เมียจานด่วน

โดย: รัชริล



ตอนที่ 7 : เลือกข้างเมีย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

“จะดีหรือครับคุณต่อ ปล่อยแม่เสือสองตัวไว้ด้วยกันอย่างนั้น?” ศาสตราถามทันทีที่กระโดดขึ้นรถจี๊ปของต่อตระกูลซึ่งขณะนี้กำลังขับห้อตะบึงเข้าไปในไร่อินทนิล

ใบหน้าคร้ามเข้มกำลังครุ่นคิดจนคิ้วขมวด ถึงเหตุผลการมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของภิรมณ

“นายคิดว่ารมย์รวินท์เป็นแม่เสืองั้นหรือ?” หันมาถามคนเปิดประเด็นขึ้นมา

ศาสตราส่ายหน้าดิก

“แค่เผชิญหน้ากันผมว่าคุณรมย์ก็แพ้หลุดรุ่ยแล้วครับ...คุณมณท่าทางไม่ธรรมดาเอาเสียเลย แล้วคุณต่อก็ยังไปกอดไปจูบเธอต่อหน้าคุณรมย์อีก ผมเห็นเธอหน้าเสียทีเดียว”

แล้วใครว่าเขาไม่เห็นเล่า

“ฉันไม่ได้เป็นฝ่ายกอดเขาเสียหน่อย เขาต่างหากที่ทำอย่างนั้น...ฉันทำอะไรไม่ถูก จู่ๆ เขาก็โผล่มา แล้วหัวใจฉันก็กระตุกวูบ ฉันไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูกเลยศาสตรา” ยอมสารภาพอย่างสิ้นท่า

“คุณต่อจะรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้...ถึงคุณต่อกับคุณมณจะเคยรักกันมาขนาดไหน แต่ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่อดีต ส่วนคุณรมย์คือปัจจุบัน คุณต่อต้องท่องให้ขึ้นใจว่าจะนอกใจคุณรมย์ไม่ได้” เขาเอาใจช่วยหญิงสาวสุดชีวิต

“ฉันก็อยากคิดอย่างนั้นเหมือนกันนะศาสตรา แต่ว่าฉันกับมณ เราผูกพันกันมายิ่งกว่ารมย์รวินท์หลายเท่านัก”

“นี่คุณต่อยังไม่คิดว่าคุณรมย์เป็นภรรยาจริงๆ อีกหรือครับให้ตาย...” ศาสตรารู้สึกปวดหัวแทน เมื่อนึกถึงเรื่องวุ่นๆ เพราะจู่ๆ ต่อตระกูลก็เกิดปอดแหกขึ้นมา ไม่ยอมเผด็จศึกภรรยาที่เข้าหอกันมาตั้งสี่วันแล้ว

ต่อตระกูลจิ๊จ๊ะปาก

“นายอย่ามากดดันฉันเรื่องนั้นหน่อยเลยศาสตรา นายก็รู้ว่าฉันกับรมย์รวินท์เราเพิ่งเจอหน้ากันเมื่อไม่กี่วันก่อน จู่ๆ จะให้ฉันบุ่มบ่ามทำอะไรไป...นายต้องคิดถึงผลระยะยาว เขากับฉันยังจะอยู่เจอหน้ากันไปอีกนาน”

“แต่ผมว่ามันชักจะยุ่งๆ นะครับ จู่ๆ แฟนเก่าของคุณต่อก็โผล่มา”

“ทำไม นายคิดว่ารมย์จะหึงหรือ?” หันมาถามคนนั่งข้างๆ อยากให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

“ก็ต้องมีบ้างแหละครับ ตามสิทธิ์ของเมีย แม้จะยังไม่ใช่เมียจริงๆ ก็เหอะ”

“แต่เรื่องฉันกับมณจบกันไปนานแล้ว”

ศาสตราทำหน้าไม่ค่อยอยากเชื่อ จากปฏิกริยาท่าทางที่ทั้งสองคนยังมีต่อกันเมื่อครู่นี้ เขาเห็นกับตา

“แน่ใจนะครับว่าจบจริง?”

“นี่นาย” หันมาเอ็ดอึงใส่คู่หูอย่างหงุดหงิด “ไม่เชื่อใจฉันบ้างหรือไง?”

“โอเคๆ ผมเชื่อคุณต่อ แต่ดูท่าคุณมณทิราเธอจะไม่ได้คิดอย่างนั้นนะครับ”

“เธอชื่อภิรมณ” เขาพูดลอดไรฟันแก้ให้ถูก

“นั่นแหละครับ เห็นไหม แค่ผมเอ่ยชื่อเธอผิด คุณต่อยังหงุดหงิดใส่ แล้วมาพูดว่าไม่มีเยื่อใย เป็นใครจะเชื่อ”

“ศาสตรา ขอร้องล่ะ อย่ามามัวจับผิดฉันอยู่เลย”

“คุณรมย์ของผมเห็นทีจะแย่”

“นายหมายความว่ายังไง?”

“เห็นแว่บเดียวก็รู้ว่าคุณมณทิรา..เอ๊ย! ภิรมณดูไม่ธรรมดา การมาของเธอก็ไม่ธรรมดา ไอ้ที่ว่ามาเยี่ยมแสดงความยินดีกับแฟนเก่า ทั้งที่เธอไม่เคยมาเหยียบที่นี่ตลอดห้าปี แต่อยู่ดีๆ ก็ขับรถบุกป่าฝ่าดงมาถึงนี่ ผมเชื่อยากครับ”

อย่าว่าแต่ศาสตราเลยที่ไม่เชื่อ เขาเองก็ไม่ใช่พวกพระเอกละครที่จะโง่ขนาดเชื่อว่าเหตุผลนั้นเหมือนกัน

“แล้วระหว่างผู้หญิงที่คบกันมาตั้งหลายปี กับผู้หญิงที่คุณต่อเพิ่งเห็นหน้าแค่ไม่กี่วัน เฮ้อ! เอ่ยอย่างหนักใจแทน “เป็นเมียเพราะแต่งงานกัน ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสเลยด้วยซ้ำ แถมทางพฤตินัยก็ยังอีก...แต่กับคุณมณนั่น มันก็เหมือนถ่านไฟเก่าที่เป่าๆ เดี๋ยวก็คุ”

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?” เขาตวัดพวงมาลัยจอดรถพรืดเสียข้างทาง ไม่มีสมาธิจะขับต่อ และก็ขี้เกียจตะโกนแข่งกับเสียงลมตอนที่ขับรถอยู่ด้วย

“ขอโทษนะครับ ที่ต้องถามอย่างเสียมารยาท ทำไมคุณต่อถึงยังไม่ยอมใช้สิทธิ์ความเป็นสามีกับภรรยาที่ถูกต้องอย่างคุณรมย์”

ต่อตระกูลเงียบไป เขาเองก็สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน และก็ได้รับคำตอบแล้วว่า

“เราเพิ่งเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้รู้จักดี ฉันยังไม่ทันได้รักเขา และเขาก็ยังไม่ได้รักฉัน แล้วนายจะให้ฉันไปทำอะไรอย่างนั้นกับเขาหรือ? ฉันคงรู้สึกบาปเหมือนปล้ำแม่ชีเลยล่ะ เพราะรมย์เขาเป็นคนดี...ดีมากๆ ถึงยังไม่รู้จักเขามากนัก แต่ฉันก็สัมผัสรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”

ศาสตราอึ้งไปในเหตุผลที่รัวออกมาจากปากของต่อตระกูล เขามองหน้าเจ้านายนิ่งๆ อ้าปากค้างหน่อยๆ

โอ้! นี่ต้องไม่ใช่คุณต่อที่ผมรู้จักแน่ๆ ปกติเห็นหิ้วผู้หญิงมาจากในเมือง ก็แค่หน้ากันแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็ยังฟัดกันนัวเนียยันเช้าได้”

“มันเหมือนกันเสียที่ไหนล่ะศาสตรา กับผู้หญิงพวกนั้นเราต่างก็สนุก ต่างก็พอใจ มันจะดีจะห่วยยังไง ก็แค่คืนๆ หนึ่งที่ไม่มีใครกลับไปคิดถึงมันอีก แต่นี่เมียฉัน...ฉันยังจะอยู่กับรมย์รวินท์ไปอีกนาน”

“นานแค่ไหนครับ? อ๊ะๆ ผมไม่ได้กวนตีนคุณต่อนะ แต่อยากรู้จริงๆ ว่าคุณต่อคิดจริงจังกับคุณรมย์แค่ไหน?” ศาสตรารีบยกมือห้ามไว้ แล้วออกตัวก่อน

“ฉันแคร์เขา” พูดจริงจัง “แคร์มาก แคร์อย่างที่ไม่เคยแคร์ผู้หญิงคนไหนแบบนี้มานานแล้ว”

“งั้นถ้าสมมุติว่าต้องเลือกระหว่างผู้หญิงสองคน ตัดเหตุผลถูกผิดออกไป ให้เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ระหว่างคุณรมย์ กับคุณมณ คุณต่อจะเลือกใคร?”

ต่อตระกูลนิ่งไป กับคำถามนั้น นานเสียจนศาสตราที่เอาใจลุ้นช่วยในคำตอบใจแป้วแทนรมย์รวินท์ไปเลยทีเดียว

โธ่! คุณต่อ ก็ตอบสิครับว่าคุณรมย์”

“มันตอบยากนะศาสตรา รมย์รวินท์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียฉันก็จริง แต่เราเพิ่งอยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่วันแถมยังไม่ได้ผูกพันกันลึกซึ้งอะไร ส่วนภิรมณฉันรู้จักเขามานาน เราผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะ ความทรงจำระหว่างฉันกับเขา มันไม่สามารถจะปลิดออกไปเหมือนเด็ดใบไม้ทิ้งภายในแค่ไม่กี่นาทีได้ ห้าปีที่ผ่านมาฉันก็ยังไม่เคยลืมเขา ไม่เคยลืม แม้จะพยายามตัดใจ นายเคยได้ยินคำว่า ตัดบัวยังเหลือใยไหม ตอนที่เห็นหน้าเขาในห้องรับแขก ตัวฉันชาไปหมด ฉันแทบไม่เชื่อว่าจะเห็นเขาที่นี่”

“ไหนว่าจบไปแล้วไงครับ...โธ่! คุณรมย์ของผมแย่แล้ว” ศาสตราครวญ

“จบสิ...เพราะฉันคงไม่กลับไปคบเขาอย่างเดิมอีก ฉันมีเมียแล้วนะศาสตรา รมย์รวินท์เป็นเมียฉัน แต่นายอย่าบังคับให้ฉันต้องเลือกระหว่างทั้งสองคน” เขาทำหน้าหนักใจเหมือนถูกบังคับให้ไปตายทีเดียว

ศาสตราถอนหายใจพรวดกับคนปากแข็งแต่ใจไม่ได้เด็ดขาดตามนั้น

“ผมดูจากรูปการณ์แล้ว คุณภิรมณเธอกลับมาเป่าถ่านไฟเก่าแน่ๆ” ทั้งคำพูดคำจาที่ใช้ ทั้งท่าทางที่แสดงออกมันชัดเจนต่อให้คนโง่ที่สุดก็ยังรู้

“และคุณต่อก็ต้องเลือก ถึงไม่เลือกวันนี้ แต่ก็ต้องเลือกสักวันที่ไม่นานนี้หรอก ผมอยากให้คุณต่อมีสติให้มากๆ คิดใคร่ครวญให้ดีๆ และก็หวังว่าคุณต่อจะเลือกได้...ไม่มีคำตอบถูกทุกข้อนะครับ เรื่องของหัวใจ วันบายวันเท่านั้น”

“แล้วฉันควรทำยังไงดีล่ะศาสตรา”

เขาก็จนปัญญาจะช่วย เพราะชีวิตนี้ไม่เคยมีประสบการณ์สองหญิงหนึ่งชาย รักพี่ก็เสียดายน้องมาก่อน

“ผมไม่รู้ว่าคุณต่อควรทำยังไง? แต่ถ้าเป็นผม...การที่ผมไม่ได้ปฏิเสธผู้หญิงที่ผู้ใหญ่บังคับให้แต่งงานด้วยก็แปลว่าผมยอมรับเธอเป็นภรรยา และถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้รักเธอ แต่ผมก็จะให้เกียรติเธอในฐานะภรรยาของผมต่อหน้าทุกคน”

ต่อตระกูลยกมือกุมขมับ คิดไม่ตก เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ออกซิเจนได้ไปเลี้ยงสมอง เผื่อจะมีความคิดดีๆ ออกมา คิด...ค่อยๆ คิด

รมย์รวินท์เป็นภรรยาเขา เธอจะตกลงอย่างไรกับคุณหญิงตวงทิพย์ก็ช่าง แต่ในฐานะภรรยาที่เขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น เขาต้องให้เกียรติที่เธอยอมมาร่วมทุกข์ร่วมสุข หัวหกก้นขวิดกับเขาที่ไร่อินทนิลห่างไกลความเจริญ โดยไม่มีเหตุผลมากมายร้อยแปดพันประการมาอ้าง อย่างที่ภิรมณทำ...คำตอบที่เคยทุบหัวใจของเขาจนแหลกไปครั้งหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน

นานทีเดียวกว่าที่ต่อตระกูลจะยอมสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง แล้วหมุนพวงมาลัยเลี้ยวกลับไปที่บ้านพัก

“คุณต่อจะไปไหนครับ?” ศาสตราถามอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้คำตอบ นอกจากแววตาที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจของเจ้านายหนุ่มที่เกิดมาเนื้อหอมเอาตอนนี้

“สรุปวันนี้ก็ยังเก็บข้าวโพดกันไม่เสร็จสินะ หึๆ “ ศาสตราหัวเราะพยายามจะคิดให้ขำ แต่ก็ขำไม่ออก ยอมร่วมชะตากรรมไปกับต่อตระกูลอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากมาลำบากบุกป่าฝ่าดงด้วยกันจนสร้างไร่อินทนิลเป็นรูปเป็นร่าง เรื่องหัวใจของเจ้านาย ชีวิตครอบครัวคู่ผัวตัวเมีย เขาก็จะมีส่วนอยู่ร่วมด้วยเช่นกัน...

+++++++++

 

“ฉันได้ยินว่าเธอกับต่อเพิ่งแต่งงานกันงั้นหรือ?”

แขกที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถาม ทันทีที่รมย์รวินท์พาเจ้าหล่อนขนสัมภาระหลายใบที่คล้ายกับจะมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ขึ้นไปเก็บบนห้องพักรับรองแขก

“ค่ะ”

“กี่วันแล้วนะ?”

“เมื่อสี่วันก่อน”

“สี่วันเองหรือ?” ภิรมณเสียงสูง หล่อนมาช้าไปแค่สี่วัน

รมย์รวินท์รู้สึกทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าคนรักเก่าของต่อตระกูล ผู้หญิงสวย เฉี่ยว ปราดเปรียว ทันสมัยแบบผู้หญิงสมัยใหม่ซึ่งแตกต่างจากเธอลิบลับ

“แล้วเธอกับต่อรู้จักกันนานแล้วเหรอ?”

“ค่ะ นานแล้ว ตั้งแต่เด็ก” ตอบตามความเป็นจริง

ดวงตาคมเฉี่ยวแอบลอบพิศมองใบหน้าสวยใสราวกับสาวรุ่นดูอ่อนวัยของภรรยาต่อตระกูลพร้อมกับประเมิน

“เธออายุเท่าไหร่แล้ว”

“ยี่สิบสองค่ะ”

ห่างกับหล่อนกับต่อตระกูลถึงห้าปี ก็แค่สาวกว่า ความสวยก็คงพอสูสี แต่ท่าทางของรมย์รวินท์จะออกเรียบร้อย ไม่มีปากมีเสียง เป็นแม่บ้านแม่เรือนซึ่งไม่น่าจะใช่แบบที่ต่อตระกูลชอบ หล่อนจึงออกจะแปลกใจไม่น้อย

“ฉันกับต่อคบกันมาหลายปี เรารักกันมาก สมัยอยู่เมืองนอกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ เลยทีเดียว” คนเล่าทำหน้าเหมือนกำลังอยู่ในห้วงความฝันแสนหวาน “ต่อเขาชอบเด็กผู้หญิงมากๆ  เราคุยกันว่าอยากมีลูกด้วยกันหลายๆ คน ต่อเขาอยากได้คนโตเป็นผู้หญิง และจะตั้งชื่อว่าไข่มุกตามชื่อของแม่ของเขา”

รมย์รวินท์รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวใจ อย่างบอกไม่ถูก อึดอัดไม่อยากฟังนิยายรักฝันหวานครั้งเก่าก่อนของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอกับผู้หญิงคนอื่น

“ต่อเคยเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังไหม?”

“เอ่อ...ไม่เคยค่ะ”

“จริงเหรอ? ต่อไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังเลยเหรอ?” น้ำเสียงถามเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ทำให้รมย์รวินทร์รู้สึกราวกับเธอถูกหัวเราะเยาะอยู่

“น่าแปลกจัง” อีกฝ่ายว่า หันมามองหน้าเธอ “แล้วเธอกับต่อวางแผนจะมีลูกกี่คนหรือ?”

รมย์รวินท์นิ่งไป ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะต่อตระกูลไม่เคยคุยเรื่องทำนองนี้กับเธอ ไม่ว่าเรื่องลูก หรือเรื่องครอบครัว เธอกับเขาเพิ่งแต่งงานกันได้แค่สี่วัน...สี่วันเท่านั้น ที่ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกันด้วยซ้ำ ไม่ทันได้ใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาทั่วไป แต่เธอเชื่อว่าทุกๆ อย่างค่อยๆ พัฒนาไปด้วยดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนรักเก่า ที่มีความทรงจำด้วยกันมากมายอย่างภิรมณไม่โผล่ขึ้นมาเสียก่อน การมาที่เธอไม่อาจจะคาดเดาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร และเธอก็ไม่ได้ใสซื่อเป็นนางเอกในละครหรือนิยายที่คิดว่าคนรักเก่าของสามีมาร่วมอวยพรยินดีจากใจจริง...ในเมื่อชื่อภิรมณ ถูกคุณหญิงห้ามเอ่ยถึง โดยเฉพาะกับต่อตระกูล

“นั่นมันเป็นเรื่องของเราสองคน ที่ไม่จำเป็นต้องบอกหรือเล่าให้ใครฟัง” คำตอบดังมาจากหน้าประตูที่เปิดค้างไว้ และเมื่อหันไปมอง ต่อตระกูลยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น...ไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่

รมย์รวินท์รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับอดีตคนรักของเขาตามลำพังอีกแล้ว

ว่าแต่เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? และกลับมาทำไมกัน

“รมย์” ต่อตระกูลเรียกเธอ พร้อมกับยื่นมือมาให้ หญิงสาวเดินเข้าไปหาเขา มือใหญ่จับมือเธอไว้แน่น พร้อมกับเอนตัวมากระซิบให้ได้ยินเพียงแค่สองคน “ไปเก็บข้าวของส่วนตัวของคุณเอาเท่าที่จำเป็น”

ตัวเธอแข็งทื่อเมื่อคิดไปว่าเขากำลังจะไล่เธอออกจากไร่อินทนิน ทันทีที่คนรักเก่าของเขามาถึง

“ไปสิ” มือหนาปล่อย รมย์รวินท์กล้ำกลืนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ พยายามไม่ให้บ่าน้ำตาไหลออกมา รีบเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองที่อยู่ตรงข้ามไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งต่อตระกูลเอาไว้กับภิรมณ

คล้อยหลังหญิงสาว ต่อตระกูลที่ทำหน้าขรึม ก็ยกมือขึ้นมากอดอกแน่นราวกับเป็นปราการป้องกันตัวเอง ดวงตาจ้องมองไปที่อดีตคนรัก

“คุณมาที่นี่เพราะอะไรกันแน่มณ?”

“ก็บอกแล้วไงคะ ว่ามณตั้งใจจะมาแสดงความยินดีและอวยพรให้ต่อ”

เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก

“มันค่อนข้างจะเชื่อยากสักหน่อยนะ เพราะจำได้ว่าเมื่อห้าปีก่อน ผมเฝ้าชวนคุณมาที่นี่ไม่รู้กี่ครั้ง ไม่ว่าจะหว่านล้อมอ้อนวอนยังไง แต่คุณก็ไม่เคยสนใจ”

“เวลาเปลี่ยนไป ใจคนก็เปลี่ยนแปลงมันก็ธรรมดานี่คะ” เจ้าหล่อนว่าพร้อมยักไหล่ “เมื่อก่อนมณสนใจเรื่องเรียนมากกว่า แต่ตอนนี้” เจ้าหล่อนทอดแววตาอาลัยอาวรณ์มาที่เขา “มณรู้ใจตัวเองแล้วว่าสิ่งที่มณปรารถนาที่สุดในชีวิต ไม่ใช่อะไร แต่เป็นผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ามณตอนนี้ต่างหาก”

ต่อตระกูลอึ้งไป ทั้งคำพูดและแววตาของอดีตคนรัก กำลังสั่นสะเทือนกำแพงที่แข็งกร้าวในหัวใจ อย่างที่เขาให้เหตุผลกับศาสตรา ว่าระหว่างผู้หญิงสองคน เขาไม่อาจจะเลือกใครสักคนได้ แต่ด้วยความเป็นจริง ในปัจจุบัน สิ่งที่ถูกต้อง เขามีภรรรยาแล้ว และเธอก็เป็นคนดี ไม่มีความผิดอะไรที่ทำให้เขาสามารถนอกใจเธอได้ แม้แต่ในความคิด และกำแพงของเขามันคงจะทลายลงในไม่ช้า หากเขาไม่พาตัวเองออกไปให้พ้นจากตรงนี้

“คุณพูดถูกมณ เวลาเปลี่ยนไป ใจคนก็เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ตอนนี้คุณไม่ใช่คนที่ผมอยากให้มาอยู่ด้วยกัน ชีวิตลำบากหัวหกก้นขวิดในไร่อินทนิลมันไม่เหมาะกับคุณเลยสักนิด”

“แล้วมันเหมาะกับใครล่ะคะ รมย์รวินท์งั้นหรือ?” เจ้าหล่อนตั้งคำถามหน้าเชิดอย่างท้าทาย

“บอกมณสิคะ ว่าคุณลืมเรื่องของเราไปหมดแล้ว มณไม่สิทธิ์แม้จะคิดถึงหรือมาเยี่ยมเยือนต่อ”

“ความรู้สึกของคุณ มันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ซึ่งผมคงจะเข้าไปห้ามปรามไม่ได้หรอก...ถ้าคุณอยากอยู่ที่นี่ก็ตามสบาย แต่ผมคงไม่มีเวลามาต้อนรับคุณ เพราะงานคลุกฝุ่นดินโคลนในไร่จนตัวเหม็นสาบเหงื่อท่วมมันเยอะเหลือเกิน ผมไม่รู้ว่าคุณไปได้ยิน หรือได้ฟังอะไรมา แต่ตอนนี้ไร่อินทนิลยังเป็นหนี้อยู่ร้อยห้าสิบล้านบาท ผมยังมีหนี้ท่วม ที่ทำให้ผมต้องทำงานหนักอยู่ทุกวัน” พูดจบร่างสูงใหญ่นั่นก็หมุนตัวกลับ ปล่อยให้หญิงสาวหน้าค้าง ก่อนจะทิ้งร่างลงบนโซฟา

ต่อตระกูลยังเป็นหนี้...ก็ช่างหนี้เขาปะไร ถึงยังไงเธอก็เชื่อว่าทั้งคุณหญิงตวงทิพย์และคุณเติมสิริ ไม่มีทางปล่อยให้อนาคตของต่อตระกูลไร้จุดหมายไปอย่างนี้ตลอดแน่ๆ ในที่สุดเขาก็ต้องเข้าไปบริหารบริษัทของครอบครัว และเป็นเจ้าของไทรินสินเกษตรเต็มตัวด้วยสิทธิ์โดยชอบธรรม และหน้าที่ที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

ยังไงเธอก็จะอดทนรอ และต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะตำแหน่งภริยาของประธานกรรมการใหญ่ไทรินสินเกษตร ไม่ใช่สำหรับผู้หญิงอ่อนแอ หรือยอมแพ้ง่ายๆ เช่นกัน

+++++++++

มย์รวินท์ปลดเสื้อออกจากไม้แขวน แล้วบรรจงพับมันใส่ในกระเป๋าเดินทางใบย่อมด้วยใจที่สั่นพร่า

เธอทำงานไม่สำเร็จ...ต่อตระกูลกำลังจะส่งตัวเธอกลับ เพียงแค่ภิรมณโผล่มา ทุกอย่างที่กำลังไปด้วยดีก็พังครืนลงมาเสียหมด รวมทั้งความพยายามในสามสี่วันที่ผ่านมาของเธอ...ฐานะภรรยากำมะลอไม่อาจเทียบได้กับคนรักเก่าที่คบหากันมาหลายปี...สิ่งที่เธอทำได้ต่อจากนี้ คือก้มหน้ารับฟังคำตำหนิของคุณหญิงตวงทิพย์โดยหมดสิทธิ์โต้เถียง

“เก็บของเสร็จรึยัง?” เสียงของต่อตระกูลดังอยู่ด้านหลัง เขาเข้ามาเงียบเสียจนเธอสะดุ้งโหยง รีบยกมือขึ้นปาดป้ายน้ำตาที่ล้นหัวตาออกมาลวกๆ

“นี่อะไรกัน เยอะแยะ” กวาดตามองเสื้อผ้าที่หญิงสาวเอาออกมาวางจนกินพื้นที่ไปครึ่งเตียงได้

“ผมบอกให้เอาไปเท่าที่จำเป็น แค่สองสามชุดก็พอ” ว่าแล้วก็เข้ามาหยิบจับเสื้อผ้าของเธอยัดลงกระเป๋าเป้สะพายสีเขียวขี้ม้าที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไหน

“ผ้าเช็ดตัว แล้วก็อะไรนะ...อ้อ แปรงสีฟัน” ว่าแล้วเขาก็รีบเดินเข้าไปในห้องน้ำ คว้าเอาแปรงสีฟันและยาสีฟันออกมายัดใส่กระเป๋าใบนั้น “สบู่แชมพูเราคงใช้ด้วยกันได้ ไม่ต้องเอาอะไรไปเยอะหรอกแค่สองสามวัน”

ใบหน้าคนโศกสลดเงยขึ้นมามองคนพูดอย่างงงๆ

“เราจะไปด้วยกันหรือคะ?”

“ใช่” เขาผงกหน้า พร้อมกับเก็บข้าวของเธอใส่กระเป๋าให้ หัวใจที่ห่อเหี่ยวค่อยชื้นขึ้นมาที่ได้ยินอย่างนั้น

“เราจะไปไหนกันหรือคะ?” ถามอย่างตื่นเต้นระคนประหลาดใจ

ต่อตระกูลยิ้ม ไม่ตอบว่ากระไร จัดการรูดซิปกระเป๋าเป้ แล้วยื่นส่งให้เธอ ส่วนตัวเองเดินไปเปิดตู้ แล้วหยิบกระเป๋าคล้ายๆ กันออกมาอีกใบซึ่งใหญ่กว่า และรู้สึกว่าใบนั้นจะจัดของเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“ไปถึงเดี๋ยวก็รู้” เขายื่นมือมาให้เธอซึ่งสะพายกระเป๋าเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว

รมย์รวินท์รีบส่งมือให้เขาอย่างกลัวจะเปลี่ยนใจ เพียงแค่เขาจับมือเธอเท่านั้นก็รู้สึกถึงความสุขและอบอุ่นใจ ปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายจูงมือเธอเดินไป พร้อมที่จะเป็นผู้ตามที่ดี

“นี่พวกคุณจะไปไหนกัน?” ภิรมณที่ผลุนผลันออกจากห้องมาถาม

“ไปพักผ่อนกัน ประสาข้าวใหม่ปลามัน” หันมาสบตาเธอล้อเลียน เล่นเอาคนถูกมองเขินหน้าแดง

“แล้วมณล่ะคะ?” ถามขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

“ขอโทษนะ เราสองคนคงไม่ว่างต้อนรับคุณ แต่ถ้าคุณอยากมาดูไร่อินทนิลแล้วล่ะก็...”

“แล้วมณจะอยู่กับใคร ในเมื่อเจ้าของไร่ไม่อยู่”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” ว่าพร้อมกับยิ้มแฉ่ง “ศาสตรา...นายศาสตรา”

คนถูกเรียกโผล่หน้ามาจากด้านล่าง

“ว่าไงครับคุณต่อ”

“ฉันฝากนายดูแลรับรองเพื่อนฉันด้วยนะ ระหว่างที่ฉันไม่อยู่”

“อ้อ...ได้เลยครับ” ศาสตรารีบตะเบ๊ะ รับหน้าที่อย่างไม่เกี่ยงงอน พร้อมจะเป็นกองหนุนช่วยเหลือเต็มที่

คนถูกโยนไปให้ใครอีกคนดูแลหน้าบึ้ง เม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดเสียงกรี๊ดเพราะความไม่พอใจออกมาเสียก่อน มองตามหลังต่อตระกูลและภรรยาที่จูงพากันลงไปข้างล่างแล้ว เธอคิดครวญอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะทำยังไงดี ก่อนจะวิ่งตามลงไปทันต่อตระกูลที่ประตูพอดี จึงรีบเข้าไปฉวยแขนเขาเอาไว้

“ต่อจะทิ้งมณไว้อย่างนี้ไม่ได้นะคะ คุณก็รู้ว่ามณตั้งใจจะมาหาคุณ”

“มณ” เขาวางมือลงบนหลังมือของหญิงสาวที่เกาะแขนเขาอยู่ “คุณไม่บอกก่อนว่าคุณจะมา และผมก็วางแผนฮันนิมูนเซอร์ไพร์ซเมียผมเอาไว้แล้วคงอยู่ดูแลคุณไม่ได้ และถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกับรมย์เราจะมีลูกกันกี่คน เอาไว้กลับมาผมคงให้คำตอบกับคุณได้” เขารวบมือของหญิงสาวแล้วปลดออกจากท่อนแขน ก่อนจะจับมือของรมย์รวินท์ ประสานมือกันแล้วจับจูงหญิงสาวเดินออกไป

ภิรมณเกือบกระทืบเท้าเร่าๆ มองตามหลังไปด้วยดวงตาที่แทบจะลุกเป็นไฟเลยทีเดียว

ศาสตราหันมายิ้มกับหญิงสาว

“ผมต้องไปส่งเจ้านายก่อนนะครับ เอาไว้เสร็จจากงานในไร่ค่ำๆ จะกลับมาต้อนรับคุณอย่างสมเกียรติ ตอนนี้คงรบกวนให้ช่วยดูแลตัวเองไปก่อนนะครับ” บอกพร้อมกับค้อมศีรษะให้ ก่อนจะรีบวิ่งตามเจ้านายกับเมียกระโดดขึ้นรถจี๊ปที่ขับฉิวออกไปในทันที

“กรี๊ด.....กรี๊ด.....” หลังจากรถที่ต่อตระกูลขับลับสายตาไป เหลือเพียงฝุ่นดินที่ตลบอบอวล ภิรมณก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอีก เจ้าหล่อนร้องกรี๊ดกระทืบเท้าเร่าๆ อย่างขัดใจ

เมื่อก่อนหล่อนไม่เคยมีนิสัยแบบนี้ แต่หลังจากคบหากับภาณุเขาตามใจหล่อนราวกับเป็นเจ้าหญิง ทำให้หล่อนพลอยเสียนิสัยและเอาแต่ใจตัวเองมากทีเดียว...และข้อเรียกร้องของหล่อนก็ไม่เคยถูกปฏิเสธ แต่ในเวลานี้ เห็นจะแพ้ทางผู้หญิง หนิมๆ ติ๋มๆ เรียบร้อยอย่างรมย์รวินท์

ยังไงหล่อนก็ต่อให้ไปก้าวหนึ่งก็แล้วกัน เพราะอ่านสายตาแล้วหล่อนเชื่อว่า ต่อตระกูลยังไม่ได้ตัดใจไปจากหล่อน เขาอาจจะโกรธที่หล่อนทิ้งเขาไปในตอนนั้น ชีวิตแต่งงานสี่วันของเขากับรมย์รวินท์ ไม่มีทางจะมาแทนที่ความสัมพันธ์ยาวนานที่เขาให้เธอได้ เธอเชื่อ...และเธอก็จะอยู่ด้วยความเชื่อ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha