่าจะขัดเขินผิดปกติใดๆ

อ้าว! อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณศาสตรา”

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

“รมย์เตรียมอเมริกันเบรกฟาสตร์ให้บนบ้านน่ะค่ะ พอดีเช้านี้คุณต่ออยากทานอะไรง่ายๆ” เธอบอกเขาพร้อมรอยยิ้มแจ่มใส

“อ้อ...ครับ แล้วทำไมเอ่อ...” เขากำลังชั่งใจว่าควรจะถามดีไหม คำถามอาจจะดูไร้มารยาทหากอยากรู้ว่าทำไมรมย์รวินท์ถึงได้มาซักผ้าปูที่นอนแต่เช้าตรูเช่นนี้ หรือว่าเมื่อคืน....คิดแล้วก็อมยิ้มกริ่มไม่รู้ตัว

“ขา คุณศาสตราจะถามอะไรรมย์หรือคะ?” เจ้าตัวหันหน้ามาถาม

“เอ่อ ทำไมคุณรมย์ถึงซักผ้าแต่เช้าเลย แดดก็ยังไม่มีเลยนะครับ”เขาแก้เก้อแหงนหน้ามองฟ้าเสียอย่างนั้น

“คุณต่อสั่งให้ซักน่ะค่ะ บอกว่านอนแล้วไม่สบายตัว เหมือนไม่สะอาด ทั้งๆ ที่รมย์ก็เพิ่งซักเมื่อวันก่อนนี้เองนะคะ” หญิงสาวเองก็ดูท่าจะสงสัยเช่นกัน

ศาสตรากลั้นหัวเราะแทบจะไม่ทันทีเดียว

“ไม่ใช่เพราะมันเปื้อนหรอกหรือครับ?” ถามย้ำให้แน่ใจ ค่อนข้างจะมั่นใจว่าถูกต่อตระกูลตบตาเข้าแล้ว

“ไม่นะคะ รมย์ไม่เห็นมันจะเปื้อนตรงไหนเลย” กวาดสายตามองหาทั่วผืนผ้าอีกครั้งหนึ่ง

เอ๊ะ! รึว่าเป็นเพราะนอนไม่สบาย คุณต่อถึงไม่ยอมนอนในห้องเมื่อคืน” หญิงสาวพึมพำ เพราะจะว่าไป ต่อตระกูลไม่แม้แต่จะนอนบนผ้าปูที่นอนผืนนี้เสียด้วยซ้ำ แล้วจู่ๆ ทำไมเขาถึงบอกว่านอนแล้วไม่สบายตัว หรือว่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ เขาถึงรีบผลุนผลันออกจากห้องไปนอนที่อื่นตั้งแต่เมื่อคืนนี้ แต่เธอนอนก็สบายดี ไม่รู้สึกว่าผิดปกติอะไรเลย

อ้าว! แล้วเมื่อคืนคุณต่อนอนที่ไหนหรือครับ?” ศาสตราหูกระดิก

“น่าจะเป็นห้องทำงานน่ะค่ะ” รมย์รวินท์ตอบตามซื่อ เท่านั้นศาสตราก็อมยิ้มกริ่ม

“ปกติถ้ามีงานค้างหรือติดพัน คุณต่อก็จะใช้ห้องนั้นแทนห้องนอนอยู่แล้วน่ะครับคุณรมย์” ปลอบสาวเจ้าอย่างอารมณ์ดี “เดี๋ยวผมขึ้นไปทานอาหารเช้าก่อนนะครับ ขอบคุณมากที่อุตส่าห์ทำเผื่อ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มสดใส หันกลับมาสนใจตากเสื้อหมอนและผ้าห่มต่อ ได้ยินเสียงศาสตราผิวปากเป็นเพลงอย่างมีความสุขเดินหายไปทางบ้านพักของเธอ รมย์รวินท์อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มครึ้มอกครึ้มใจอารมณ์ดีขนาดนั้น

เช่นเดียวกับต่อตระกูลที่เห็นศาสตราโผล่ใบหน้าระรื่นมาแถมยังฮัมเพลงแต่เช้า

“เป็นอะไรของนาย อารมณ์ดีแต่เช้า”

“ก็ผมกำลังจะได้เงินหมื่นนี่ครับ” ว่าพร้อมกับดึงเก้าอี้ออกมานั่ง เทน้ำส้มที่คั้นไว้เรียบร้อยในเหยือกใส่แก้ว

ต่อตระกูลแทบสำลักกาแฟ รีบปั้นหน้าขรึม

“แล้วนายไม่เห็นเมียฉันซักผ้าอยู่หลังบ้านหรอกเหรอ” ถามอย่างประหลาดใจ เพราะศาสตรามาบ้านเขาก็ต้องผ่านทางนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เห็น

“เห็นครับ” ตอบพร้อมเอื้อมไปหยิบขนมปังปิ้งมาทาเนย

ต่อตระกูลยิ้มออกมาอย่างเป็นต่อ

“นายต่างหากควรจะจ่ายให้ฉัน เท่าไหร่นะ หมื่นหนึ่ง ไม่ๆ เราคนกันเองฉันคิดนายแค่ห้าพันก็ได้” ว่าอย่างอารมณ์ดีจิบกาแฟต่อ

ศาสตราเงยหน้าขึ้นมายิ้มแฉ่ง

“ผมไม่ได้เห็นอย่างเดียว ยังได้คุยกับคุณรมย์ด้วย เธอบอกว่าคุณต่อใช้ให้เธอเอาผ้าปูมาซักทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้เปื้อนอะไร?”

คนถูกจับโกหกได้ชะงักมือที่แตะแก้วกาแฟที่ปาก เงยหน้ามาสบสายตาอีกฝ่ายนิ่งๆ

“เธอก็คงอายที่จะตอบอย่างอื่นน่ะสิ นายจะไปรู้อะไร?” ในที่สุด เขาก็พูดออกมาได้

“อื้ม...หรือครับ?” ทำเป็นเคาะที่คางอย่างใช้ความคิด “แต่ที่รู้ว่าเมื่อคืนคุณต่อไปนอนในห้องทำงาน เพราะผมว่าผมเห็นมีคนเปิดไฟห้องนั้น และมันก็ปิดลงทีหลังไฟห้องนอนของคุณต่อ...อ้อ! ผมยังเห็นตอนที่คุณต่อเดินมารูดม่านในห้องนั้นปิดด้วยครับ ทั้งๆ ที่ไฟในห้องนอนดับไปก่อนแล้ว”

“นายนี่มันโรคจิต พวกชอบถ้ำมอง” ต่อตระกูลเข่นเขี้ยวว่า กระแทกถ้วยกาแฟในมือลงกับจานรองแก้ว จ้องหน้าคนจับผิดเขม็งอย่างแค้นเคือง

ศาสตราหัวเราะลั่นที่ไล่อีกฝ่ายจนมุมได้ในที่สุด

“ในฐานะที่เราเป็นคนกันเอง...ผมไม่ลดให้คุณต่อนะครับ หนึ่งหมื่นบาทขาดตัว” ว่าพร้อมยิ้มพราวอย่างเป็นต่อ

“ฉันไม่มีจ่ายหรอก ไม่ให้ จะชักดาบ มีอะไรไหม?” ว่าแล้วหัวเราะหึๆ อย่างกับเด็กนิสัยร้ายๆ

“ไม่ให้ผมก็จะเอาไปเล่าให้พวกคนงานฟัง ว่าคุณต่อบ่อมิไก๊ ตั้งแต่แต่งงานจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้เข้าหอกับเมียเลย”

“นายนี่มัน” ชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างกรุ่นโกรธ

“อ๊ะๆ แต่ว่าข่าวมูลค่าหนึ่งหมื่นบาทของผมต้องราคาเพิ่มมากกว่านี้แน่ๆ ถ้าเอาไปเล่าให้คุณย่าคุณฟัง”

“ศาสตรา” ตวาดอีกฝ่ายเสียงดังอย่างเหลืออด “คอยดูนะฉันจะหาเรื่องไล่นายออกให้ได้” ว่าแล้วก็ลุกพรวดหยิบถ้วยกาแฟเดินตึงตังหายเข้าไปในครัวอย่างหัวเสีย ได้ยินเสียงโคบาลหนุ่มแห่งไร่อินทนิลหัวเราะร่วนเสียงดังตามหลังมา

ศาสตรากัดขนมปังทาเนยทานกับน้ำส้มอย่างอารมณ์ดี ไม่จำเป็นต้องมีคาเฟอีนมากระตุ้นหัวใจ เช้านี้ก็สดใสเหลือเกินสำหรับเขา

ในขณะที่ต่อตระกูลเดินกลับไปกลับมาอยู่ในครัว

“ทำไมเราทำไม่ได้...ทำไมทำไม่ได้วะ” เขาถามตัวเองอย่างหงุดหงิดหัวใจ  และก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

ระหว่างเขากับรมย์รวินท์ไม่น่าจะมีอะไรมาเป็นปัญหา ในเมื่อเขาและเธอแต่งงานกันอย่างถูกต้อง โดยที่มีผู้ใหญ่ที่เขารักและเคารพอย่างคุณหญิงตวงทิพย์ รับรู้รับทราบร่วมเป็นพยาน และตัวหญิงสาวเองก็ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่จัดว่าเมียเขาเป็นคนสวยจนผู้ชายที่เห็นอิจฉาเขาทีเดียว ส่วนเรื่องนิสัยใจคอเท่าที่รู้จักมาสามสี่วัน รมย์รวินท์เป็นคนเอาใจใส่คนรอบข้าง ใจเย็น รอบคอบ เป็นแม่บ้านแม่เรือน เรียกว่าดีอย่างไม่มีที่ติเลยก็ว่าได้

นั่นไงล่ะปัญหา...เพราะเธอดี...ดีจนเขาไม่กล้าจะบุ่มบ่ามหรือทำอะไรเอาแต่ใจ กลัวจะเป็นการทำร้ายเธอ กลัวจะทำให้เธอเสียใจ

แกมันเห็นแก่ตัวเจ้าต่อ คิดถึงแต่ตัวเอง ครั้งหนึ่งคุณหญิงตวงทิพย์เคยบริพาสเขาเช่นนี้

ไม่...ในนาทีนี้เขากล้าเถียงคุณหญิงว่าเขาไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง...เขายังคิดถึงหัวอกเมียของเขาอีกด้วย ผู้หญิงที่เขาไม่กล้าทำร้ายให้เสียใจ และนั่นมันก็คือปัญหาที่เขาไม่กล้ามีอะไรกับเธอ

“คุณต่อจะเอาอะไรรึเปล่าคะ?” เสียงหวานถาม เมื่อเห็นเขายืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในครัว

ต่อตระกูลหันไปมองดวงหน้าใส เจ้าของนัยน์ตากลมโต จมูก คิ้ว คางจิ้มลิ้ม เมียเขาหน้าตาสวยแบบน่ารักหนักไปทางนางเอกหนังเอวี ที่เวลาคิดจะทำอะไรเธอโดยใช้สิทธิ์ของความเป็นสามีให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการพรากผู้เยาว์

“รมย์รวินท์” ใบหน้าคร้ามหันไปมองเรียกชื่อเธอ ก่อนร่างสูงจะเคลื่อนขยับเข้ามาใกล้ หยุดยืนอยู่ตรงหน้า

ใบหน้าเรียวเล็ก เจ้าของผิวนวลเนียนใส เงยหน้าขึ้นมองเขา ริมฝีปากเล็กแต่อิ่มเต็มเผยอน้อยๆ ริมฝีปากที่เขาเคยจูบนิ่มๆ ชิมแล้วหวานปะแล่ม ใบหน้าพราวมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะตามแนวไรผมเพราะไปออกแรงซักผ้าแต่เช้า

ดูสิ ขนาดเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขายังทำให้เธอต้องลำบาก เพราะไม่อยากถูกศาสตราหัวเราะเยาะ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เจ้าหมอนั่นมันเหนือชั้นกว่า มีแต่เขานี่แหละที่มัวช้าเป็นเต่าต้วมเตี้ยมมะงุมมะงาหราอยู่ได้

“คุณต่อมีอะไรจะใช้รมย์”  เสียงหวานเรียกให้เขาได้สติ

“เหนื่อยหรือเปล่า?”

เจ้าตัวยิ้ม สั่นหน้าเบาๆ “ไม่นี่คะ”

“แล้ว...เบื่อไหมที่ต้องมาอยู่ที่นี่ ทั้งห่างไกล กันดาร เงียบ ไม่มีแสงสีความสนุกสนาน ไม่สะดวกสบาย”

เจ้าตัวนิ่งคิดไปครู่หนึ่งกับคำถาม ดูเหมือนต่อตระกูลกำลังใส่ใจในความเป็นอยู่ของเธอ แค่นี้ก็ปลาบปลื้มใจ

“ยังไม่รู้สึกเบื่อหรอกค่ะ แต่ถ้าอยู่แต่ที่บ้านอีกหน่อยก็อาจจะเบื่อ รมย์อยากเข้าไปดูในไร่บ้าง มาอยู่ตั้งหลายวัน ยังไม่รู้เลยว่าไร่อินทนิลกว้างเท่าไหร่ ปลูกอะไรบ้าง” ดวงตาคนเล่าเป็นประกาย

“อยากเห็นจริงๆ เหรอ?” เพราะคำตอบของเธอฟังดูเหลือเชื่อ เขาเลยอดถามไม่ได้

“ค่ะ อยากเห็นจริงๆ ในไร่มีกระต่ายกับไก่ป่าด้วยเหรอคะ แล้วมันอยู่ยังไง? อยู่ที่ไหน? จริงๆ รมย์ก็เคยอยู่ต่างจังหวัด แต่ก็ไม่เคยเห็นทั้งสองอย่างในธรรมชาติที่มันอยู่จริงๆ”

ต่อตระกูลนึกโล่งใจ อีกสิ่งที่ติดค้างในใจก็คือ รมย์รวินท์มาที่นี่ ทนลำบากดูแลเขาอยู่ในบ้านไร่ไกลปืนเที่ยงอย่างนี้ เพราะคิดว่าเจ้าหล่อนกำลังหวังอะไรอยู่

“อยากเห็นก็จะพาไปดู แต่เอาไว้เก็บข้าวโพดเสร็จก่อนนะ” เขาให้สัญญา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปหอมที่หน้าผากหญิงสาวอย่างเอ็นดู เจ้าตัวรีบหลบสายตาหนีอย่างเขินๆ แก้มแดงสุกปลั่งราวกับลูกตำลึง จนนึกอยากเลื่อนริมฝีปากลงไปหอมที่ส่วนอื่นดูบ้าง

“อะแฮ่ม...อะแฮ่ม” แต่ก็ได้ยินเสียงกระแอมกระไอของใครบางคนดังจากเบื้องหลังขัดจังหวะเสียก่อน

รมย์รวินท์รีบขยับห่างจากเขา ต่อตระกูลเหลียวหน้ากลับไปมองมารผจญอย่างเคืองๆ

พอเห็นสายตาเขียวปั๊ดของเจ้านาย เขาก็รีบยกสองมือ

“อ๊ะๆ ผมไม่ใช่พวกถ้ำมอง หรือตั้งใจเข้ามาขัดจังหวะนะครับ แค่เอาจานมาเก็บ” ชี้ไปที่จานในมือ

รมย์รวินทหลบสายตาอย่างเก้อๆ รีบยื่นมือไปรับจานมา

“เดี๋ยวรมย์จัดการเองค่ะ สายแล้ว คุณต่อกับคุณศาสตรารีบไปทำงานเถอะ”

ต่อตระกูลเหลือบตาไปมองคนที่ยังเสนอหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ในครัว พยักพเยิดหน้าให้

“เอาจานมาเก็บแล้วก็รีบไปสิ” น้ำเสียงหาเรื่องว่า

“ครับ” ศาสตรารับคำกลั้วหัวเราะ “เดี๋ยวผมไปสตาร์ทรถรอแล้วกัน” พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวเดินออกจากห้องครัวไป ทิ้งให้คู่สามีภรรยาได้ร่ำลากันเต็มที่

“วันนี้รมย์ไม่ต้องปั่นจักรยานเอาอาหารไปส่งนะ ไว้ผมจะกลับมาทานมื้อเที่ยงด้วย”

“ค่ะ” รับคำอย่างว่าง่าย เห็นหน้าใสๆ แก้มแดงๆ รอยยิ้มแบบนี้แล้วมันก็ให้กระชุ่มกระชวยแช่มชื่นหัวใจ จนอดใจไม่ไหว ต้องรีบฉกจมูกลงไปหอมฟอดใหญ่ๆ ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา แล้วก็ให้ติดลมนึกอยากเกเรงาน แต่ด้วยความรับผิดชอบจะเอาแต่อำเภอใจตัวเองก็ไม่ได้ จึงได้แต่หอมมัดจำเอาไว้ก่อน

“รีบไปเถอค่ะ คุณศาสตรารอนานแล้ว”

“จ๊ะ” เขาจูบที่หน้าผากกลมมนอีกครั้ง ก่อนจะตัดใจเดินออกมาจากครัว ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็คงต้องอุ้มตัวเธอขึ้นไปลงโทษให้สมกับความน่ารัก

สถานการณ์ระหว่างเขาและรมย์รวินท์เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว และคืนนี้...คืนนี้แหละ เขาจะไม่ยอมพลาดอีกแล้ว

+++++++++

 

“ชะไมเธอว่าฉันคิดถูกไหมที่ยัดเยียดรมย์รวินท์ให้นายต่อ?”

จู่ๆ คุณหญิงตวงทิพย์ที่นั่งพับดอกบัวถวายพระอย่างมีสมาธิถามขึ้นมา ป้าชะไมที่ช่วยเตรียมดอกไม้ถวายพระเงยหน้าขึ้นมาสบตา สีหน้าครุ่นคิด

“หนูรมย์น่ะใจดี นิ่ง และก็ใจเย็นมากๆ คนร้อนๆ อย่างคุณต่อควรที่จะมีผู้หญิงอย่างนี้แหละค่ะคอยดูแล”

คนที่กำลังเป็นกังวลผงกหน้า เพราะท่านเองก็ตรองแล้วว่าควรจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน...รมย์รวินท์น่ะเหมาะที่จะเป็นภรรยาของต่อตระกูล แต่หลานชายของท่านนี่สิช่างไม่เหมาะกับหญิงสาวเอาเสียเลย

“ฉันกลัวว่าที่ทำไปจะกลายเป็นผลักเด็กคนนั้นตกนรกน่ะสิ”

ชะไมอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะร่วนอย่างขบขัน

“ทำไมคิดอย่างนั้นละคะคุณหญิง คุณต่อไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้นเสียหน่อย ก็แค่เกเรไปบ้าง ดื้อไปบ้าง หัวแข็งไปบ้างเท่านั้นเอง”

เท่านั้นเอง...แต่ก็น่าจะสร้างความหนักใจ และปวดเศียรเวียนเกล้าให้หญิงสาวไม่น้อยแล้วล่ะ

“ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ถ้าเกิดต้องเลิกลากัน ยังไงมันก็เสียเปรียบผู้ชายวันยังค่ำ” ตรงนี้ต่างหากเล่าที่ท่านเป็นกังวล และรู้สึกผิดอยู่ในใจ

“ทำไมถึงคิดว่าคุณต่อกับหนูรมย์จะเลิกกันล่ะคะ?”

“ก็สองคนเขาไม่ได้รักใคร่อะไรกันเลย” นั่นคือเงื่อนสำคัญ แต่ในเวลานั้นท่านไม่สนใจ นอกจากหาวิธีอะไรก็ได้ที่จะให้ต่อตระกูลเป็นผู้เป็นคน และไม่คิดย้อนกลับมาหาภิรมณซึ่งกำลังกลับเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง

“ถึงยังไม่ได้รักกัน...แต่ก็ใช่ว่าอยู่ๆ ไปจะไม่รักนี่คะ คุณหญิงน่ะหวังดีกับคุณต่อ และผู้หญิงอย่างหนูรมย์น่ะ ถ้าผู้ชายคนไหนทำหลุดมือก็ถือว่าไม่มีบุญแล้วล่ะค่ะ” ที่เชื่อมั่นเพราะใกล้ชิดสนิทสนมจนรู้จักนิสัยใจคอและถ่ายทอดวิชาให้มากับมือ ผู้หญิงสมัยนี้จะหาเป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือน งามนอกงามใน งามทั้งกายและใจ อย่างรมย์รวินท์ก็ว่ายากแล้ว

“นั่นสิ เด็กคนนี้ถึงจะใจเย็น ดูเงียบๆ เรียบร้อย แต่ก็เป็นเด็ดขาดเฉลียวฉลาดทีเดียว คงมีวิธีพูดกล่อมให้นายต่อใจอ่อนยอมกลับมาทำงานที่บริษัทได้” นั่นคืออีกหนึ่งสิ่งที่ท่านหวัง

“แต่อิฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าทำไมคุณท่านต้องรีบร้อนมัดมือชกคุณต่อให้รีบแต่งงาน  แทนที่จะให้รู้จักคบหาดูใจกันไปก่อน ตรงนี้แหละที่อาจจะทำให้เธอจะต่อต้านเอาได้”

คุณหญิงตวงทิพย์ถอนใจ หันกลับมามองคนสนิท

“จะชักช้าได้ยังไงกันล่ะชะไม ในเมื่อแม่ภิรมณถึงขนาดเข้าไปทำงานที่บริษัทแล้ว และฉันก็ไม่ไว้ใจแม่คนนี้เลยจริงๆ หูตาแพรวพราว คำพูดคำจาหวานเป็นน้ำตาลเคลือบยาพิษอย่างนั้น จำไม่ได้หรือไง ว่าใครกันที่ทำให้นายต่อมันเตลิดไปอยู่เพชรบูรณ์ไม่ยอมกลับ เรื่องนายเติมนั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่เรื่องแม่ภิรมณนั่นน่ะหนักสุด มันต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมก่อนที่อะไรๆ มันจะเอาไม่อยู่” คุณหญิงตอบอย่างมองการไกล

“แล้วคิดว่าจะได้ผลหรือคะ? ถ้าเธอตั้งใจจะกลับมาหาคุณต่อจริงๆ ดูแต่คุณภาณุสิ หลงเสียจนหัวปักหัวปำทีเดียว”

“อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่าหลานชายฉันจะไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแน่ๆ เมื่อมีหนูรมย์อยู่ทั้งคน” ท่านว่าอย่างมั่นอกมั่นใจ ถึงต่อตระกูลจะลืมภิรมณไม่ได้ แต่ในเมื่อเขามีเมียเป็นตัวเป็นตนอยู่ทนโท่ หลานชายท่านจะไม่ทำเรื่องอะไรที่ผิดศีลธรรมเป็นเด็ดขาดแน่ๆ

+++++++++

 

“อะไรกัน ยังไม่ถึงอีกหรือไง ทำไมมันถึงได้ไกลอย่างนี้”

ใบหน้าสวยยื่นออกมาหลังลดกระจกรถลงดูป้ายที่ชี้บอกทางมาตลอด ก่อนจะสบถออกมาอย่างฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด เมื่อขับรถไกลมาจนก้นชาไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะถึงไร่อินทนิลเสียที ขนาดว่าหล่อนออกจากกรุงเทพฯ มาแต่เช้ามืด ด้วยหวังว่าจะไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกๆ อย่างจะสายเกินไป

อย่างน้อยหล่อนก็คิดถูก ที่ทิ้งต่อตระกูลไปในตอนนั้น ไม่เช่นนั้นหล่อนก็คงต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในที่กันดารห่างไกลอย่างนี้แน่ๆ ถ้าเกิดไทรินสินเกษตรไม่โชคดีฟื้นตัวจากสภาวะล้มละลาย ชีวิตหล่อนตอนนี้ก็คงดูไม่จืดเหมือนกัน

มือเรียวหยิบแผนที่ที่นายยงยุทธวาดให้คร่าวๆ ขึ้นมาดูอีกครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะโยนมันทิ้งที่เบาะข้างๆ เมื่อแน่ใจว่ามาถูกทางแล้ว

ดวงตาสวยภายใต้แว่นกันแดดอันโตมองดูที่เกร์น้ำมันซึ่งเหลืออยู่ไม่มาก

“ภาวนาให้ฉันไปถึงก่อนที่จะต้องกินข้าวลิงอยู่กลางป่าเถอะ” บอกกับตัวเอง ก่อนจะเลื่อนกระจกขึ้น แล้วขับรถต่อไปตามเส้นทาง และไม่นานนักหล่อนก็เห็นป้ายแผ่นไม้แกะสลักที่เลอะไปด้วยฝุ่นดินลูกรัง

ไร่อินทนิล

ภิรมณยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ เมื่อจอดรถดูป้ายจนแน่ใจว่ามาถึงแล้วไม่ผิดแน่  ก่อนจะลองเรียบเรียงคำพูดที่เตรียมมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปยังเส้นทางหินกรวดที่ทอดเข้าไปอีกไกลทีเดียว

+++++++++

 

“ยังเก็บข้าวโพดยังไม่เสร็จอีกหรือคะ?”

“น่าจะอีกราวๆ สองวัน” ต่อตระกูลหันไปตอบคนถาม รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก แค่ได้กลับมาทานข้าวเที่ยงที่บ้าน มีอาหารอร่อยๆ กิน มีใบหน้าสวยๆ ให้มองเพลินตาเพลินใจเพลินปาก จนไม่อยากกลับไปทำงาน สถานการณ์ระหว่างเขากับรมย์รวินท์ดีขึ้นเป็นลำดับ เขาเริ่มคุ้นชินกับการมีใครอีกคนในชีวิต

“งั้นคุณต่อก็รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวรมย์ล้างจานเองได้ ไม่ต้องช่วยหรอก”

“จะเสร็จแล้วนี่นา” เขาว่าพร้อมกับยื่นมือไปรับจานใบสุดท้ายมาล้างฟองออก ก่อนจะวางไว้บนชั้นพักเพื่อให้หมาดน้ำรอจนแห้งดี

“ผมอยากช่วยแบ่งเบางานบ้านให้รมย์บ้าง ทั้งทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ทำอาหาร ล้างจาน และยังจะดูแลผมอีก” ว่าพร้อมกับเช็ดมือให้แห้ง แล้วฉวยเอามือเล็กเปียกน้ำมาช่วยเช็ดให้แห้ง

“ก็มันเป็นหน้าที่ของรมย์นี่คะ”

ต่อตระกูลโยนผ้าเช็ดมือไว้บนเคาเตอร์ แล้วดึงมือเล็กเข้ามาหาตัว จูบลงไปที่หน้าผากของเธอด้วยความเอ็นดู ไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาขอบคุณผู้หญิงตรงหน้านี้ดี

“อะแฮ่ม...แฮ่ม...” เสียงกระแอมไอดังขึ้นขัดจังหวะ

ต่อตระกูลเหลือกตามองเพดาน ถอนใจพรวดอย่างเซ็งๆ ที่มีมารมาผจญอยู่เรื่อย

“ฉันกำลังจะออกไป” น้ำเสียงเซ็งๆ บอก

“เอ่อ ขอโทษจริงๆ ครับที่ต้องมาขัดจังหวะ อันที่จริงผมก็ไม่ได้อยากจะเข้ามา แต่ว่าบังเอิญมีแขก ผมแค่มาตามเจ้าของบ้าน?” ศาสตราบุ้ยใบ้พร้อมกับชี้ไปทางหน้าบ้าน

“แขก?” ใบหน้าขมวดมุ่นด้วยความสงสัย เพราะหากใครมาพบเขา ส่วนมากศาสตราจะต้องรู้จัก แล้วเอ่ยชื่อออกมา จะไม่มีคำเรียกขานแทนอย่างห่างเหินเช่นนี้

“ครับ ผู้หญิง สวยทีเดียว” คนว่าตาเป็นประกาย

ต่อตระกูลนึกไม่ออกว่าเป็นใคร สาวสวยที่จะแวะมาเยี่ยมเขา หวังว่าคุณหญิงคงไม่ส่งเซอไพร์ซอะไรมาให้อีกหรอกนะ

“สเต็กอร่อยทีเดียวครับ ตั้งแต่คุณรมย์มาอยู่นี่ เหมือนนางฟ้ามาโปรดผมทีเดียว”

รมย์รวินท์ยิ้ม ก็ได้ยินเสียงคนที่กำลังจะเดินออกไปจากห้องครัวเอ็ดกลับมา

“น้อยๆ หน่อยนายศาสตรา” ก่อนจะเดินพ้นประตูออกไป

“คุณต่อนี่แก่หวงเมียจริงๆ นะครับ” เขาหันไปพูดกับหญิงสาวอย่างขันๆ

รมย์รวินท์หัวเราะเบาๆ ใบหน้าเป็นสีระเรื่อ เริ่มคุ้นเคยกับความใกล้ชิดกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีขึ้นมาทีละน้อย เธอกำลังนึกสงสัยว่าแขกที่ไหน เป็นผู้หญิง แถมยังสวยอีกต่างหาก ลางสังหรณ์แปลกๆ ว่าแขกที่มาถึงต้องไม่ธรรมดา หวังว่าก่อนที่จะมาแต่งงานกับเธอ ต่อตระกูลคงไม่ได้แอบไปมีเมียที่ไหนที่รอดพ้นหูตาของคุณหญิงตวงทิพย์ เพราะเธอไม่อยากมีปัญหาเรื่องนั้นเลยให้ตาย

ร่างสูงเดินพ้นจากห้องครัวมา ดวงตาคมเขม้นมองไปยังหญิงสาวที่นั่งรออยู่ที่โซฟารับแขก ใบหน้าสวยที่แสนจะคุ้นตาหันกลับมาพอดี กลีบปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมานานถึงห้าปี

“ไฮ ต่อ” ร่างเปรียวในชุดเสื้อผ้าเก๋ไก่ทันสมัยรีบลุกขึ้นยืน ยกมือทักทาย

“มณ” ต่อระกูลเอ่ยชื่อของผู้หญิงที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะโผล่หน้ามาที่นี่ได้ ในเมื่อเธอปฏิเสธเอาเป็นเอาตายและไม่เคยมาเหยียบย่างเลยด้วยซ้ำ

ร่างเปรียวระหงรีบเดินมาถึงตัวเขาที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น รู้สึกอึ้งงันทำอะไรไม่ถูก ฝ่ายตรงข้ามจึงจู่โจมเข้ามาโผกอดเข้าเต็มรักจนเขาแทบจะหงายหลัง แต่ก็ยังตั้งตัวเอาไว้ได้ทัน

“คิดถึงคุณจังเลยค่ะต่อ คิดถึงที่สุด”

คนถูกคิดถึงยืนตะลึงงัน รับรอยกอดแน่น ร่างในอ้อมกอดยังบรรจงหอมแก้มฟอดใหญ่ทั้งข้างซ้ายและข้างขวาราวกับคุ้นชินการทักทายแบบนี้กับเขาเสียเหลือเกิน...ภิรมณยังไม่เปลี่ยน

หากว่าคนที่อึ้งกว่าก็คือศาสตรากับรมย์รวินท์ที่เดินออกมาพร้อมจากครัว ตัวเธอชาวาบทีเดียวเมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงแถมยังหอมแก้มสามีตัวเองอย่างสนิทสนม...ในแบบที่เธอเองยังไม่เคยทำสักครั้ง

ศาสตราอ้าปากค้างตะลึงงันไปเช่นกัน ก่อนจะเหลือบสายตามองผู้หญิงข้างๆ ที่หน้าค้างไปคล้ายช็อกทีเดียว

“อะแฮ่ม...อะแฮ่ม...แฮ่ม...แฮ่ม...” เขารีบส่งสัญญาณให้เจ้านาย

ต่อตระกูลได้สติ รีบจับที่แขนทั้งสองข้างของภิรมณแล้วดันตัวออกห่าง

“คุณมาได้ยังไงกันน่ะมณ”

“ขับรถมาค่ะ ตั้งแต่เช้าตรู่ทีเดียว เกือบหลงเสียตั้งหลายรอบ แต่ในที่สุดมณก็มาถึงจนได้” เจ้าหล่อนรีบเล่า อันที่จริงหล่อนควรเดินทางในตอนเช้า ตอนที่มีแสงอาทิตย์ช่วยนำทาง แต่เพราะความร้อนรุ่มกระวนกระวาย บวกกับเสียงจากปีศาจทะเยอะทะยานในหัว ที่ตะโกนย้ำว่าหล่อนโง่มากที่ขว้างเพชรอย่างต่อตระกูลทิ้งไป แล้วหันไปชื่นชมยินดีกับพลอยกรวดที่คว้าเอามาแทนได้ ภิรมณถึงได้แล่นออกจากบ้านตั้งแต่ยังมืดเพื่อเดินทางไกลแถมเส้นทางยังหฤโหดก็เพื่อจะให้มาถึงที่ไร่อินทนิลเร็วที่สุด...ไม่ให้ทุกๆ อย่างมันสายเกินไป

ต่อตระกูลพยักหน้างกเงิ่น ยังตั้งสติไม่ได้ เขาแทบจะไม่เชื่อสิ่งที่หูได้ยินเลยสักนิด ภิรมณจะดั้นด้นเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร ขับรถมาคนเดียว เพราะต้องการจะมาพบเขา ทั้งๆ ที่เมื่อห้าปีก่อน ไม่ว่าเขาจะพยายามอ้อนวอนอย่างไรแต่เธอก็ไม่แม้แต่จะคิดมาเหยียบที่นี่

“คุณมีธุระอะไรกับผมงั้นหรือ?” เขาไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่จะพาเธอมาได้ ถึงได้ถามไป

ใบหน้าสวยหน้าเสียนิดๆ เมื่อเจอคำถามห่างเหิน

“จำเป็นต้องมีธุระด้วยหรือคะ? มณอยากมาพบต่อ พบคนที่มณรัก จะเป็นธุระอะไรได้นอกจากความคิดถึง”

ทั้ง คนรัก และ ความคิดถึง จี๊ดใจรมย์รวินท์เหลือเกิน

หญิงสาวหน้าซีด ยืนพริบตาปริบๆ จนศาสตรานึกสงสาร รีบแทรกตัวเข้าไปยื่นมือทักทายหญิงสาวหน้าสวยที่มาผิดเวลาไปหน่อย

“สวัสดีครับ ผมชื่อศาสตรา”

“เอ่อ...สวัสดีค่ะ” ภิรมณงงงัน กับผู้ชายหน้าเป็น ที่จู่ๆ เข้ามาจับไม้จับมือเธอ

“คุณคงเป็น...” เขาทำคิ้วย่น ใบหน้าสงสัย

“ภิรมณค่ะ...ฉันชื่อภิรมณเป็นแฟน...”

“อ้อ...แฟนเก่าคุณต่อน่ะเอง นึกออกล่ะ แหม! ก็ว่าชื่อนี้เคยได้ยินแต่นานมาแล้ว” ยกนิ้วชี้ขึ้นแยงหู

รมย์รวินท์ใจหายวาบ...ภิรมณ ชื่อต้องห้ามที่คุณหญิงตวงทิพย์สั่งไม่ให้เธอเอ่ยถึง ผู้หญิงสวยสะดุดตาไม่มีที่ติตรงหน้า คืออดีตคนรักของต่อตระกูลงั้นหรือ?

“มาแสดงความยินดีกับคุณต่อคุณรมย์หรือครับ?” เขาทำหน้าว่าซื่อใสถามอย่างจริงใจ

ต่อตระกูลได้สติ เขาหันไปยังผู้หญิงที่คุณหญิงตวงทิพย์ส่งมาบรรณาการให้ เขานึกเกรงใจเธอเอามากๆ โดยไม่รู้ตัว ในฐานะของภรรยา รีบยื่นมือไปดึงร่างบางนั่นมาโอบไว้ในอ้อมแขน

“นี่ รมย์รวินท์เมียผม” รีบประกาศ พร้อมกับรู้สึกแอบสะใจนิดๆ กับแววตาวูบไหวของอดีตคนรัก

ภิรมณหน้าเจื่อนลงไปนิด หล่อนรีบตวัดสายตากวาดมองผู้หญิงในอ้อมกอดของต่อตระกูลเร็วๆ อย่างประเมิน ก่อนจะฉีกยิ้มหวานจ๋อย

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณรมย์รวินท์ ยินดีด้วยนะคะ”

“ขอบคุณครับ” เสียงของต่อตระกูลดังกลบเสียงเบาๆ ของหญิงสาวข้างกาย สายตามองใบหน้าสวยของคนตรงหน้าเต็มไปด้วยคำถามถึงการปรากฏตัวของเธอ

คนถูกมองราวเป็นส่วนเกินพยายามตีสีหน้าให้เบิกบานเข้าไว้ ทั้งที่ในใจกำลังเดือดดาลจนมือสั่น

“มณคิดถึงต่อ...คนรักคิดถึงกัน คุณรมย์คงไม่ว่านะคะ” แสร้งยิ้มออกไปให้จริงใจที่สุด เพื่อวิงวอนขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย และแสดงว่าหล่อนบริสุทธิ์ใจเหลือเกิน

รมย์รวินท์ที่ถูกดึงเข้ามาสู่สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่รู้ทำอย่างไร นอกจากยิ้มเจื่อนๆ

 “ต่อชวนมณมาที่นี่หลายครั้ง ตั้งแต่ตอนที่เป็นแฟนกัน เขาอยากให้มณมาเห็นอนาคตของเราด้วยกัน แต่บังเอิญมณได้ทุนไปเรียนต่อเสียก่อน”

“ตอนนี้คุณเรียนจบแล้วงั้นหรือครับ?”

“ค่ะ...กลับมาทำงานที่เมืองไทย เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน” และก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองพลาดสิ่งสำคัญอะไรไป แต่ก็คงไม่สายเกินไปที่หล่อนจะกลับมาช่วงชิงเอาคืน

“สิ่งที่มณคิดอย่างแรกก็คืออยากมาเจอต่อ อยากมาเห็นไร่นี้” แสร้งทำเสียงเบิกบานหากส่งสายตาเว้าวอนเต็มไปด้วยเยื่อใยมองไปที่ต่อตระกูล

ชายหนุ่มถึงกับไปไม่เป็นทีเดียว เพราะตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในใจ ก็คือผู้หญิงตรงหน้านี้ เขาไม่รู้เลยว่า หากตอนนี้ตัวเองไร้พันธะใดๆ จะยังมีใจอยากกลับไปคบหาภิรมณอีกหรือเปล่า? เพราะการจากลาครั้งนั้น สร้างรอยแผลให้เขาเจ็บปวดทรมานแสนนานทีเดียว

ในเวลานี้ เขาก็หวังเพียงที่พึ่งหนึ่งเดียวว่ารมย์รวินท์จะเป็นเกราะปกป้องให้เขาไม่เดินย้อนกลับไปทางเดิมทางนั้นอีก

“งั้นหรือ?” คำถามเหมือนไม่แน่ใจที่อีกฝ่ายพูดมา “ผมมีงานในไร่รออยู่เพียบทีเดียว ยังไงต้องฝากรมย์ช่วยรับแขกด้วยนะจ๊ะ” หันมาฝากฝังกับหญิงสาว

 “ไปกันเถอะศาสตรา เดี๋ยวงานวันนี้จะไม่เสร็จ” หันไปชวนกับโคบาลหนุ่มสุดซี้ แต่ก็ยังดึงตัวรมย์รวินท์มาหอมแก้มฟอดใหญ่ รมย์รวินท์หน้าร้อนเห่อ แก้มแดงแจ๋ เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว แถมต่อตระกูลยังแสดงออกต่อหน้าคนอื่นอีกด้วย และนั่นก็ทำให้ภิรมณหน้าค้างไป หากศาสตรารู้สึกสะใจหน่อยๆ เพราะเคยร่วมหัวจมท้ายเมาหัวราน้ำฟังต่อตระกูลพร่ำรำพันถึงอดีตคนรักมาไม่น้อย

ใบหน้าสวยเชิดขึ้น ทีท่าเปลี่ยนไปทันทีที่ร่างของศาสตราและต่อตระกูลพ้นไปจากชายคาบ้าน ภิรมณกวาดตากลับมามองภรรยาของต่อตระกูลอย่างประเมิน แอบทำปากยื่นอย่างดูแคลน

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha