เมียคืนแรม ซีรีส์เมียที่(ไม่)รัก เล่ม๑

โดย: เทียนธีรา



ตอนที่ 1 : ผู้หญิงในโลกสีขาว


ตอนต่อไป

“รอด้วยค่ะ รอด้วยค่ะ”

ประตูลิฟต์ของหอพักที่กำลังจะปิดลง ทำให้เจ้าของร่างบางในชุดนักศึกษาร้องบอกคนข้างในให้กดปุ่มหยุดค้างเอาไว้ก่อน พร้อมกับเร่งฝีเท้าของตนจนกลายเป็นเดินแกมวิ่งเพื่อที่คนอื่นๆ จะได้ไม่ต้องรอนาน

“ขอบคุณค่ะ” เสียงอันหวานใสสมตัวที่ปนหอบนิดๆ กล่าวขอบคุณเมื่อคนในนั้นมีน้ำใจกดเปิดรอ ร่างบางขยับไปยืนติดผนังลิฟต์ พลางกระชับสมุดเลกเชอร์และแฟ้มที่เก็บชี้ตอย่างเป็นระเบียบแนบไว้กับอก ขณะเงยหน้าขึ้นมองตัวเลขของลิฟต์ที่เลื่อนมาถึงชั้นห้าในเวลาเพียงไม่ถึงสองนาที

เท้าเล็กๆ ที่รับด้วยรองเท้าหุ้มส้นสีดำก้าวออกจากลิฟต์ตรงไปยังห้องพักของตัวเอง วางกระเป๋า สมุดเลกเชอร์และแฟ้มที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ แล้วถอนหายใจเบาๆ อย่างเกือบจะโล่งอก เพราะพรุ่งนี้ก็เป็นวันสอบปลายภาควันสุดท้ายในเทอมแรกของการเรียนปีสี่แล้ว

ความเคร่งเครียดจากการสอบบวกกับความร้อนอบอ้าวที่ต้องนั่งรถเมล์จากมหาวิทยาลัยกลับมายังหอพัก ทำให้หญิงสาวรีบถอดชุดนักศึกษาแล้วพาตัวเองเข้าไปอาบน้ำจึงค่อยรู้สึกสบายตัวขึ้น

หลังจากตากผ้าขนหนูที่เปียกชุ่มจากการซับน้ำไว้ที่ราวตากผ้าเสร็จ ธรินดาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปยืนหวีผม ทาครีมบำรุงก่อนจะทาทับด้วยแป้งฝุ่นกลิ่นหอมอ่อนๆ ลงบนใบหน้าที่นวลเนียนละเอียดราวกับผิวของเด็กก็ไม่ปาน

ภาพที่สะท้อนออกมาจากกระจกตรงหน้าฟ้องได้ชัดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาชวนมองและรูปร่างดีคนหนึ่ง ทว่าธรินดาก็ไม่คิดจะใส่ใจกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองแต่อย่างใด สิ่งที่เธอสนใจตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการตั้งใจเรียนให้จบ เพื่อไม่ให้คนที่ส่งเสียต้องผิดหวัง ถึงแม้ว่าลักษิกาแม่บุญธรรมของเธอจะร่ำรวยในระดับเศรษฐีนีทางภาคเหนือ หรือที่ใครๆ เรียกว่าแม่เลี้ยง แต่ธรินดาก็อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมาโดยตลอด ด้วยรู้สถานะของตัวเองดีว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกขอมาเลี้ยงเท่านั้น แม่บุญธรรมของเธอส่งเธอเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนเอกชนชื่อดังและค่าเทอมแพงเอาการในเชียงใหม่  ด้วยตระหนักในข้อนี้ดี เธอจึงตั้งใจเรียนและอ่านหนังสืออย่างมุ่งมั่นจนสามารถสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ในที่สุด ซึ่งนั่นทำให้แม่เลี้ยงลักษิกาหรือคนที่เธอเรียกว่าแม่ใหญ่ภูมิใจในตัวเธอมาก 

กริ๊ง...กริ๊ง...

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋าดังขึ้น ธรินดาจึงวางหวีลงแล้วรีบสาวเท้าไปหยิบเอามากดรับสาย เมื่อเห็นว่าคนที่โทร.มาคือแม่ใหญ่ของเธอนั่นเอง

“สวัสดีค่ะแม่ใหญ่” เสียงหวานกรอกผ่านเครื่องมือสื่อสารนั้นไปอย่างนุ่มนวลสมบุคลิก

“พรุ่งนี้สอบวันสุดท้ายแล้วใช่มั้ยหนูเล็ก” แม่เลี้ยงลักษิกาถามกลับมาอย่างคนที่รู้ความเคลื่อนไหวของลูกสาวบุญธรรมเป็นอย่างดี เพราะโทร.มาไถ่ถามอยู่แทบจะทุกวัน

“ใช่ค่ะแม่ใหญ่ สอบเสร็จเล็กก็ปิดเทอมเลย”

“งั้นสอบเสร็จหนูเล็กกลับบ้านเราเลยนะลูก เดี๋ยวแม่ใหญ่จะจองตั๋วเครื่องบินไว้ให้”

“เล็กนั่งรถไฟกลับก็ได้นะคะแม่ใหญ่ ค่าเครื่องบินแพงออกค่ะ สิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ”

ธรินดาบอกอย่างเกรงใจ แม้แม่ใหญ่ของเธอจะรวยมาก แต่เธอก็ไม่อยากจะรบกวนท่าน แค่ที่ท่านให้ความเมตตาชุบเลี้ยงและส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ เธอก็ไม่รู้จะตอบแทนพระคุณท่านหมดอย่างไรแล้ว

“เปลืองอะไรกัน มันต่างกันไม่กี่บาทหรอกหนูเล็ก แม่อยากให้หนูเล็กกลับมาถึงบ้านไวๆ หนูเล็กจะได้ไม่เหนื่อย อีกอย่างตอนนี้คุณปรัชญ์ของหนูเล็กก็กลับมาแล้วเหมือนกัน

ชื่อนั้นทำให้ธรินดาเงียบไปหลายอึดใจ แม่ใหญ่พูดผิดถนัดเลยละ เพราะ คุณปรัชญ์ ไม่ใช่ของหนูเล็ก เธอหรือจะกล้าคิดว่าเขาเป็นคุณปรัชญ์ของเธอ เธอเป็นแค่ลูกสาวบุญธรรมที่แม่เลี้ยงลักษิกาขอมาเลี้ยงจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าหลังจากที่ผู้เป็นสามีซึ่งเป็นนายทหารระดับนายพลเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

ตอนเข้ามาอยู่ที่คุ้มลักษิกาใหม่ๆ เธออายุได้ห้าขวบแล้ว จึงรู้ดีว่าปรัชญ์และปราณต์ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของตน เธอไม่สนิททั้งกับปรัชญ์และปราณต์ เพราะรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร แถมการเรียกขานชื่อของทั้งคู่ก็เรียกไม่เหมือนกัน เธอเรียกคนหนึ่งว่า คุณเรียกอีกคนว่า พี่ตามที่ทั้งสองอยากให้เรียก

คุณปรัชญ์ ตรงข้ามกับ พี่ปราณต์ ทุกอย่าง เรียกว่าสีดำกับสีขาวเลยก็ได้ พี่ปราณต์เป็นพี่ชายคนโต มีบุคลิกที่อบอุ่น เป็นกันเอง พูดจาสุภาพอ่อนโยน แต่งตัวเนี้ยบ สะอาดสะอ้าน ดูเป็นมิตร และไม่ถือตัว ในขณะที่ปรัชญ์นั้นเป็นผู้ชายแบบเซอร์ๆ ไว้ผมยาว มีนิสัยมุทะลุ กินเหล้า สูบบุหรี่ เจ้าชู้ พูดจาหยาบกระด้าง ชอบงัดข้อกับแม่เป็นประจำ โดยล่าสุดก่อนไปเรียนต่อเขาก็ไปสักที่ต้นแขนด้านซ้าย ทั้งๆ ที่แม่ใหญ่ห้ามเอาไว้แล้วแท้ๆ ถ้าจะมีสิ่งเดียวที่เธอเห็นว่าเป็นความอ่อนโยนซึ่งหาได้ในตัวเขานั่นก็คงมีเพียง แพขนตาอันดกดำงอนยาวน่ามองเสียจนผู้หญิงยังต้องอิจฉาเท่านั้น

ตอนเธอเริ่มเรียนชั้นมัธยม คนที่อยู่ในฐานะพี่ชายต่างก็เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ทั้งสองเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกับที่เธอเรียนอยู่ตอนนี้ เรียกได้ว่าเธอเป็นศิษย์รุ่นน้องก็ไม่ผิด แต่ทั้งสองจบไปก่อนหลายปี โดยปราณต์เรียนแพทย์ ส่วนปรัชญ์เรียนวิศวะ ในยามที่ปรัชญ์กลับมาเยี่ยมบ้าน เขามักจะพูดจาค่อนแขวะอย่างไม่รักษาน้ำใจเธอเสมอว่า เธอทำตัวไม่สมวัยซึ่งให้เขารู้สึกรำคาญสายตาเป็นอย่างมาก บางครั้งก็ว่าเธอทำหน้านิ่งไร้อารมณ์เหมือนพวกรูปปั้นในวิหาร บางครั้งก็ว่าเป็นนางซินที่ชอบขลุกอยู่ในครัว เป็นนางเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ชอบเดินชมนกชมไม้อยู่ในสวนดอกไม้บ้าง หนักๆ เข้าก็บอกว่าเธอเป็นนางชีและไล่ให้ไปบวชในวัดเสียให้รู้แล้วรู้รอดเลย ซึ่งเธอก็ได้แต่อดทนให้เขาค่อนแขวะอย่างสบายใจและไม่เคยคิดจะต่อล้อต่อเถียงด้วยสักครั้ง

หลังจากเรียนจบ ปราณต์บรรจุเข้าเป็นหมอที่โรงพยาบาลในจังหวัด ส่วนปรัชญ์ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วอยู่ทำงานที่นั่นเสียหลายปี แทบจะไม่กลับมาบ้าน จนธรินดาคิดว่าเขาอาจจะแต่งงานและตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเลย ดังนั้นเมื่อได้ยินจากแม่ใหญ่ว่าปรัชญ์กลับมาแล้ว เธอจึงแปลกใจไม่น้อย

 

เย็นวันต่อมาหลังจากสอบเสร็จในช่วงบ่าย ธรินดาก็นั่งแท็กซี่ไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ตามคำสั่งของผู้เป็นแม่บุญธรรม

ทันทีที่เครื่องบินภายในประเทศร่อนลงจอดอย่างราบรื่นในเวลาเกือบจะสี่โมงเย็น ร่างบางลุกจากที่นั่งเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆ สะพายกระเป๋าใบเดียวตรงเข้ามายังอาคารผู้โดยสารเลย  ธรินดาไม่ได้เอาสัมภาระอะไรมาด้วย เพราะที่บ้านมีของใช้ส่วนตัวครบครันอยู่แล้ว และเข้ามาในอาการผู้โดยสารแล้วก็พบว่าคนที่มายืนรอรับตนอยู่ที่นั่นคือแม่ใหญ่ของเธอกับอินแปงคนขับรถของแม่ใหญ่นั่นเอง

          ร่างบางโผเข้าไปหาอ้อมกอดของคนที่กางแขนรอรับ แม่เลี้ยงลักษิกาหอมแก้มลูกสาวทั้งแก้มซ้ายและแก้มขวาอย่างคิดถึง จากนั้นธรินดาจึงผละจากอ้อมกอดของแม่บุญธรรมตัวเอง แล้วค่อยยกมือขึ้นไหว้อินแปงอย่างที่เคยทำทุกครั้งที่ชายวัยกลางคนมารอรับ

          “สวัสดีค่ะลุงอินแปง”

          “สวัสดีครับคุณหนูเล็ก” คนขับรถวัยห้าสิบยกมือขึ้นรับไหว้ พร้อมกับยิ้มให้อย่างอบอุ่นและเอ็นดู เพราะธรินดามักจะไหว้แกเช่นนี้เสมอแม้ว่าหญิงสาวจะอยู่ในฐานะของลูกสาวแม่เลี้ยงลักษิกาซึ่งเป็นเจ้านายก็ตาม

“ลุงอินแปงสบายดีนะคะ”

“ก็สบายดีตามประสาคนแก่ละครับคุณหนู มีเจ็บออดๆ แอดๆ บ้าง ดีว่าอยู่ใกล้หมออย่างคุณปราณต์ก็เลยไม่ลำบากเท่าไหร่”

หลังจากไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันพอสมควรทั้งกับแม่บุญธรรมและคนขับรถ ธรินดาก็ถูกเดินนำไปยังรถคันหรูที่มาจอดรอรับ จากนั้นอินแปงจึงออกรถอย่างนุ่มนวล และพาหญิงทั้งสองที่นั่งอยู่เบาะหลังมุ่งหน้ากลับบ้าน

ธรินดามองความงามโดดเด่นของบ้านสไตล์ล้านนาเก่าแก่อย่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ห้าขวบ ที่แห่งนี้ถูกคนในละแวกนั้นเรียกว่า คุ้มเจ้าของบ้านสืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเกือบร้อยปี คุ้มเจ้าแห่งนี้ถูกปรับปรุงและปฏิรูปให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมอันสุดประณีตแบบท้องถิ่นดั้งเดิมจนคนที่ผ่านไปผ่านมาสะดุดตาอยู่เสมอ รอบๆ คุ้มปลูกต้นลีลาวดีสีขาวที่ตอนนี้ออกดอกบานสะพรั่ง แต่ด้านหลังที่เป็นที่ดินแปลงใหญ่ติดกับเนินเขาปลูกดอกกุหลาบเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งธรินดาเดาว่ามันคงจะแข่งกันออกดอกและเบ่งบานเช่นเดียวกับดอกลีลาวดีเพราะได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนกัน

ปภพสามีของแม่เลี้ยงลักษิกาเป็นนายทหารระดับนายพล ส่วนแม่เลี้ยงลักษิกาเป็นเจ้าของโรงแรม รีสอร์ต และโครงการหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ กิจการทั้งหมดนี้ได้ปภพคอยช่วยดูแลและแบ่งเบาภาระอยู่บ้าง แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก กิจการทั้งหมดก็อยู่ในความดูแลของแม่เลี้ยงลักษิกาคนเดียวมาตลอด และคนที่แม่เลี้ยงลักษิกาหวังให้สืบทอดกิจการก็คือปรัชญ์ลูกชายคนเล็ก เพราะปราณต์นั้นเลือกอาชีพหมอซึ่งคงไม่มีเวลามาดูแลกิจการพวกนี้ ดังนั้นนางจึงทั้งบังคับและขู่เข็ญให้ปรัชญ์กลับจากต่างประเทศมาช่วยงาน แต่กว่าเขาจะยอมกลับมาก็ใช้เวลาหลายปีทีเดียว

บ้านยังคงเงียบเชียบตอนที่ธรินดาลงจากรถ ปราณต์คงยังไม่กลับจากโรงพยาบาล ส่วนปรัชญ์เธอไม่ทราบว่าไปไหน เพราะแม่ใหญ่บอกว่าตั้งแต่กลับมาจากเมืองนอก เขาก็มักกลับบ้านดึกตลอดหรือบางวันก็ไม่กลับเลย

หญิงสาวขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เปิดประตูหลังห้องแล้วออกไปยืนที่ระเบียงด้านนอกซึ่งเปิดโล่ง เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศอันแสนรื่นรมย์และมองเห็นแปลงกุหลาบที่แยกแปลงไว้ตามสีของมัน ไกลออกไปเป็นวิวอันสวยงามของดอยสุเทพที่ตอนนี้ปกคลุมด้วยสีชมพูอ่อนของดอกพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งคล้ายดอกซากุระ  

 

          ที่โต๊ะอาหารเย็นของคุ้มลักษิกาวันนี้มีสมาชิกนั่งล้อมโต๊ะอยู่สามคน ธรินดาเพิ่งจะได้เจอปราณต์เป็นครั้งแรกหลังจากกลับมาถึงบ้าน ซึ่งตอนนี้พี่ชายคนโตอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดทำงานเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว

          “สวัสดีค่ะพี่ปราณต์”

มือเล็กยกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม เรียวปากสีชมพูหยักสวยได้รูปที่น้อยครั้งจะยิ้มคลี่แย้มบางๆ ให้กับคนที่ตัวเองไหว้ เพราะถึงแม้จะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากนักแต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเขาเอ็นดูเธอเสมอมา

“กลับมาถึงนานหรือยังหนูเล็ก”

“ถึงก่อนหน้าพี่ปราณต์ประมาณชั่วโมงหนึ่งค่ะ”

“เป็นไงเทอมหน้าก็จบแล้วใช่มั้ย” ปราณต์ถามถึงเรื่องการเรียนของน้องสาวบุญธรรม ขณะที่บัวคำซึ่งเป็นแม่บ้านที่ดูแลโต๊ะอาหารเริ่มทยอยตักข้าวสวยใส่จานให้กับเจ้านาย

“ใช่ค่ะพี่ปราณต์” เสียงหวานตอบสั้นๆ แม่เลี้ยงลักษิกาจึงตอบขยายความให้ต่ออีก

“ไม่ใช่แค่จบอย่างเดียวนะตาปราณต์ แต่ยังจะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหมือนปราณต์ด้วย” ลักษิกาบอกอย่างภูมิใจในตัวเด็กสาวที่ตนเลี้ยงมากับมือ เพราะตั้งแต่เด็กจนโตธรินดาเป็นเด็กดีและว่าง่ายมาตลอด ไม่เคยทำให้แม่บุญธรรมอย่างนางผิดหวังเลยสักครั้ง

“น้องผมก็ต้องเก่งเหมือนผมสิครับแม่” ปราณต์บอกยิ้มๆ ขณะมองน้องสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามตัวเองด้วยสายตาที่อ่อนโยน

“ไม่จริงหรอก ดูอย่างตาปรัชญ์นั่นสิ  จบปริญญาตรีมาแบบเกรดสองนิดๆ แม่ละลุ้นใจหายใจคว่ำ กลัวจะถูกรีไทร์เอาเสียก่อน” ผู้เป็นแม่บ่นไปถึงลูกชายคนเล็กที่ตอนนี้ยังอยู่ข้างนอก และยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาบ้านแต่อย่างใด และอย่าหวังว่าจะตามเขากลับได้ หากเขาไม่พอใจจะกลับไม่ว่าใครก็บังคับไม่ได้ และคนอย่างปรัชญ์พอถูกบังคับมากๆ เข้าก็มักจะต่อต้านและทำสิ่งตรงข้ามในที่สุด ด้วยรู้ข้อนี้ดีแม่เลี้ยงลักษิกาจึงไม่กล้าเคี่ยวเข็ญอะไรกับปรัชญ์มากนัก อีกทั้งตอนนี้ลูกชายก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

“ปรัชญ์ก็เก่งเหมือนกันละครับแม่ ไม่งั้นจะต่อโทจนจบและได้ทำงานในบริษัทชื่อดังของอเมริกาเหรอครับ เพียงแต่ตอนเรียนปรัชญ์ไม่เอาจริงเท่านั้นเอง แล้วนี่แม่ไม่ได้โทร.บอกปรัชญ์เหรอครับว่าหนูเล็กจะกลับมาวันนี้ ทำไมปรัชญ์ถึงยังไม่กลับบ้าน หรือว่าที่ไซต์งานยุ่ง”

“โทร.สิตาปราณต์ โทร.แต่เช้าแล้วรอบหนึ่ง เมื่อกี้ก็โทร.ไปย้ำอีกรอบ พูดไม่กี่คำก็ตัดสายแม่ทิ้ง ถามว่าอยู่ไหนก็ไม่บอก แต่ไม่ได้อยู่ที่ไซต์งานหรอก เพราะแม่โทร.เช็กกับหัวหน้าคนงานแล้ว เฮ้อ...ถ้าไม่อยู่กับผู้หญิงคนไหนสักคนก็คงอยู่บ้านตาตะวันนั่นละ ช่างเถอะอย่าไปสนใจเลยนะหนูเล็ก พ่อคนนี้ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” แม่เลี้ยงลักษิกาหันไปทางลูกสาวบุญธรรมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ตน ธรินดาได้แต่เพียงยิ้มบางๆ เพราะไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่าปรัชญ์จะต้องให้ความสำคัญกับการไปการมาของเธอ ตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็เป็นแบบนี้ ไม่เคยแสดงออกสักครั้งว่าเอ็นดูเธอ หนำซ้ำยังทำท่ารำคาญและตวาดใส่เวลาที่เธอพยายามจะเข้าไปทำดีด้วย เธอจึงไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้เขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ขณะเดียวกันตอนนี้คนที่ถูกพูดถึงกำลังนั่งดื่มอยู่กับเพื่อนสนิทที่บ้านของเขา ตะวันหรือรังสิมันต์เป็นทั้งญาติและเพื่อนที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก รังสิมันต์เพิ่งจะแต่งงานไปเมื่อสี่เดือนก่อนและก็เกิดเรื่องร้ายเกิดขึ้น เพราะภรรยาของรังสิมันต์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ รังสิมันต์จึงอยู่ในภาวะของคนซึมเศร้าและโมโหร้าย ซึ่งคนที่คอยรองรับอารมณ์อันน่ากลัวของรังสิมันต์ตอนนี้ก็คือจันทริกาน้องเมียของรังสิมันต์นั่นเอง

ปรัชญ์ลุกไปรับโทรศัพท์ไม่ถึงห้านาทีก็กลับมานั่งลงที่เดิม และรังสิมันต์ก็พอจะเดาได้ว่าคนที่โทร.มาเป็นใคร เมื่อเห็นปรัชญ์มีสีหน้าเซ็งๆ ตอนที่เดินกลับมานั่ง

“ป้าลักษณ์โทร.มาเหรอ”

“อือโทร.มาตามให้กลับไปกินข้าวที่บ้าน เมื่อเช้าก็โทร.ทีหนึ่งแล้ว นี่ก็โทร.มาอีก เห็นบอกว่าวันนี้ลูกสาวคนเล็กจะกลับมา อยากให้ฉันกลับไปกินข้าวเย็นด้วย” ปรัชญ์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากสีหน้า

“แล้วทำไมแกไม่กลับ ป้าคงอยากให้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา”

“ไม่ละ ขาดฉันสักคนคงไม่ถึงกับกลืนข้าวกันไม่ลงละมั้ง”

“ไอ้บ้า! แกนี่มันก็ปากเสียไม่เลิกจริงๆ แขวะได้ไม่เว้นแม้กระทั่งกับแม่ตัวเอง” รังสิมันต์ส่ายหัวนิดๆ กับพฤติกรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนของปรัชญ์ในเรื่องชอบงัดข้อกับผู้ป็นแม่ แต่เขาก็ชินกับนิสัยแบบนี้ของเพื่อนสนิทเสียแล้ว เพราะปรัชญ์เป็นคนไม่ยอมคนและไม่ชอบกฎเกณฑ์ใดๆ มาตั้งแต่เด็ก จึงมักมีเรื่องชกต่อยและถูกเชิญผู้ปกครองไปที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำ บางทีก็พ่วงเขาไปด้วย

“ทำไงได้ ขัดใจใครก็ไม่สนุกเท่ากับขัดใจแม่เลี้ยงลักษิกานี่หว่า”

“แกมันไอ้โรคจิต ชอบแกล้งแม่ตัวเอง”

“แล้วแกล่ะ ทำใจได้หรือยังเรื่องเมียแก”

สีหน้าและแววตาของรังสิมันต์เคร่งขรึมลงไปทันทีเมื่อถูกถามเช่นนั้น มือจับแก้วเหล้าสาดลงคอ ก่อนจะเค้นเสียงต่ำลอดไรฟันออกมาด้วยไฟแค้นที่ยังสุมอก ไม่ว่าเวลาจะค่อยๆ ผ่านไปวันแล้ววันเล่าก็ตาม เขาก็ไม่มีวันลืมเหตุการณ์ร้ายๆ ในวันนั้นได้ง่ายๆ

“ไม่มีทางหรอกปรัชญ์ ฉันไม่ได้เสียแค่เมียแต่ยังเสียลูกด้วย และคนที่ทำให้ฉันสูญเสียก็ต้องเจ็บแบบตายทั้งเป็นพอกัน”

“แกใจเย็นๆ นะ เวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง”

มือใหญ่แข็งแรงของปรัชญ์ตบลงบนบ่าของรังสิมันต์เบาๆ เป็นการปลอบใจที่ทำได้ดีที่สุดในเวลานั้น เขาเองก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียเช่นกัน ตอนที่พ่อเขาจากไปด้วยอุบัติเหตุเขาก็แทบจะคลั่ง เพราะพ่อคือคนที่เขารักมากที่สุด ในขณะที่กับแม่นั้นเขาไม่ค่อยจะลงรอยด้วยสักเท่าไหร่ เพราะแม่ชอบขีดเส้นให้เขาเดิน และเขาก็ต่อต้านด้วยการเดินออกจากเส้นที่แม่ขีดไว้ให้เสมอ

 

การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงบวกกับการต้องทำรายงานและทบทวนตำราเรียน ทำให้ธรินดานอนดึกเกือบเที่ยงคืนเป็นประจำ ดังนั้นพอกลับมาอยู่บ้านในวันแรกร่างกายจึงยังปรับตัวไม่ได้ เธอเลยต้องพาตัวเองออกมาเดินเล่นในสวนที่จัดตกแต่งได้อย่างสวยงามและกลมกลืนกับธรรมชาติที่อยู่ติดกับตัวบ้านเช่นนี้

แสงไฟนวลตาที่ลอดผ่านโคมสีขาวซึ่งตั้งประดับประดาอยู่ในสวนหย่อม ทำให้บรรยากาศในยามค่ำคืนของคุ้มลักษิกางดงามไม่น้อยไปกว่าตอนกลางวันแต่อย่างใด เท้าเล็กๆ ก้าวย่างไปตามพื้นหญ้าสีเขียวสุดนุ่มเท้า มือทั้งสองไพล่ประสานกันอยู่ด้านหลัง ตามองไปยังดอกลีลาวดีสีขาวที่ตอนนี้กำลังบานสะพรั่งเต็มต้น และส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาพร้อมกับดอกแก้วที่ปลูกอยู่ตามมุมต่างๆ ของสวน ทำให้ยิ่งอยากดื่มด่ำกับความสวยเย็นตาเย็นใจของธรรมชาตินั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าความรื่นรมย์ของอารมณ์ที่กำลังทอดไปนั้นก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเข้ามาพร้อมกับแสงไฟสว่างจ้าจากหน้ารถที่สาดเข้ามาปะทะยังเธอเต็มๆ ทำให้ร่างบางซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ต้องยกมือเล็กขึ้นป้องสายตาจากแสงอันเจิดจ้า ซึ่งมีผลกระทบทำให้ตาถึงกับพร่ามัวไปชั่วขณะ

รถคันนั้นจอดยังลานหน้าบ้าน ก่อนที่คนขับจะเปิดประตูลงมา ตาที่ยังพร่ามัวอยู่นิดๆ เพ่งมองไปยังคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถ และเมื่อเห็นว่าคนคนนั้นเป็นใคร เธอก็รีบขยับไปหลบฉากที่หลังพุ่มกระดุมทองอย่างตกใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ไวเท่ากับสายตาของเขา ร่างสูงสาวเท้ายาวๆ ตามมาทันทีพร้อมกับเอ่ยเสียงดุๆ ขึ้น

“นั่นใคร มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนั้น”

“...”

เงียบไม่มีเสียงตอบใดๆ ธรินดายอมรับว่าตอนนี้หัวใจเต้นแรงโครมครามไปหมดเพราะกลัวเสียงดุๆ นั้นจนไม่กล้าตอบ อีกทั้งไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะได้เจอปรัชญ์ในเวลานี้

“ฉันถามว่าใคร ออกมาซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปลากตัวออกมาเอง”

ปรัชญ์ไม่แค่ขู่แต่ยังขยับเข้าไปใกล้หลังพุ่มไม้เล็กๆ ที่ร่างบางหลบซ่อนอยู่ ทำให้ธรินดาต้องค่อยๆ ขยับตัวออกมาจากที่กำบังของตัวเองและเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีก

“สวัสดีค่ะคุณปรัชญ์”

มือเล็กยกขึ้นไหว้พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ขณะมองคนที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าอย่างเผลอสำรวจโดยไม่รู้ตัว

ไม่ได้เจอกันหลายปี ปรัชญ์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก หุ่นที่เคยเก้งก้างสมัยวัยรุ่นตอนนี้บึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้าม โดยเฉพาะช่วงหน้าอกและลำขาของเขา แม้จะซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเธอก็เห็นความเป็นผู้ชายหุ่นดีเหล่านั้นโดดเด่นออกมา ผมหยักศกนิดๆ ที่เจ้าตัวปล่อยให้ยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง  ใบหน้าที่คมคร้ามสะอาดสะอ้านกลับเต็มไปด้วยไรหนวดไรเครา ทำให้เขาดูเซอร์แต่หล่อเข้มมากกว่าเดิม ทว่าไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่สไตล์การแต่งตัวของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าใดนัก ปรัชญ์ยังคงใส่เสื้อยืดแม้จะตัวค่อนข้างใหญ่แต่ก็เห็นซิกซ์แพ็กที่อวดตัวอยู่ใต้เสื้อตัวนั้น ช่วงล่างเป็นกางเกงยีนสีซีด รองเท้าผ้าใบเก่าๆ แต่เป็นยี่ห้อแบรนด์เนมราคาแพง และแม้ว่าเขาจะอยู่ในมาดเซอร์ๆ และแต่งตัวธรรมดาๆ เช่นนี้ ธรินดาก็รู้ดีว่าปรัชญ์ต้องมีผู้หญิงมาติดพันเป็นสิบเป็นร้อยเหมือนเดิมอย่างแน่นอน 

“อ้อ...นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลูกสาวคนโปรดของแม่เลี้ยงลักษิกานี่เอง ฉันอุตส่าห์กลับมาซะดึกนึกว่าจะไม่ได้เจอ ก็ยังต้องมาเจอหน้าจืดๆ น่าเบื่อๆ ของเธอจนได้”

น้ำเสียงของปรัชญ์ฟังดูระรานและไม่เป็นมิตรเช่นเคย แถมยังทำเหมือนกับหงุดหงิดที่เจอหน้าเธอ ธรินดาจึงก้มหน้าและขยับตัวเพื่อกลับเข้าบ้าน เขาจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าเธอให้ต้องหงุดหงิดไปมากกว่านั้น

“นั่นเธอจะไปไหน” เสียงดุๆ ดังขึ้นทันทีที่ธรินดาจะเดินผ่านหน้าเขาไป

“เล็กจะเข้าบ้านค่ะ”

“แล้วไม่คิดจะบอกกล่าวกันก่อนเหรอ หรือว่าไม่เห็นว่าฉันยืนหัวโด่อยู่นี่ ถึงคิดจะเดินหนีก็เดินไปดื้อๆ”

“เปล่านี่ค่ะ เมื่อกี้คุณปรัชญ์บอกว่าไม่อยากเห็นหน้าจืดๆ ของเล็ก เล็กก็เลยจะรีบไปให้พ้นๆ หน้า คุณปรัชญ์จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าเล็ก”

“นี่เธอประชดฉันเหรอธรินดา ไม่เจอกันตั้งนาน ดูเหมือนจะปากเก่งขึ้นนะ”

“เล็กเปล่านะคะ เล็กก็แค่ไม่อยากอยู่ให้คุณปรัชญ์รำคาญ” ธรินดารีบแก้ความเข้าใจผิดของเขาเสียใหม่ แต่ปรัชญ์ก็คือปรัชญ์ที่ไม่ค่อยจะมีเหตุผลกับเธอเสมอ ลองให้เขาอยากหาเรื่อง ยังไงเธอก็ไม่มีทางหนีพ้น

“ถ้าไม่อยากให้ฉันรำคาญแล้วลงมาเดินดึกๆ ดื่นๆ ทำไมป่านนี้ หรือว่าเธอลงมาดักรอฉัน”

“หลงตัวเอง ทำไมเล็กจะต้องมาดักรอคุณปรัชญ์ด้วยคะ” ธรินดาเผลอตอบโต้ไปด้วยเสียงห้วน เมื่อถูกกล่าวหาจากคนหลงตัวเองและไร้เหตุผลเช่นนั้น

“เธออาจจะคิดถึงฉันมั้ง ไม่ได้เจอกันเสียหลายปีนี่ เลยอยากมาดูว่าฉันหล่อขึ้นแค่ไหน”

“เล็กไม่ได้อยากเห็น และเล็กก็ไม่ได้คิดถึงคุณปรัชญ์ด้วย”

“สาบานสิว่าเธอไม่เคยคิดถึงฉันแม้แต่นิด” ปรัชญ์ท้าแถมยังขยับเข้ามาใกล้ ถือวิสาสะยื่นมือมาจับคางมน และบีบบังคับให้เธอเงยขึ้นสบตากับเขาพร้อมกับจ้องหน้าเนียนใสนั้นเขม็งอย่างคนต้องการจับผิด

“ปล่อยค่ะคุณปรัชญ์เล็กเจ็บ คุณปรัชญ์กำลังรังแกเล็กนะคะ” เสียงหวานร้องอุทธรณ์เพราะแรงมือของเขาทำให้เธอเจ็บร้าวไปหมด

“ฉันรังแกเธอแล้วไง เธอจะร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่ใหญ่ของเธอว่าถูกฉันรังแกเหรอ” ปรัชญ์ถามเยาะๆ เหมือนกับสนุกนักหนาที่ได้กลั่นแกล้งเธอให้เดือดร้อนใจเล่นแบบนั้น

“เล็กไม่ใช่เด็กขี้ฟ้อง”

“ใช่เธอไม่เด็กแล้ว โตเป็นสาวเต็มตัวแล้วนี่” ปรัชญ์กวาดสายตามองไปทั่วร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เกรงใจ

“เล็กขอร้องละค่ะคุณปรัชญ์ ปล่อยเล็กเถอะนะคะ เล็กจะได้เข้าบ้าน” เสียงหวานเอ่ยขอร้องอีกครั้ง เพราะอยากหนีให้พ้นหน้าคนดิบเถื่อนไวๆ ธรินดารู้ว่ายิ่งปะทะกับปรัญช์นานเท่าไหร่คนที่เสียเปรียบก็คือเธอ

“สาบานกับฉันมาก่อนสิ แล้วฉันจะปล่อยเธอ”

“จะให้เล็กสาบานว่าอะไร”

“ก็สาบานว่าตั้งแต่ที่ฉันไปอยู่เมืองนอก เธอไม่เคยคิดถึงฉันเลยสักครั้ง”

“ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณปรัชญ์อยากให้เล็กสาบานเล็กก็จะสาบาน”

“ว่าไปสิ ฉันรอฟังอยู่” เขาออกคำสั่งโดยที่มือแข็งแรงนั้นยังบีบกระชับอยู่ที่ปลายคางเล็กของเธอไม่ยอมคลาย เช่นเดียวกับสายตาที่จ้องอย่างดุดัน

“เล็กขอสาบานว่าเล็กไม่เคยคิดถึงคุณปรัชญ์เลย”

“แล้วถ้าคำสาบานของเธอไม่จริงล่ะ”

“ถ้าไม่จริงขอให้เล็กเป็นอะไรก็ได้”

“ถ้าไม่จริงขอให้เธอตกเป็นเมียฉันภายในสามวันเจ็ดวัน”

ปรัชญ์เป็นคนตั้งเงื่อนไขคำสาบานของธรินดาให้เอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขอันสุดหยาบคายจนทำให้ธรินดาต้องอุทานออกมา

“คุณปรัชญ์!

“ทำไม...กลัวเหรอ หรือว่าสาบานแล้วกลัวคำสาบานจะย้อนเล่นงานตัวเอง”

“เล็กไม่กลัวหรอกค่ะ”

“ก็ดี งั้นเรามารอดูกัน สามวันเจ็ดวันไม่นานเกินรอหรอกจริงมั้ย”

คิ้วเข้มเลิกขึ้น เรียวปากหยักลึกได้รูปยิ้มอย่างเย้ยหยันนิดๆ อย่างคนที่ได้เปรียบทุกทาง ทำให้ธรินดานึกเคืองขุ่นจึงปัดมือเขาออกจากปลายคางตัวเอง ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งเข้าบ้าน โดยมีเสียงหัวเราะของปรัชญ์ดังตามหลังมา

 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha