เมียคืนแรม ซีรีส์เมียที่(ไม่)รัก เล่ม๑

โดย: เทียนธีรา



ตอนที่ 2 : ทวงคำสาบาน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่ธรินดากลับมาอยู่บ้านในช่วงการปิดเทอม แต่กลับเป็นวันแรกที่ลูกชายคนเล็กของแม่เลี้ยงลักษิกายอมกลับบ้านมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับครอบครัว คนซึ่งเป็นใหญ่ที่สุดในบ้านพอใจจนยิ้มแก้มแทบปริ แม้ว่ากว่าจะตามปรัชญ์ให้กลับบ้านได้จะเหนื่อยในการโทร.จิกอยู่หลายครั้งหลายคราก็ตาม

“คลินิกทำไปถึงไหนแล้วตาปราณต์” แม่เลี้ยงลักษิกาซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะหันไปถามลูกชายคนโตที่นั่งอยู่ด้านขวามือของตน โดยปรัชญ์นั่งอยู่ถัดจากพี่ชาย ส่วนธรินดานั่งทานอาหารเงียบๆ อยู่ด้านซ้าย

“เกือบเสร็จแล้วครับแม่ เดือนหน้าก็น่าจะเปิดได้”

“จะไม่เหนื่อยเกินไปเหรอลูก ไหนจะต้องทำงานที่โรงพยาบาล ไหนจะต้องมาดูแลคลินิกอีก ตรวจโอพีดีอยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอ”

“อีกสองเดือนผมก็ไม่ต้องตรวจโอพีดีแล้วละครับ ตอนนี้มีหมอมาบรรจุใหม่หลายคน ทางโรงพยาบาลจะให้หมอใหม่ตรวจโอพีดีแทน ส่วนผมก็ตรวจคนไข้ใน น่าจะพอมีเวลาดูคลินิกครับ แต่คงไม่ได้ทำคนเดียว คงหาผู้ช่วย ไม่งั้นก็ไม่ไหวเหมือนกัน”

“ความจริงไม่เห็นต้องทำให้เหนื่อยเลย ทำงานที่โรงพยาบาลอย่างเดียวก็พอ เย็นก็กลับมาพักผ่อน เงินทองบ้านเราก็พอมีไม่ได้เดือดร้อนอะไร ทำไมไม่เอาเวลามาพักผ่อน” แม่เลี้ยงลักษิกาไม่ค่อยจะเห็นด้วยในเรื่องที่ลูกชายจะเปิดคลินิกเท่าใดนัก เพราะลำพังงานหมอในช่วงกลางวันก็หนักพอแล้ว

“ผมไม่ได้ทำเพื่อเงินหรอกครับแม่ ที่เปิดก็เพราะสงสารคนไข้ส่วนหนึ่งที่ต้องไปนั่งรอที่โรงพยาบาล บางคนรอเป็นครึ่งค่อนวันกว่าจะได้ตรวจ แม่ก็รู้ว่าโรงพยาบาลคนเยอะแค่ไหน”

“แล้วเรื่องค่ารักษาล่ะ ปราณต์จะเก็บยังไง”

“เก็บไม่แพงหรอกครับ ก็อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้คิดจะเปิดคลินิกเพื่อเงิน อยากช่วยเหลือคนไข้ที่พอจะช่วยได้ตามกำลังตัวเองมากกว่า”

ธรินดาซึ่งนั่งฟังการสนทนาระหว่างพี่ชายคนโตกับแม่บุญธรรมของตัวเองอยู่เงียบๆ ยิ่งนึกชื่นชมต่อความเป็นคนดีและมีน้ำใจอันน่ายกย่องของปราณต์ สมแล้วที่เขาเลือกเรียนหมอ เพราะหลังจากจบมาก็คิดแต่จะช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วยด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออาทรจริงๆ

เอาเถอะ แม่ก็แค่เป็นห่วง แต่ถ้าปราณต์ทำแล้วสบายใจแม่ก็คงไม่ห้าม แล้วแต่ปราณต์ก็แล้วกัน” แม่เลี้ยงลักษิกาไม่คิดจะคัดค้านอีกเมื่อลูกชายยืนยันเช่นนั้น “แล้วปรัชญ์ล่ะ เรื่องหมั้นกับหนูนัสรินจะว่ายังไง ปรัชญ์ผลัดแม่มานานแล้วนะ

เสร็จจากเรื่องของลูกชายคนโต คนเป็นแม่ก็หันไปถามลูกชายคนเล็กบ้าง เพราะเขาผลัดวันประกันพรุ่งในเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว ความจริงแม่เลี้ยงลักษิกาอยากให้ปรัชญ์หมั้นกับนัสรินซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนสามีผู้ล่วงลับตั้งแต่ก่อนเขาจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาเสียอีก แต่ปรัญช์ก็ปฏิเสธและหนีไปเรียนเอาเสียดื้อๆ ทว่าแม่เลี้ยงลักษิกาก็ยังคิดที่จะไม่เลิกล้มความตั้งใจของตนเองง่ายๆ เหมือนกัน 

คำถามของแม่บุญธรรมทำให้ธรินดาหันไปมองทางปรัชญ์อย่างเผลอตัว และลุ้นว่าเขาจะออกอาการโวยวายเหมือนเช่นทุกครั้งที่ถูกแม่ถามเรื่องนี้หรือเปล่า ปรัชญ์เองก็เหมือนจะมองมาทางเธอแวบหนึ่งเช่นกัน ทำให้ธรินดาต้องรีบก้มหน้างุดเพื่อหลบตาคมดุคู่นั้น ก่อนที่ชั่วอึดใจต่อมาปรัชญ์จะตอบคำถามของแม่ใหญ่ในแบบที่ทุกคนคาดไม่ถึง

“แม่ยังไม่เลิกคิดจะจับผมคลุมถุงชนอีกเหรอครับ”

“ไม่เลิกหรอก เรื่องอื่นแม่ยอมปรัชญ์หมด แต่เรื่องนี้ปรัชญ์ต้องยอมแม่” แม่เลี้ยงลักษิกายืนกรานความตั้งใจของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว คิดว่ายังไงเสียก็จะรบกับลูกชายคนเล็กอีกสักยก ถ้าขืนเขายังไม่ยอมตามใจตนในเรื่องนี้

งั้นจะทำยังไงก็แล้วแต่แม่เลี้ยงเถอะครับ

แสดงว่าปรัชญ์ยอมหมั้นกับหนูนัสแล้วใช่ไหม

ครับ ปรัชญ์ตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับสีหน้าและแววตา จนไม่มีใครเดาได้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์เช่นใด หากแต่ก็นำมาซึ่งความพอใจของคนเป็นแม่เป็นอย่างยิ่ง

นี่แม่ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหมตาปราณต์” แม่เลี้ยงลักษิกาหันไป ถามลูกชายคนโตเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “โอ๊ย...แม่ดีใจจนไม่รู้จะพูดว่าอะไรดีแล้ว เห็นทีต้องรีบไปให้หลวงตาที่วัดดูฤกษ์ให้แล้ว เอาฤกษ์ที่เร็วที่สุดก็แล้วกันนะ

“แล้วแต่แม่เลี้ยงเถอะครับ”

จบคำปรัญช์ก็รวบช้อน ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินดุ่มๆ ไปยังห้องตัวเองโดยไม่ยอมดื่มน้ำด้วยซ้ำ โดยมีสายตาสามคู่มองตามด้วยความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก

 

หลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านไป สมาชิกของครอบครัวต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน แม่เลี้ยงลักษิกากับปราณต์ขึ้นชั้นบน ส่วนธรินดาออกไปเดินเล่นบริเวณหน้าบ้าน ที่เธอกล้าก็เพราะคนที่ตัวเองกลัวว่าจะบังเอิญออกมาเผชิญหน้ากับเขานั้นได้กลับมาบ้านแล้ว

ใบหน้าสวยหวานแหงนเงยขึ้นมองท้องฟ้า คืนนี้พระจันทร์ทอแสงริบหรี่ สีเหลืองนวลที่เคยส่องสว่างเต็มดวงหดหายไปจนเหลือให้เห็นแค่เสี้ยวเล็กๆ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติการโคจรและมุมตกกระทบของแสงระหว่างพระอาทิตย์ พระจันทร์ โลก และยังเป็นสัญญาณอีกว่า อีกไม่กี่วันแสงเสี้ยวเล็กๆ เหล่านั้นก็จะมืดดับลงในคืนวันแรมสิบห้าค่ำ ก่อนจะส่องสว่างใหม่เมื่อคืนวันข้างขึ้นเดินทางมาถึงอีกครั้ง

ธรินดาถอนสายตาจากภาพนั้น ก่อนจะกลับเข้าบ้านพร้อมกับระบายลมหายใจเบาๆ เพื่อสลัดเอาความเหงาอ้างว้างยามที่มองพระจันทร์ซึ่งใกล้จะมืดดับออกไปจากใจ แม้ว่าเธอจะเคยถูกพ่อแม่แท้ๆ ทอดทิ้งไปตั้งแต่เด็ก ทว่าความรู้สึกเหล่านั้นก็ถูกเติมเต็มจนแทบจะสมบูรณ์จากความรักและความอบอุ่นของสมาชิกเกือบทุกคนในบ้านหลังนี้ แม้จะยกเว้นอยู่คนหนึ่งแต่เธอก็ไม่อยากเก็บมันมาเป็นปมใดๆ ในหัวใจ

หลังจากกลับเข้าบ้าน ตั้งใจจะขึ้นห้องเพื่ออาบน้ำและเข้านอนเลย แต่หญิงสาวรู้สึกอยากจะดื่มอะไรเย็นๆ จึงแวะเข้าครัวก่อน เสียงกรุ๊งกริ๊งของช้อนที่กระทบกับแก้วดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอแว่วมาพร้อมกับกลิ่นกาแฟหอมฉุย ธรินดาคลี่ยิ้มออกมานิดๆ เพราะชอบดมกลิ่นหอมๆ ของมัน แม้ว่าปกติจะเป็นคนที่ไม่ดื่มกาแฟเลยก็ตาม เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่าคนที่กำลังชงกาแฟคือบัวคำนั่นเอง

“พี่บัวคำนี่เองนึกว่าใคร” เจ้าของเสียงหวานเอ่ยทักทายขณะเดินตรงไปยังตู้เย็นและหยิบน้ำออกมารินใส่แก้ว

“คุณหนูเล็ก...ยังไม่ขึ้นบ้านอีกเหรอคะ”

“ยังค่ะ พอดีเล็กออกไปเดินเล่นมาน่ะค่ะ หิวน้ำก็เลยแวะมาดื่มน้ำก่อน ว่าแต่พี่บัวคำจะดื่มกาแฟเหรอคะ นี่ก็ใกล้จะได้เวลานอนแล้วระวังจะนอนไม่หลับเอานะ”

“พี่ไม่ได้ชงดื่มเองหรอกค่ะ แต่จะชงให้คุณปรัชญ์ เธอสั่งไว้เมื่อกี้นี่เอง อุ๊ย!” บัวคำซี้ดปากในตอนท้ายพร้อมทั้งทำหน้าบิดเบี้ยวเหยเกและยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมท้องตัวเอง

“เป็นอะไรไปคะพี่บัวคำ” ธรินดารีบถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของบัวคำ

“พี่บัวคำปวดท้องค่ะ ท้องเสียตั้งแต่ตอนบ่ายๆ แล้ว ตอนนี้เหมือนจะต้องรีบเข้าห้องน้ำอีกแล้ว พี่บัวคำวานคุณหนูเล็กเอากาแฟนี่ไปให้คุณปรัชญ์หน่อยได้ไหมคะ พี่บัวคำกลัวว่ากว่าจะออกจากห้องน้ำกาแฟจะเย็นชืดเสียก่อน อีกอย่างกลัวคุณปรัชญ์จะรอนานด้วยค่ะ”

“เอ่อ...ได้ๆ ค่ะ” ธรินดารับคำแม้ว่าจะลำบากใจไม่น้อย “ว่าแต่คุณปรัชญ์อยู่ที่ไหนคะ”

“อยู่บนห้องของเธอน่ะค่ะ”

“ไม่ได้อยู่ที่ห้องนั่งเล่นเหรอคะ”

“เปล่าค่ะคุณหนูเล็ก คุณปรัชญ์ขึ้นห้องไปแล้ว ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ ขอบคุณคุณหนูเล็กมากค่ะ พี่บัวคำไปก่อนนะ” พูดจบบัวคำก็รีบวิ่งออกจากห้องครัวเพื่อไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านหลัง ทิ้งกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ไว้พร้อมกับความว้าวุ่นใจของธรินดา

หญิงสาวแทบจะลืมอาการกระหายน้ำของตัวเอง มองแก้วกาแฟตรงหน้าอย่างชั่งใจ สุดท้ายก็จำต้องหยิบมันขึ้นมาไว้ในมือและประคองขึ้นไปยังชั้นสองตามที่รับปากกับบัวคำเอาไว้

ก๊อก...ก๊อก...

มือเล็กยกขึ้นเคาะห้องตามมารยาทอันดี ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเมื่อมีเสียงอนุญาตจากคนที่อยู่ข้างใน

“เข้ามา”

ทันทีที่เข้าไปในนั้นธรินดาก็รู้สึกว่าตัวเองตัวลีบลงและถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นอายความเป็นตัวตนของปรัชญ์โดยสิ้นเชิง ทั้งกลิ่นโคโลญเฉพาะตัว บรรยากาศและสไตล์การตกแต่งห้อง มันช่างบ่งบอกความเป็นเขาอย่างเข้มข้นจนเธอใจสั่นขาสั่นไปหมด เธอไม่เคยย่างกรายเข้ามาในห้องนี้เลย เพราะรู้ดีว่าเจ้าของห้องไม่ชอบให้ใครมาจุ้นจ้าน แม้แต่แม่เลี้ยงลักษิกาเองก็เข้ามานับครั้งได้ คนที่เข้ามาบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นบัวคำกับสาวใช้อีกคนที่เข้ามาทำความสะอาดห้องและเอาเสื้อผ้าของเขาไปซักรีดให้เท่านั้น

ร่างสูงที่ยังอยู่ในชุดลำลองชุดเดิมนั่งพิงพนักเตียง กดไอแพดโดยไม่สนใจคนเข้ามาใหม่ จนกระทั่งเสียงหวานใสดังขึ้น เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง

“คุณปรัชญ์จะให้เอากาแฟไว้ไหนคะ” ธรินดาถามเพราะไม่รู้ว่าปกติปรัชญ์ให้บัวคำวางแก้วกาแฟไว้ให้ตรงไหนระหว่างโต๊ะหัวเตียง หรือโต๊ะอีกตัวที่วางอยู่หน้าโซฟาตัวยาว

“แล้วเธอคิดว่าควรวางไว้ตรงไหนที่ฉันจะไม่ต้องเดิน”

เขาตอบกวนๆ เช่นเคย แต่ธรินดาก็ไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงหรือเก็บมาเป็นอารมณ์ รีบประคองแก้วกาแฟที่รองด้วยจานเล็กๆ ไปวางไว้ให้เขาที่โต๊ะข้างหัวเตียง เพื่อจะได้รีบออกไปจากห้องของเขา ทว่าปรัชญ์กลับเอ่ยคำคำหนึ่งขึ้นมาลอยๆ ทำให้คนฟังต้องหันขวับไปมอง

          “อ่อย!

          ธรินดาขมวดคิ้ว ตกใจเหมือนกันที่ได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองหูฝาด

          “คุณปรัชญ์ว่าอะไรนะคะ”

          “ฉันพูดว่า อ่อยเธอไม่เคยได้ยินหรือไง”

          “ค่ะ...เล็กเคยได้ยิน” หญิงสาวตอบเรียบๆ รู้ว่าตัวเองกำลังถูกหาเรื่องอีกจนได้ 

          “งั้นเธอก็ต้องรู้สิว่าฉันหมายถึงอะไร”

          “ไม่รู้ค่ะ จู่ๆ คุณปรัชญ์ก็พูดขึ้นลอยๆ” ว่าจะไม่ต่อความยาวสาวความยืด แต่ก็รั้งอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เพราะถูกเขายั่วด้วยวาจาอันแสนร้ายกาจจนเธอลืมตัว

          “อ้อ...ฉันต้องพูดเต็มๆ ใช่มั้ยเธอถึงจะเข้าใจ ฉันเพิ่งรู้นะว่าเธอชอบอะไรที่มัน ยาวๆ” ปรัชญ์พูดในเชิงสองแง่สองง่ามพร้อมกับทำสายตาหื่นๆ ใส่ แค่นั้นธรินดาก็พอจะรู้ความหมายประโยคหลังของเขาแล้ว หญิงสาวหน้าแดงซ่านขึ้นด้วยความโกรธแกมกระดากอาย เพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนหรือใครใช้วาจาแนวทะลึ่งทะลวนกับเธอเช่นนี้มาก่อน

          “เล็กขอตัวค่ะ” หญิงสาวตัดบท ก่อนตัวเองจะถูกพูดจาส่อเสียดไปมากกว่านั้น

          “ยังไม่ให้ไป” เขากล่าวขึ้นเสียงห้วนๆ

“คุณปรัชญ์ต้องการอะไรอีกคะ” ธรินดาพยายามจะควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงอารมณ์ใดๆ ผ่านน้ำเสียงออกมาขณะที่พูดทั้งๆ ที่ยากเย็นเต็มทน ปกติเธอเป็นคนใจเย็นเสมอ ไม่เคยโกรธหรือหงุดหงิดอะไรง่ายๆ แต่ปรัชญ์ทำให้อารมณ์เหล่านั้นของเธอหลุดกระเด็นออกมาอย่างง่ายดายเหลือเกิน

“แน่ใจเหรอว่าถ้าฉันต้องการแล้วเธอจะให้”

“ถ้าเป็นสิ่งที่เล็กทำให้ได้เล็กก็จะทำค่ะ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เล็กทำไม่ได้เล็กก็จนใจ”

“ถึงเธอทำให้ไม่ได้ ฉันก็จะทำให้เธอทำในสิ่งที่ฉันต้องการจนได้นั่นละ”

“ตกลงคุณปรัชญ์ต้องการอะไรคะ”

“ต้องการ เธอ และเธอก็ต้องการฉันเหมือนกันนั่นละ ไม่งั้นคงไม่เข้ามาอ่อยฉันถึงนี่หรอกจริงมั้ย”

“บ้า!” หญิงสาวเผลอแว้ดออกมาทันควัน “เล็กก็แค่เอากาแฟมาให้แทนพี่บัวคำ”

“เธอเสนอตัวเพราะอยากเห็นหน้าฉันล่ะสิ”

“คนหลงตัวเอง พี่บัวคำท้องเสียและวานเล็กเอามาให้ต่างหาก”

แก้ต่างให้ตัวเองเสร็จ ธรินดาก็ผลุนผลันออกไปอย่างไม่คิดจะรักษามารยาทกับคนกักขฬะอีกต่อไป เธอปิดประตูห้องลงท่ามกลางเสียงหัวเราะตามหลังของเขา และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอหน้าปรัชญ์ เพราะหลังจากนั้นอีกสี่วันเขาก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย

 

วันนี้เป็นวันพระใหญ่ตรงกับแรมสิบห้าค่ำพอดี ธรินดาลุกขึ้นมาแต่เช้าทำกับข้าวเตรียมใส่บาตรช่วยบัวคำ เสร็จแล้วปั่นจักรยานไปตัดดอกกุหลาบสีขาวที่แปลงบนเนินหลังบ้าน ก่อนจะขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปใส่บาตรหน้าบ้านที่ตอนนี้สาวใช้ตั้งโต๊ะไว้รอเรียบร้อยแล้ว แม่เลี้ยงลักษิกาซึ่งแต่งตัวด้วยชุดสีขาวทั้งชุดลงมาพอดี เมื่อธรินดาเจอแม่บุญธรรมในชุดเช่นนั้นก็ยิ้มพร้อมกับเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มหู

“แม่ใหญ่จะไปวัดเหรอคะ”

“ใช่จ้ะหนูเล็ก แม่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสักสามสี่วัน พอดีแม่เลี้ยงแสงหล้าโทร.มาชวนไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ตอนแรกแม่กะจะชวนหนูเล็กไปด้วย แต่เห็นว่าเพิ่งจะปิดเทอมก็เลยอยากให้พักผ่อนก่อน เอาไว้รอบหน้าค่อยไปด้วยกันนะลูก”

“ค่ะแม่ใหญ่”

“อ้อ...แม่ลืมบอก เมื่อวานนี้แม่ไปหาหลวงตาที่วัดมาแล้วนะ ได้ฤกษ์หมั้นของตาปรัชญ์กับหนูนัสรินแล้ว วันที่สิบเดือนหน้าเลย เร็วทันใจแม่จริงๆ แม่โทร.ปรึกษากับทางโน้นแล้วว่างานหมั้นจะจัดเล็กๆ ส่วนงานแต่งค่อยจัดแบบงานช้าง ว่าแต่ตอนงานหมั้นของตาปรัชญ์หนูเล็กเปิดเทอมหรือยัง”

“เปิดแล้วค่ะแม่ใหญ่ เล็กปิดเทอมแค่สองอาทิตย์เองค่ะ”

“งั้นหนูเล็กก็อยู่กรุงเทพฯ พอดี หนูเล็กต้องมางานหมั้นตาปรัชญ์กับหนูนัสให้ได้นะ แม่อยากให้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว เดี๋ยวแม่ใหญ่จะให้นายสอนไปรับที่หอพัก”

“ค่ะแม่ใหญ่”

ธรินดารับคำอย่างเด็กว่าง่ายเช่นเคย จากนั้นร่างบางจึงเดินตามแม่ใหญ่ออกไปใส่บาตรที่หน้าบ้าน กลับมาทานข้าวเช้าพร้อมกันสองคน เพราะปราณต์ออกไปทำงานแต่เช้า ส่วนปรัชญ์ไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว

แม่บุญธรรมกับลูกสาวบุญธรรมคุยกันพลางทานข้าวไปพลาง พออิ่มธรินดาก็เดินออกมาส่งแม่เลี้ยงลักษิกาขึ้นรถเพื่อออกไปปฏิบัติธรรมตามที่บอกไว้แต่เช้า โดยมีอินแปงเป็นคนขับรถไปให้เช่นเคย

 

คุ้มลักษิกาอันกว้างใหญ่นั้นเงียบเหงาไปถนัดตาเมื่อสมาชิกในบ้านต่างพร้อมใจกันออกไปข้างนอกกันหมด เหลือเพียงธรินดา บัวคำกับสาวใช้อีกสี่คนและคนสวนเท่านั้น หญิงสาวจึงฆ่าเวลาโดยการไปปั่นจักรยานที่เนินเขาหลังบ้าน ตัดดอกกุหลาบสีขาวมาเพิ่ม แล้วเอาเข้าไปจัดแจกันในห้องพระเสียใหม่ จากนั้นก็นั่งสมาธิให้จิตใจสงบอยู่พักใหญ่ จึงค่อยออกไปนั่งเล่นที่สวนหย่อมมุมโปรดของตน

ร่างบางมุ่นคิ้วเรียวเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำแล้วเห็นว่าที่โต๊ะอาหารมีกับข้าวและจานเปล่าวางบนที่นั่งประจำของตนเพียงที่เดียว ส่วนที่อื่นๆ ว่างทั้งหมด แม่ใหญ่นั้นเธอรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่เพราะไปปฏิบัติธรรม ส่วนปรัชญ์ก็คงไม่กลับอีกเช่นเคย ทว่าพี่ชายคนโตอย่างปราณต์นี่สิ ทำไมเขาถึงยังไม่ลงมา

บัวคำยิ้มให้พร้อมกับขยับไปหยิบเอาโถข้าวเพื่อจะตักให้ เมื่อเห็นว่าลูกสาวบุญธรรมของเจ้านายเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหารแล้ว

“คุณหนูเล็กหิวหรือยังคะ”

“หิวแล้วค่ะ ว่าแต่พี่ปราณต์ยังอาบน้ำไม่เสร็จเหรอคะพี่บัวคำ ทำไมไม่เห็นลงมาเสียทีล่ะ” หญิงสาวถามถึงพี่ชายคนโตซึ่งปกติจะกลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านทุกวัน ไม่เหมือนปรัชญ์ที่แทบจะไม่กลับจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

“อ๋อ...วันนี้คุณหมอปราณต์เข้าเวรค่ะคุณหนูเล็ก”

“วันนี้พี่ปราณต์เข้าเวรหรอกเหรอคะพี่บัวคำ ถึงว่าไม่ได้ยินเสียงรถของพี่ปราณต์เลย สงสัยเมื่อเช้าแม่ใหญ่จะลืมบอกเล็ก” ประโยคหลังเจ้าของเสียงหวานนุ่มคล้ายจะรำพึงกับตัวเองมากกว่า พอรู้ว่าวันนี้ตัวเองต้องกินข้าวคนเดียว ธรินดาจึงให้บัวคำตักข้าวแค่ครึ่งทัพพี เพราะเธอคงกินได้ไม่เยอะเท่าใดนัก

แม้จะไม่อบอุ่นเหมือนทุกวัน แต่มือเล็กก็จับช้อนและค่อยๆ ตักข้าวใส่ปากทีละคำจนหมดเกลี้ยงจาน จึงค่อยรวบช้อนแล้วยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่ม ธรินดาเป็นเช่นนี้เสมอ รู้ตัวว่าจะกินมากน้อยเท่าไหร่ก็ตักเท่านั้น และข้าวในจานจะถูกตักกินทุกเม็ดเสมอ แม้เธอจะไม่เคยทำนา แต่ก็รู้ดีว่ากว่าที่ชาวนาจะได้ข้าวมาแต่ละเม็ดนั้นต้องเหนื่อยยากเพียงใด

ปกติหลังจากกินข้าวเย็นอิ่มแล้ว ธรินดาจะนั่งคุยกับแม่เลี้ยงลักษิกาก่อน แต่วันนี้แม่ใหญ่ของเธอไม่อยู่หญิงสาวจึงตรงขึ้นห้องตัวเองเลย

มือเล็กหยิบรีโมตโทรทัศน์มาเปิดดูเพื่อรอเวลานอน วันนี้อากาศค่อนข้างจะร้อนอบอ้าว ธรินดานึกอยากออกไปรับลมด้านล่างอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากพาตัวเองลงไปเสี่ยงเพราะถึงแม้หลายวันมานี้ปรัชญ์จะไม่กลับบ้าน แต่เขาอาจจะกลับมาคืนนี้ก็ได้ ตั้งแต่ที่เจอปรัชญ์ในสวนคืนนั้น เธอก็ไม่กล้าลงไปเดินเล่นตอนกลางคืนอีก เพราะกลัวว่าจะปะทะกับปรัชญ์ ซึ่งเธอยอมรับกับตัวเองว่ากลัวการเผชิญหน้ากับคนร้ายกาจอย่างปรัชญ์มาก 

เวลาผ่านไปจนกระทั่งสี่ทุ่ม ตาคู่สวยที่ประดับด้วยแพขนตางอนยาวก็เริ่มปรือปรอยลง มือเรียวเล็กจึงหยิบรีโมตที่วางอยู่ข้างๆ ตัวมาปิดหน้าจอโทรทัศน์ ลุกไปถอดปลั๊ก ปิดไฟในห้องจนมืดสนิท แล้วจึงกลับมานอนที่เตียงหนานุ่มขนาดหกฟุตซึ่งนอนมาหลายปีตั้งแต่เริ่มโตเป็นสาว

คืนนี้เป็นคืนเดือนแรมที่พระจันทร์มืดดับ แต่ท้องฟ้าก็ยังไม่ไร้ซึ่งแสงดาว ธรรมชาติยังทำหน้าที่ของมันเช่นเดิม  เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องขับขานในยามค่ำคืนท่ามกลางบรรยากาศอันแสนเงียบสงบ ขับกล่อมให้คนในคุ้มลักษิการวมทั้งธรินดาหลับไปอย่างง่ายดาย

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงเคาะประตูหนักๆ ดังขึ้นกลางดึกทำให้คนที่นอนหลับอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ธรินดาลุกขึ้นนั่งแล้วเงี่ยหูฟังว่าเสียงนั้นมาจากไหน เมื่อไม่แน่ใจหญิงสาวจึงลุกขึ้นจากเตียง เอาหูแนบประตูจึงรู้ว่าเสียงเคาะที่ดังแบบไม่เกรงใจนั้นมาจากหน้าห้องของตนนี่เอง

“ใครคะ” เสียงหวานถามออกไปโดยที่ยังไม่ยอมเปิดประตูตามสัญชาตญาณระมัดระวังตัวยามอยู่คนเดียว

“ฉันเอง เปิดประตูเดี๋ยวนี้ธรินดา” เสียงที่ตะโกนตอบกลับมาไม่ได้แค่ตอบแต่ยังออกคำสั่งไปพร้อมกันด้วย

ธรินดาตกใจมากกว่าเดิม เมื่อได้ยินเสียงดุๆ ที่บ่งบอกความเอาแต่ใจนั้นอย่างชัดเจน เธอจำได้ดีทีเดียวว่าเสียงนั้นเป็นเสียงใคร ปรัชญ์กลับมาบ้านคืนนี้ แถมมาเคาะห้องเธอดึกๆ แบบนี้ ไม่แคล้วคงจะมาหาเรื่องเธออีกเป็นแน่

“คุณปรัชญ์มีอะไรคะ” ธรินดาถามกลับไป แต่ยังไม่คิดจะเปิดประตูให้ตามคำสั่งของคนข้างนอกง่ายๆ เพราะรู้ดีว่าคนคนนั้นชอบระรานตัวเองแค่ไหน

“นี่เธอจะไม่เปิดใช่ไหม”

“ถ้าคุณปรัชญ์มีอะไรจะให้เล็กช่วยก็บอกมาสิคะ หรือถ้ามีเรื่องอยากคุยกับเล็กเอาไว้คุยพรุ่งนี้เถอะค่ะ”

หลังจากธรินดาบอกเสร็จ เธอก็รู้สึกว่าปรัชญ์เงียบไป และคล้ายกับจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเดินห่างออกไปแล้ว หญิงสาวจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่เรื่องจบลงด้วยดี

ร่างบางกำลังจะกลับไปนอน แต่แล้วก็ต้องร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อลูกบิดถูกขยับก่อนที่แสงจากข้างนอกจะสะท้อนเข้ามาในห้อง พร้อมๆ กับที่ประตูถูกผลักเข้ามา

“คุณปรัชญ์!

ธรินดาอุทานออกมาอย่างตกใจ รีบดันประตูห้องให้ปิดลงด้วยมือไม้อันสั่นเทา ตอนนี้ร่างสูงยืนค้ำตระหง่านอยู่ที่หน้าห้อง ใบหน้าหล่อเหลาที่มีหนวดเครารกครึ้มแดงก่ำ ลมหายใจกรุ่นไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้น บ่งบอกว่าดื่มมาอย่างหนัก ร่างเล็กใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักประตู แต่ประตูนั้นไม่ได้ปิดลงตามที่เธออยากให้เป็น เพราะมันถูกมือแข็งแรงของคนเมาดันเอาไว้ด้วยเรี่ยวแรงอันมหาศาลของเขา

“ฉันบอกให้เปิดประตูทำไมไม่เปิด ต้องให้ฉันเสียเวลาไปเอากุญแจสำรองมาเปิดเอง” เขาเล่นงานเธอด้วยเสียงที่ดุดันและบ่งบอกความหงุดหงิดทันที

“เล็กเห็นว่ามันดึกแล้วนี่คะ”

“เธอตั้งใจจะหลบหน้าฉันมากกว่า คิดเหรอว่าจะหลบพ้นน่ะ”

ไม่แค่ถามแต่ร่างสูงยังย่างสามขุมขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกับร่างบาง ทำให้ธรินดาต้องละมือจากประตู แล้วรีบถอยร่นหนีคนที่กำลังรุกคืบเข้ามาจนเกือบประชิดตัว หากเปรียบเป็นการรบ ตอนนี้เธอก็ถูกข้าศึกบุกผ่านกำแพงเมืองเข้ามาข้างในแล้ว

“ทำไมเล็กจะต้องหลบหน้าคุณปรัชญ์ด้วย” ทั้งที่กลัวแสนกลัวแต่ก็ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ โดยการตอบโต้กลับไปด้วยเสียงสั่นๆ

“ก็วันนี้เป็นวันที่เจ็ดที่เธอสาบานไว้กับฉันพอดีไม่ใช่เหรอ” ปรัชญ์ตอบพลางใช้มือดันประตูห้องให้ปิดลง แล้วสืบเท้าเข้าหาร่างบางที่เอาแต่ถอยหลังหนี ท่ามกลางความมืดสนิทของห้อง เพราะธรินดารูดม่านให้ปิดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว แสงไฟจากด้านนอกจึงไม่สามารถลอดผ่านเข้ามาได้

”แล้วมันเกี่ยวอะไรกันคะ” เจ้าของเสียงหวานทั้งถาม ทั้งถอยหนี

“ฉันก็จะมาพิสูจน์คำสาบานของเธอน่ะสิธรินดา”

ธรินดาไม่คิดว่าเขาจะจริงจังกับเรื่องวันนั้นถึงเพียงนี้ ขนาดเธอยังลืมไปแล้วและไม่คิดจะเก็บมันมาใส่ใจ ซึ่งเธอคิดว่าเขาเองก็น่าจะไม่ใส่ใจกับการโต้เถียงกันเพียงไม่กี่ประโยคในวันนั้นเหมือนกัน

          “พิสูจน์ยังไงคะ”

“เธอสาบานว่าถ้าเธอโกหกว่าไม่ได้คิดถึงฉัน ขอให้เธอตกเป็นเมียฉันภายในสามวันเจ็ดวันไม่ใช่เหรอ”

“เล็กไม่ได้พูด คุณปรัชญ์พูดเองเออเองทั้งนั้น”

“ไม่ว่าจะใครพูดแต่นั่นก็คือคำสาบาน”

ปรัชญ์ก้าวยาวๆ จนถึงตัวของธรินดา แล้วตวัดแขนรั้งร่างบางเข้ามากอดอย่างรวดเร็วในแบบที่เธอไม่มีทางหลบเลี่ยงได้เลย นั่นทำให้หญิงสาวยิ่งตกใจเพราะไม่คิดว่าปรัชญ์จะกล้าทำเช่นนั้น

 “ปล่อยเล็กค่ะคุณปรัชญ์ ถ้าคุณปรัชญ์เมาก็ไปนอนเถอะนะคะ เสียงหวานร้องอุทธรณ์ขึ้น ในยามนี้ธรินดาไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครได้ เพราะแม่ใหญ่ไปปฏิบัติธรรม ส่วนปราณต์ก็เข้าเวรที่โรงพยาบาล ชั้นบนนี้จึงมีเพียงเธอกับปรัชญ์อยู่กันตามลำพังเท่านั้น

          เธอมีสิทธิ์มาสั่งฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ธรินดา

          เล็กไม่ได้สั่งนะคะ เล็กแค่ขอร้อง...

          “อยากร้องก็ร้องไปสิ ฉันไม่ได้ห้ามนี่” เขาตอบยียวนและใช้แขนกอดรัดร่างเล็กแน่นกว่าเดิม

          “ทำไมคุณปรัชญ์ถึงจงเกลียดจงชังเล็กนัก”

          “ใช่...ฉันเกลียดเธอ เกลียดตาซื่อๆ ใสๆ ของเธอ เกลียดสีหน้าท่าทางที่เหมือนไร้ความรู้สึกของเธอ เกลียดที่เธอชอบทำให้ฉันหงุดหงิด เกลียดที่เธอทำให้ฉันไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาที่อยู่ใกล้ๆ เธอ เกลียดที่เธอทำให้ฉันอยากทำแบบนี้กับเธอไงล่ะธรินดา”

เขาพูดโดยที่ธรินดาไม่มีโอกาสได้เห็นว่าสายตาเขาสื่ออะไรขณะพูดกับเธอเช่นนั้น จบคำปรัญช์ก็ก้มหน้าลงระดมจูบ คนถูกรุกรานรีบส่ายหน้าหนีเป็นพัลวัน แต่หลบปากและจมูกของคนพาลได้แค่ที่หน้า เพราะปรัชญ์ซุกหน้าลงไปหาซอกคอขาวละมุนของเธอแทน

ปล่อยเล็กค่ะคุณปรัชญ์...ปล่อยเล็ก...”

ธรินดาร้องห้ามและพยายามจะสะบัดตัวให้หลุดจากอ้อมกอดของเขาให้ได้ แต่เรี่ยวแรงของเธอช่างน้อยนิดเหลือเกิน เมื่อเทียบกับลำแขนกำยำที่เต็มไปด้วยความแข็งแรงของเขา ยิ่งลำคอถูกเขาซุกไซ้อย่างชวนสยิวเช่นนี้ เธอยิ่งรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอลงไปมากกว่าครึ่ง

ยิ่งเธอดิ้น ปรัชญ์ก็ยิ่งจูบ ใบหน้าของเขาคลุกอยู่ที่ซอกคอของเธอ ธรินดารู้สึกถึงสัมผัสหลากหลายที่เจือมากับฤทธิ์แอลกอฮอล์ ปรัชญ์ทั้งจูบ ดูด เม้ม และบางจังหวะก็ขบกัดเบาๆ ที่แอ่งชีพจร ทำให้เธอขนลุกซู่ นึกถึงแดร็กคูล่าหนุ่มผู้กระหายเลือดและฝังเขี้ยวคมๆ ลงบนซอกคอของหญิงสาวสักคน  ใบหน้าของผู้หญิงเหล่านั้นไม่ได้ฟ้องถึงความเจ็บเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับหลับตาลง เหมือนกับได้รับความสุขมากเหลือเกินจากการถูกดูดเลือด เช่นเดียวกับเธอที่ตอนนี้สั่นเทาไปทั้งตัว

ชั่วพริบตาต่อมาปรัชญ์ก็หยุดจูบ ทำให้ธรินดาเรียกสติของตัวเองกลับมาได้ พร้อมๆ กับที่ร่างบางถูกช้อนอุ้มแล้วพาไปยังเตียงที่เธอเพิ่งจะลุกมา

เตียงที่เคยกว้างแคบลงไปถนัดตาเมื่อร่างใหญ่ก่ายเกยขึ้นมานอนด้วย ธรินดาพยายามจะยกมือขึ้นผลักไหล่หนาออกห่าง ปรัชญ์จึงรวบสองมือเล็กของเธอตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวของเขา ก่อนจะเอื้อมอีกข้างไปเปิดไฟหัวเตียง

แสงไฟจากหัวเตียงสาดส่องลงมายังสองร่างที่ฝ่ายหนึ่งนอนหงายอยู่เบื้องล่างโดยมีร่างกำยำนอนเกยทับอยู่ ธรินดามองหน้าปรัชญ์ได้ชัดกว่าตอนที่เขายืนอยู่หน้าประตู เช่นเดียวกับที่สายตาคมของเขาเองก็จ้องมองลงมาที่ใบหน้าเนียนละเอียดของเธอเช่นกัน ประกายตาของหญิงสาวฉายแววตื่นตระหนก ไม่คิดว่าแค่ชั่วเวลาไม่ถึงห้านาที ตอนนี้ตัวเองจะมานอนอยู่ใต้ร่างของผู้ชายที่เธออยากจะวิ่งหนีเขามากที่สุด

ชายหนุ่มเพ่งมองเจ้าของเตียงที่ตอนนี้สั่นเทาไปทั้งตัว สองมือเล็กๆ ยังพยายามบิดเพื่อให้พ้นจากมือเขา เช่นเดียวกับที่เรือนกายแสนนุ่มนิ่มก็ยังดิ้นรนอยู่ใต้ร่างของเขาเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ ปากอิ่มสีชมพูระเรื่ออย่างคนสุขภาพดีสั่นระริก สายตาฟ้องชัดว่าตื่นกลัวกับการมีเขาทาบทับอยู่บนร่างเล็กๆ และรวบมือน้อยๆ ของเธอเอาไว้แค่ไหน

...ให้ตายเถอะธรินดา เธอไม่รู้หรือไงว่ายิ่งทำแบบนั้นก็ยิ่งเป็นการยั่วยุ ให้เขาอยากจะทำอะไรตามใจตัวเองมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม...

อย่ารังแกเล็กเลยนะคะ...เสียงหวานร้องห้ามปรามเขาออกมา ทั้งๆ ที่ความหวังของตัวเองช่างน้อยนิด เพราะเธอรู้ดีว่าหากปรัชญ์คิดจะทำอะไรแล้วเขาไม่เคยเปลี่ยนใจ

“ถ้าเธอไม่คิดถึงฉันจริงๆ อย่างที่เธอสาบาน ก็ต่อต้านฉันให้ได้สิธรินดา ถ้าเธอบอกว่าหยุดเมื่อไหร่ ฉันรับรองว่าจะไม่ขืนใจเธอ” เสียงของเขานุ่มลง ปากหยักได้รูปยิ้มน้อยๆ ตาที่ฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์มองด้วยประกายร้อนแรงแต่แฝงด้วยความนัยบางอย่างที่ทำให้ธรินดาต้องเบือนหน้าหวานๆ นั้นหลบตาเขา

“เอียงหน้าให้ฉันแบบนี้ แสดงว่าเธออยากให้ฉันหอมแก้มเธอใช่ไหม”

“มะ...

คำพูดเช่นนั้นของปรัชญ์ทำให้ธรินดาต้องหันหน้ากลับมาสบตากับเขาอีกครั้ง ก่อนจะรู้ตัวว่าเสียรู้คนเจ้าเล่ห์ที่ชอบพูดยั่ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะปรัชญ์ใช้เรียวปากฉกลงประกบกลีบปากอิ่มเต็มของเธออย่างรวดเร็ว ทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือกราวกับถูกไฟชอร์ตเมื่อถูกลิ้นสากหนาฉกชำแรกเข้ามาอย่างสุดชำนาญในโพรงปากไร้ประสบการณ์เป็นครั้งแรกในชีวิตสาว

มือขวาของชายหนุ่มยังคงตรึงข้อมือเล็กของเธอไว้ ส่วนมือซ้ายลูบไล้ลงไปตามเรือนกายอ้อนแอ้น บีบขยี้เคล้นทรวงสาวผ่านผ้าบางเบาของชุดนอน ธรินดาได้แต่ครางฮึมฮัมในลำคอเพราะปากถูกปิดสนิท การโดนรุกรานพร้อมกันเช่นนั้นทำให้เรี่ยวแรงของเธอที่จะใช้ต่อต้านเขาเหมือนเหือดหายไปหมด

ธรินดาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้มือตัวเองเป็นอิสระแล้ว เนื่องจากปรัชญ์ใช้มันปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจากร่างของเธออย่างช่ำชองภายในชั่วพริบตา มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เขาหยุดจูบ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย โลมเลียร่างงดงามด้วยสายตา และกระซิบด้วยเสียงยั่วเย้าต่างจากยามปกติราวกับเป็นคนละคน

ฉันเพิ่งรู้ว่าผู้หญิงตัวบางๆ แบบเธอนี่ จริงๆ แล้วก็ซ่อนรูปแถมทั้งนุ่มทั้งหอมน่ากอดน่าจูบไปทั้งตัว

เขาใช้ปากพูดแค่นั้นก็ใช้มันทำอย่างอื่นต่อทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยไรหนวดไรเครากับลมหายใจที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ซุกไซ้ที่ซอกคอขาวละมุนอีกครั้ง ลิ้นตวัดเลียติ่งหูของเธอจนสยิว มือใหญ่ปะป่ายเล้าโลมไปตามส่วนเว้าส่วนโค้งนวลเนียนทั่วเรือนกาย ก่อนจะละปากตามลงไปทำในสิ่งที่หญิงสาวถึงกับต้องหลับตาและกัดริมฝีปากกลั้นเสียงครางอันเกิดจากความเสียวสยิวของสัมผัสมากประสบการณ์ของเขา  

ทำไมคุณปรัชญ์ใจร้ายกับเล็กแบบนี้...ธรินดาพึมพำถามสิ่งที่ค้างคาใจด้วยเสียงที่เบาเท่าสายลมกระซิบ และสะบัดหน้าไปมาเบาๆ อย่างคนที่ฝืนความรู้สึกตัวเองเอาไว้เต็มที่

เธอเป็นคนทำให้ฉันอยากจะใจร้ายกับเธอตลอดเวลา...ธรินดา

เขาตอบโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองเธอสักนิด เพราะตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลานั้นคลุกเคล้าอยู่บนความอวบนุ่มขาวละมุนของทรวงสาวที่ไม่เคยต้องสัมผัสจากชายใดมาก่อน 

อย่าค่ะ...อย่า...” เสียงของธรินดาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ สวนทางกับไฟเสน่หาที่ยิ่งลุกโชนจนร่างบางเร่าร้อนราวกับถูกแผดเผา เมื่อปากของปรัชญ์ปะพรมไปทั่วทุกอณูบนเรือนกายเปลือยเปล่าของเธอ

ธรินดาจำได้เลือนๆ ว่าตัวเองไม่ได้พูดคำว่าหยุด...นอกจากคำว่าอย่า...ที่พูดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอไม่เข้าใจตัวเองสักนิดทำไมถึงไม่พูดคำนั้น ทั้งๆ ที่ปรัชญ์บอกว่าหากเธอพูดมันเมื่อไหร่เขาก็จะหยุดทันที

หรือว่าสมองของเธอพิการไปชั่วขณะถึงไม่สั่งการให้ปากพูดคำนั้น

หรือเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กรุ่นมาจากลมหายใจและปลายลิ้นของเขา

หรือเพราะรสจุมพิตที่สุดจะช่ำชองเชี่ยวชาญ

หรือเพราะถูกความวาบหวามรัญจวนที่เล่นงานไปทั่วทุกอณูกายอันไร้ประสบการณ์ใดๆ ในลักษณะเช่นนี้มาก่อน

เธอยังดิ้นต่อต้านในอ้อมกอดของคนที่ทำการทวงคำสาบาน ร่างบางรู้สึกชัดเจนมากที่สุดว่าสัมผัสจากปาก จมูก ลิ้น และมือใหญ่ที่แตะต้องลงบนเรือนกายของเธอนั้นร้อนซ่านแค่ไหน แต่ธรินดาไม่รู้ตัวสักนิดว่าการเคลื่อนไหวของตัวเองในตอนนี้มันห่างไกลกับคำว่าดิ้นรนเป็นอย่างมาก เพราะเรือนกายอ้อนแอ้นนั้นบิดส่ายโอนอ่อนระทดระทวยไปตามสัมผัสที่ปรัชญ์อยากให้เป็น

โอย...คุณปรัชญ์...”

ปากอิ่มหลุดเสียงออกมาสุดเสียง มือเล็กที่ตอนนี้เป็นอิสระแล้วขยับมาวางที่ไหล่หนาเช่นเดิม หากแต่มันไม่ใช่เพื่อผลักเขาออกห่างแล้ว เล็บซึ่งถูกตัดสั้นอยู่เสมอจิกลงบนไหล่เปลือยเปล่าเต็มแรง ตอนที่เขาทะยานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเธอ  จากนั้นเสียงหวานก็เงียบไปอีก เมื่อปากของปรัชญ์ปิดปากอิ่มแล้วมอบจุมพิตชวนมึนเมาให้จนเธอลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากเขา

จากนั้นธรินดาก็เหมือนดำดิ่งสู่หุบเหวแห่งอารมณ์ที่เต็มไปด้วยฤทธิ์ร้ายของดำฤษณาอันสุดหฤหรรษ์รัญจวน จนกระทั่งถึงปลายทางอันเต็มไปด้วยความหลากล้นของอารมณ์ ที่เธอก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเรียกมันว่าอะไร...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha