เมียคืนแรม ซีรีส์เมียที่(ไม่)รัก เล่ม๑

โดย: เทียนธีรา



ตอนที่ 3 : รอยราคีสีเทา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ธรินดาตื่นมาตั้งแต่เช้าตรู่เช่นเดียวกับทุกเช้า ทว่าเช้านี้หญิงสาวไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นเหมือนเช่นเคย ความรู้สึกผิดและความเศร้าหมองเกาะกินหัวใจจนปวดร้าว ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ กับสิ่งที่ต้องสูญเสียไปอย่างไม่อาจเรียกร้องกลับคืน ครั้นจะให้โทษว่าเธอถูกปรัชญ์ข่มเหงรังแกก็พูดได้ไม่เต็มปากเลยสักนิด เพราะเขาบอกแล้วว่าหากเธอปฏิเสธเขาก็พร้อมจะหยุด ธรินดาไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงไม่พูด ทำไมสมองถึงไม่สั่งการ ทำไมร่างกายมันถึงได้มีปฏิกิริยาสวนทางกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ทำไมไม่ต่อต้านเขาให้ถึงที่สุด ทำไมเมื่อคืนนี้ตัวเองถึงได้เหมือนกับเนยเหลวโดนอังไฟ 

ปรัชญ์กลับห้องนอนของเขาหลังจากที่เธอเอาแต่นิ่งเงียบ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่วายจูบแก้มซึ่งนองด้วยน้ำตาของเธอหนักๆ ก่อนจะลุกจากเตียงออกไปอย่างเฉยชา เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ธรินดาอยากจะคิดว่าทั้งหมดมันเป็นแค่ความฝัน หากร่างกายที่ยังคงปวดแปลบอย่างชัดเจนในบางส่วนก็ฟ้องชัดว่า...นับแต่นี้เธอไม่ใช่ผู้หญิงบริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว!

ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจะอาบน้ำชำระล้างราคีออกไปจากใจและกาย ทว่าดวงตาที่ฝ้าฟางไปด้วยม่านน้ำตานั้นก็สะดุดกับรอยเลือดบนผ้าปูที่นอนซึ่งเป็นหลักฐานได้อย่างดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง เธอไม่ได้ฝันไป หยดน้ำอุ่นๆ เอ่อล้นขึ้นมาคลอรอบดวงตาอีกครั้งด้วยความเจ็บใจที่ตัวเองไม่เข้มแข็งพอ เธอจะกล้าบอกเรื่องนี้กับใครได้ ในเมื่อส่วนหนึ่งมันเกิดจากความใจง่ายของเธอเอง ปรัชญ์แค่แตะนิดต้องหน่อยเธอก็อ่อนปวกเปียก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเขาไม่ได้ทำไปเพราะรัก แต่ทำเพราะอยากจะเอาชนะเธอ ที่สำคัญเขากำลังจะหมั้นในเร็ววันนี้ แต่เธอก็ยังปล่อยให้เหตุการณ์มันเลยตามเลย จนได้แต่มาเสียใจทีหลัง

มือเล็กรีบรื้อผ้าปูนั้นออกมาจากเตียง ยัดใส่ลงในตะกร้าเพื่อจะนำลงไปซัก ทว่ากลับยังมีหลักฐานอีกอย่างที่เธอคาดไม่ถึงตกอยู่ข้างเตียง นั่นก็คือห่อฟอยล์รูปสี่เหลี่ยมที่ถูกแกะใช้แล้ว ใช่...เมื่อคืนนี้ปรัชญ์หยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกง เหมือนว่ามันคือสิ่งที่เขาพกพาเป็นประจำอยู่แล้ว และห่อฟอยล์ที่ตกอยู่อันนั้นเขาใช้มันกับเธอ

ร่างบางย่อตัวลงเก็บมันและกำแน่นไว้ในมือ มองซ้ายแลขวาเหมือนจะหาที่ทิ้ง แต่ก็ฉุกใจคิดว่าไม่สามารถทิ้งมันลงถังขยะในห้องได้ เพราะมันจะเป็นหลักฐานให้บัวคำหรือใครก็ตามที่ขึ้นมาทำความสะอาดห้องสงสัยว่าทำไมถึงมีของสิ่งนี้ในห้องของเธอ หากมีคนทราบเรื่องนี้เข้าเรื่องคงจะยุ่งยากแน่ๆ ปรัชญ์กำลังจะหมั้น และถึงแม้ว่าเขาจะไม่หมั้น เธอก็ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า จะเก็บงำเรื่องนี้ไว้เป็นความลับคนเดียวไปตลอดชีวิต และไม่แม้แต่จะคิดเรียกร้องอะไรหรือความรับผิดชอบใดๆ จากผู้ชายที่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อต้องการรังแกเธอเท่านั้น

ธรินดารีบอาบน้ำ ยกตะกร้าผ้าปูที่นอนลงไปในห้องซักผ้า จัดการยัดมันใส่ลงไปในเครื่องซักผ้าแบบอัตโนมัติขนาดหลายกิโลกรัม ใส่น้ำยาซักผ้าที่มีคุณสมบัติขจัดคราบต่างๆ รวมถึงคราบเลือดได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็เปิดน้ำและกดปุ่มให้เครื่องทำงาน

เสียงครืดๆ ของเครื่องเริ่มทำงานหลังจากที่เธอกดปุ่มสตาร์ต นั่นหมายถึงว่าหลักฐานบางส่วนได้เริ่มถูกทำลายไปแล้ว ทว่าหลักฐานอีกอย่างยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเธอ 

“อ้าว...คุณหนูเล็ก ลงมาทำอะไรแต่เช้าคะ”

เสียงของบัวคำดังขึ้น ขณะที่ธรินดากำลังจะออกจากห้องซักผ้า ทำเอาร่างบางสะดุ้งโหยง หัวใจหล่นวูบราวกับคนแอบทำความผิดแล้วมีคนจับได้ ทว่าหญิงสาวก็รีบปรับสีหน้าและแววตาให้เป็นปกติอย่างเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้บัวคำจับพิรุธความผิดปกติของตนได้

“เล็กเอาผ้าปูที่นอนมาซักค่ะพี่บัวคำ”

“ทำไมต้องทำเองล่ะคะ เดี๋ยวสายๆ พี่บัวคำทำให้ก็ได้ ปกติพี่ก็ให้เด็กเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้คุณๆ ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่บัวคำ พอดีเล็กตื่นเช้า ไม่มีอะไรทำก็เลยรื้อมันลงมา”

“ถ้างั้นก็ทิ้งไว้นี่ละนะคะ เดี๋ยวพอปั่นแห้งเสร็จพี่บัวคำจะเอาไปตากให้เอง”

“ขอบคุณค่ะพี่บัวคำ งั้นเล็กขอตัวไปปั่นจักรยานเล่นก่อนนะคะ”

“แล้ววันนี้คุณหนูเล็กไม่ใส่บาตรเหรอคะ” บัวคำถามอย่างสงสัยเพราะปกติธรินดาจะต้องใส่บาตรทุกเช้า

“คือเล็ก...เล็กขอเว้นวันหนึ่งนะคะพี่บัวคำ” ธรินดาไม่รู้จะตอบว่ายังไง เธอมัวแต่หมกมุ่นเรื่องที่ห่างไกลกับคำว่าบุญมาก จนทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและลืมเรื่องที่ตัวเองทำเป็นประจำไปเสียสนิท

“ก็ตามใจคุณเล็กเถอะค่ะ เว้นวันเดียวคงไม่เป็นไรหรอก ปกติคุณเล็กก็ชอบทำบุญเป็นประจำอยู่แล้ว ตอนนี้น่าจะสะสมบุญได้มากโขแล้วมั้งคะ”

ธรินดาได้แค่ยิ้ม ก่อนจะออกจากห้องนั้นไปหลังจากจบการสนทนากับบัวคำแล้ว

จักรยานคันที่แม่ใหญ่ซื้อให้เมื่อหลายปีก่อนยังคงสภาพดีอยู่ มันถูกธรินดาใช้งานแทบจะทุกวันในช่วงที่กลับมาอยู่บ้าน เธอมักจะปั่นมันไปตัดดอกไม้ หรือไม่ก็ปั่นไปดูพระอาทิตย์ตกดินตอนเย็นที่เนินเขาหลังบ้านอยู่เป็นประจำ แต่วันนี้มันถูกใช้แต่เช้ากว่าทุกวัน เพื่อพาผู้เป็นเจ้าของไปยังหน้าบ้าน

วันนี้หน้าคุ้มลักษิกาที่เคยมีโต๊ะใส่บาตรตั้งอยู่เป็นประจำ ปราศจากภาพอันคุ้นเคยตา เมื่อแม่เลี้ยงเจ้าของคุ้มไปปฏิบัติธรรมและลูกสาวคนเล็กก็ของดเว้นการทำบุญหนึ่งวัน

ร่างบางปั่นจักรยานมาจอดข้างๆ ถังขยะใบใหญ่ ลมหายใจถูกระบายออกมาเบาๆ ขณะที่มือเล็กหย่อนห่อฟอยล์ที่พันด้วยกระดาษทิชชูอย่างแน่นหนาลงไปในนั้น

จักรยานคันเดิมถูกปั่นกลับเข้าไปในบ้าน ตาคู่สวยมองเห็นรถกระบะสี่ประตูสีดำกำลังแล่นออกมาจากโรงรถ แม้จะมองเห็นแต่ไกล ก็รู้ว่าเป็นรถของปรัชญ์ ปรัชญ์ใช้รถกระบะเพราะช่วงนี้เขาต้องไปคุมไซต์งานโครงการบ้านจัดสรรซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่กำลังเริ่มก่อสร้าง แม้จะอยู่บนถนนคนละเลน แต่ธรินดาก็ไม่อยากจะปั่นจักรยานสวนกับเขาเลย หญิงสาวมองตรงอย่างเดียว ไม่แม้แต่จะเอียงหน้าไปยังถนนอีกเลนตอนที่รถของปรัชญ์แล่นใกล้เข้ามา ทว่าเสียงหวานก็ต้องร้องวี้ดออกมาด้วยความตกใจเมื่อคนที่ขับรถกระบะหักพวงมาลัยข้ามเลนมาจนเกือบชนกับรถจักรยานของเธอ สัญชาตญาณทำให้ธรินดารีบหักหลบเข้าข้างทางที่เป็นสนามหญ้า จักรยานของเธอเสียหลักจนเกือบล้มแต่ดีว่าเบรกทัน

ปรัชญ์หยุดรถแล้วเปิดกระจกด้านข้างออกมามองคนที่กำลังประคองจักรยานอย่างทุลักทุเล ก่อนจะพูดในสิ่งที่ทำเอาคนฟังร้อนรน

“ตื่นแต่เช้า มาทำลายหลักฐานเหรอ”

“คนเลว” ธรินดาพึมพำเบาๆ แต่ปรัชญ์ก็ยังได้ยิน

“งั้นเหรอ แล้วเวลาที่คนเลวผสมพันธุ์กับคนดีมันจะเกิดเป็นคนอะไร?” คนถามถามอย่างยียวนและอารมณ์ดี ขณะที่คนถูกถามหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย

“เล็กเกลียดคุณ!

ธรินดาพ่นผรุสวาทใส่เขา ก่อนจะรีบปั่นจักรยานหนีไปให้พ้นหน้าคนใจร้ายและปากเสีย โดยมีเสียงหัวเราะของปรัชญ์แว่วตามหลังมา

 

“โห...วันนี้ฝนต้องตกหนักแน่ๆ เลยค่ะ คุณปรัชญ์กลับบ้านตั้งแต่หัววัน”

บัวคำอุทานขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นปรัชญ์เดินเข้ามาที่ห้องรับประทานอาหารก่อนใครในเย็นวันนั้น กลับเป็นปราณต์เสียอีกที่ยังไม่กลับเนื่องจากมีเคสผ่าตัดด่วน จึงต้องอยู่โรงพยาบาลต่อ แม้จะเลยเวลาเลิกงานแล้ว ส่วนแม่เลี้ยงลักษิกานั้นก็ยังอยู่ในช่วงไปปฏิบัติธรรม

“ทำไมบ้านเงียบจัง” ปรัชญ์ถามขึ้นเสียงขรึมๆ เมื่อห้องรับประทานอาหารมีเพียงบัวคำกับสาวใช้อีกคนอยู่กันเพียงลำพัง

“แม่เลี้ยงยังไม่กลับจากปฏิบัติธรรมค่ะ ส่วนคุณหมอปราณต์มีผ่าตัดด่วน”

“แล้วคุณหนูเล็กของเธอหายไปไหน ทำไมไม่ลงมากินข้าว” ปรัชญ์ถามคนของตนต่อ เมื่อบัวคำตอบถึงคนในบ้านไม่ครบอย่างที่เขาต้องการอยากได้ยิน

“วันนี้คุณหนูเล็กบอกว่าไม่ทานข้าวเย็นค่ะ เห็นบอกว่าไม่สบายค่ะ”

“เป็นอะไร” เสียงถามนั้นห้วนแต่เจือไว้ด้วยความร้อนใจโดยที่คนฟังไม่ทันได้จับพิรุธ และคนถามเองก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“คงปวดหัวหรือเป็นไข้หวัดมั้งคะ บัวคำหายาให้ก็ไม่ยอมกินยา บอกว่านอนพักแล้วก็คงดีขึ้นเอง”

“เธอตามใจคุณหนูเล็กของเธอแบบนี้เป็นประจำเหรอ ไม่สบายแล้วไม่กินยาจะหายได้ยังไง”

“เปล่านะคะ ปกติคุณหนูเล็กไม่เคยดื้อ แต่วันนี้เธอทำท่าแปลกๆ และสีหน้าไม่ดีตั้งแต่เช้า บัวคำก็เลยไม่อยากเซ้าซี้เธอน่ะค่ะ ว่าแต่คุณปรัชญ์จะทานข้าวเลยไหมคะ”

“อือ...

ปรัชญ์พยักหน้าแล้วนั่งลง บัวคำจึงพยักหน้าให้สาวใช้อีกคนตักข้าวให้ แล้วยืนดูเจ้านายทานอาหารอยู่เงียบๆ ไม่กล้าชวนคุย เพราะเหมือนปรัชญ์เองจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ไม่รู้ว่าใครหรืออะไรทำให้หงุดหงิด คนในบ้านต่างก็รู้ว่าถ้าคุณปรัชญ์อารมณ์ไม่ดี อย่าพยายามเข้าใกล้หรือไปตอแย ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกเล่นงานเอาได้ง่ายๆ

 

น้ำหนักเตียงที่ยุบยวบยาบลงทำให้คนซึ่งนอนตะแคงหันหลังอยู่ต้องพึมพำออกมาเบาๆ เพราะเข้าใจว่ามีคนขึ้นมาตามให้ลงไปกินข้าวเย็นทั้งๆ ที่เธอบอกเอาไว้แล้วว่าไม่หิว

“พี่บัวคำเหรอคะ เล็กบอกแล้วไงคะว่าวันนี้เล็กไม่ทานข้าวเย็น”

“ถึงกับนอนซมเลยเหรอ เมื่อคืนฉันก็ไม่ได้รุนแรงอะไรกับเธอนี่”

น้ำเสียงและคำพูดที่แข็งกระด้างซึ่งห่างไกลจากลักษณะของบัวคำลิบลับทำให้ธรินดาต้องรีบพลิกตัวกลับมา ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่ง พลางกระชับผ้าห่มเข้าหาตัว และมองคนเข้ามาใหม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวและระแวดระวัง ราวกับกวางน้อยเจอกับราชสีห์ที่กำลังจะมาขย้ำตัวเองอีกหน

“คุณปรัชญ์!

“ใช่ฉันเอง ที่นอนซมสำออยแบบนี้อยากให้หมอปราณต์มาตรวจดูอาการหรือไง แล้วถ้าหมอปราณต์มาตรวจจะรู้หรือเปล่าที่เธอไม่สบายก็เพราะ...

“หยุดนะคะคุณปรัชญ์!” ธรินดารีบร้องห้ามก่อนที่เขาจะพูดอะไรให้ได้อาย

“หยุดอะไร”

“หยุดพูดถึงเรื่องบ้าๆ ที่คุณปรัชญ์ทำกับเล็กเสียที” หญิงสาวพูดเสียงสั่นเครือ น้ำตาเหมือนจะเอ่อขึ้นมาคลอรอบดวงตา แต่คนมองไม่สน เขายังคงยิ้มยั่ว คิ้วเข้มเลิกขึ้น และยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนธรินดาลืมความเศร้าหมองของตัวเองชั่วขณะและรีบเบือนหน้าออกห่าง

“ฉันก็แค่จะบอกว่า เหตุผลที่เธอไม่สบายก็เพราะเธอไม่ได้นอนแทบทั้งคืน”

“เจตนาคุณปรัชญ์ไม่ใช่แบบนั้นหรอก คนเล่นลิ้น”

“ใช่...ฉันชอบเล่นลิ้น แล้วเมื่อคืนฉันกับเธอก็เล่นลิ้นกันทั้งคืน เสียวดีออกเธอว่ามั้ย”

คราวนี้คนเสียใจเปลี่ยนอารมณ์เป็นโกรธจัดจนลืมตัวและถลาเข้าไปใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบตีเขารัวๆ ปรัชญ์จับมือเล็กนั้นไว้ พร้อมกับรวบร่างบางมากอดไว้แน่น ตาจ้องมองใบหน้าหวานใสที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่ออย่างไม่วางตา ทำให้ธรินดารู้ว่าเสียท่าเขาเข้าให้อีกแล้ว

“ปล่อยเล็กค่ะคุณปรัชญ์” ธรินดาดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดของคนชอบหาเรื่อง

“เธอโผเข้ามาให้ฉันกอดเองนะ ช่วยไม่ได้”

“คนกักขฬะ ออกไปจากห้องเล็กนะคะคุณปรัชญ์ ไม่งั้นแม่ใหญ่กลับมาเล็กจะฟ้องแม่ใหญ่” ธรินดาไม่รู้จะช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร จึงได้แต่หยิบยกเอาคนที่คิดว่าปรัชญ์จะเกรงใจที่สุดมาอ้าง

“ฟ้องว่าไง?” คิ้วหนาดกดำเป็นปื้นเลิกขึ้นขณะถามอย่างยียวนแกมท้าทาย

“ฟ้องว่าคุณปรัชญ์เข้ามารังแกเล็ก”

“รังแกยังไง” ปรัชญ์ตามต่ออีก

“เล็กจะบอกแม่ใหญ่ว่าคุณปรัชญ์ขืนใจเล็ก” เธอขู่เขาไปเช่นนั้นทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเธอคงไม่กล้าจะบอกเรื่องนี้กับใคร

“ขืนใจงั้นเหรอ แน่ใจนะธรินดา เมื่อคืนฉันบอกเธอแล้วนี่ ว่าถ้าไม่เต็มใจให้บอกฉันให้หยุด แต่ฉันจำได้ว่าไม่ได้ยินเธอพูดคำว่าหยุดสักคำนะ มีแต่บอกว่า อย่าค่ะ...อื้อ...คุณปรัชญ์ขาเล็กเสียว...” ปรัชญ์ยกคำพูดของเธอมาล้อเลียนแบบหน้าตาย ทำเอาธรินดาร้อนวาบไปทั้งหน้า

“คนบ้า! หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ! เล็กไม่ได้พูดอะไรบ้าๆ แบบนั้น เล็กจะฟ้องแม่ใหญ่! เล็กเกลียดคุณ!

“แม่ใหญ่ของเธอรู้อยู่แล้วมั้งว่าเธอเกลียดฉัน คงไม่ต้องบอกซ้ำหรอก”

แม่ใหญ่น่ะเหรอที่รู้...วันนั้นแม่ใหญ่ยังบอกว่า คุณปรัชญ์ของหนูเล็กอยู่เลย มีแต่เขานั่นแหละที่พาลหาเรื่องเธอและแม่ตัวเองอยู่บ่อยๆ

“ปล่อยเล็กแล้วออกไปจากห้องเล็กเถอะนะคะเล็กขอร้อง คุณปรัชญ์กำลังจะหมั้นนะคะ”

“แล้วไง”

“เล็กอยากให้คุณปรัชญ์ลืมว่าเกิดอะไรขึ้น เล็กเองก็จะลืมเหมือนกัน คุณปรัชญ์อย่าทำให้อะไรๆ มันยุ่งยากเลยนะคะ เล็กไม่อยากเดือดร้อน เล็กไม่อยากทำให้แม่ใหญ่ผิดหวังในตัวเล็ก” เธอพูดกับเขาเสียงอ่อนลง เลิกใช้อารมณ์แต่ใช้เหตุผลขอร้องเขาดีๆ

“เธอลืมได้เหรอ”

ปรัชญ์ย้อนถาม เป็นคำถามที่ทำให้คนถูกถามอึ้งไปพักหนึ่งเหมือนกัน แต่ยังไม่ทันที่ธรินดาจะตอบก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้องเสียก่อน

ก๊อก...ก๊อก

“ปล่อยเล็กค่ะคุณปรัชญ์” ธรินดาดิ้นแรงขึ้นอีกรอบและมองไปยังประตูอย่างเดือดเนื้อร้อนใจ กลัวว่าคนข้างนอกจะเข้ามาเห็นว่าปรัชญ์กำลังกอดเธออยู่

“เล็ก...เล็ก...

ประโยคดังกล่าวเป็นเสียงของปราณต์ ทำให้ปรัชญ์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะคลายอ้อมกอด และเป็นฝ่ายลุกไปเปิดประตูให้เสียเอง

“อ้าวปรัชญ์” พี่ชายทักขึ้นและแปลกใจอย่างมากที่เห็นน้องชายเป็นคนเปิดประตูห้องของธรินดา

“พี่ปราณต์มาทำอะไร”

“ฉันเพิ่งกลับมาถึง เห็นบัวคำบอกว่าเล็กไม่สบาย ฉันก็เลยขึ้นมาดู นายเองก็มาดูน้องเหมือนกันเหรอ”

“เปล่า...ผมไม่ได้มาดู”

ตอบแค่นั้นร่างสูงก็เบี่ยงตัวออกจากห้อง ทิ้งให้พี่ชายมองตามอย่างสงสัยในพฤติกรรมและท่าทางแปลกๆ เช่นนั้น แต่ปราณต์ก็ปัดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว เพราะปกติปรัชญ์เป็นคนปากแข็งและชอบตอบอะไรยียวนเช่นนี้อยู่แล้ว

นายแพทย์หนุ่มเดินตรงไปยังเตียงของน้องสาวบุญธรรม ทรุดตัวลงนั่งที่เดิมกับคนที่เพิ่งลุกไป แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันลิบลับกับผู้เป็นเจ้าของเตียง

“เป็นยังไงบ้าง เห็นบัวคำบอกว่าไม่สบายเหรอ” เสียงทุ้มหล่ออ่อนโยนสมตัวและอาชีพเอ่ยถาม พลางยกมือขึ้นอังที่หน้าผากมนอย่างห่วงใย

“เล็กปวดหัวน่ะค่ะพี่ปราณต์”

“น่าจะมีไข้ต่ำๆ ด้วย เหมือนตัวจะรุมๆ ไปทำอะไรมาถึงได้ไม่สบายหือ เมื่อคืนนอนไม่ห่มผ้าหรือไง”

คำถามของพี่ชายบุญธรรมทำให้ธรินดาหน้าร้อนผ่าวอีกครา แม้จะเป็นคนละความรู้สึกกับที่ปรัชญ์ทำให้เป็นเมื่อครู่ก็ตาม แต่มันก็เกิดจากเรื่องเดียวกัน ใช่...เมื่อคืนนี้เธอแทบไม่ได้ห่มผ้า แถมไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้น แต่ร่างกายก็ไม่ได้เหน็บหนาวเพราะมันถูกแผดเผาด้วยไฟพิศวาสอันร้อนแรงของปรัชญ์เกือบตลอดคืน ที่เธอไม่สบายอยู่ตอนนี้ก็เพราะพิษของรสสวาทนั่นต่างหาก

“คงจะใช่ค่ะ” ธรินดาไม่รู้จะตอบเช่นไร จึงได้แต่ตอบไปตามสถานการณ์

“งั้นก็กินยาแล้วนอนซะนะ พี่เตรียมยาขึ้นมาให้ด้วย พรุ่งนี้ก็หายแล้วละ” ปราณต์บอกแล้ววางยาเม็ดที่อยู่ในแผงไว้บนหัวเตียงให้

“ขอบคุณพี่ปราณต์มากนะคะที่ดีกับเล็กมาตลอด” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เขาด้วยความซาบซึ้งใจ สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ทำให้น้ำตาเอ่อล้นและไหลลงอาบแก้มอย่างมิอาจยับยั้งได้ ในบ้านหลังนี้นอกจากแม่ใหญ่แล้ว ก็คงมีแต่ปราณต์เท่านั้นละมังที่รักและดีต่อเธอเสมอมา

“เอ๊า...ขี้แยซะแล้วน้องเล็ก มานี่มา”

ปราณต์หัวเราะเบาๆ นัยน์ตาฉายประกายขบขันเล็กน้อย แล้วดึงร่างบางเข้าไปกอดอย่างอ่อนโยนและถ่ายทอดความอบอุ่นให้ อ้อมกอดของปราณต์ช่างต่างกับอ้อมกอดของคนที่เพิ่งออกไปอย่างสิ้นเชิง ธรินดาสะอื้นฮักกับอกอันแข็งแรงนั้น น้อยครั้งที่ปราณต์จะกอดเธอเช่นนี้ แต่อ้อมกอดของเขาก็ให้ความอบอุ่น เช่นเดียวกับที่เธอเองก็แทบจะไม่เคยถูกปรัชญ์กอดเหมือนกัน แต่ยามใดที่ถูกคนคนนั้นกอดก็มักจะตามมาด้วยการถูกรังแกทุกครั้ง ทว่าเธอก็ไม่เคยต่อต้านเขาได้เลย

 

แม่เลี้ยงลักษิกากลับมาจากปฏิบัติธรรมแล้ว แต่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ของลูกสาวบุญธรรมเลยแม้แต่น้อย เพราะธรินดาเก็บงำทุกอย่างไว้เป็นความลับและพยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุดยามอยู่ต่อหน้าทุกคน อีกทั้งช่วงนี้ปรัชญ์เองก็ไม่ค่อยจะกลับบ้าน ทำให้เธอไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ พักหลังๆ ธรินดาจึงสบายใจและเข้มแข็งขึ้นมาก

พระอาทิตย์เริ่มจะเคลื่อนคล้อยลงต่ำ หญิงสาวหยิบเอาตะกร้าหวายเพื่อจะไปตัดกุหลาบที่ปลูกอยู่ในแปลงบนเนินเขาหลังบ้านมาจัดแจกันในห้องพระและห้องรับแขก แต่วันนี้จักรยานที่เคยจอดอยู่ในโรงรถหายไป ธรินดาจึงเดินถือตะกร้าไปยังแปลงกุหลาบแทน

ร่างบางย่อตัวลงตัดกุหลาบใส่ในตะกร้า ซึ่งส่วนใหญ่เธอจะเลือกตัดสีขาวเพื่อใส่ในห้องพระและสีชมพูสำหรับห้องรับแขก กระทั่งได้กุหลาบสวยๆ จนเกือบเต็มตะกร้า หญิงสาวจึงนั่งลงและทอดสายตาไปยังพระอาทิตย์ดวงโตที่ตอนนี้กำลังทอดตัวลงลับเหลี่ยมเขา ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดลงในที่สุด

ความมืดคืบคลานเข้ามาพร้อมๆ กับไอหมอกสีขาวจางๆ ที่แผ่ขยายไปทั่วอาณาบริเวณอย่างรวดเร็ว ธรินดาถอนหายใจเล็กน้อยที่ความงดงามของธรรมชาติยามเย็นเลือนหายไปอีกวัน ร่างบางลุกขึ้นแล้วเดินลัดเลาะมาตามถนนที่ทอดยาวตรงไปยังตัวบ้าน ขณะที่เท้าเล็กๆ เดินย่ำแบบเอื่อยๆ ไม่ได้เร่งรีบอะไรนั้น เสียงกระดิ่งของจักรยานที่ถูกใครบางคนปั่นมาจากทางด้านหลังก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงทุ้มดุห้วนกระด้าง

“ไปไหนมา”  

“คุณปรัชญ์!” เสียงหวานอุทานออกมาด้วยความตกใจ ร่างบางสะดุ้งน้อยๆ แม้จะเห็นหน้าเจ้าของเสียงไม่ถนัดนักเพราะถูกความมืดบดบัง แต่เธอก็จำเรือนกายสูงตระหง่านที่นั่งอยู่บนอานจักรยานและน้ำเสียงเขาได้ถนัด...เขากลับมาตอนไหน ทำไมเธอถึงไม่เห็นรถของเขาจอดอยู่ที่โรงรถ

“ทำไมจะต้องตกใจขนาดนั้น” ปรัชญ์ถามขึ้นอย่างไม่พอใจอีก “ฉันเป็นยักษ์เป็นมารหรือไง”

“เล็กก็แค่ตกใจ”

“ตกใจอะไรนักหนา ไปทำความผิดอะไรมาหรือไง”

          อยากจะตอบไปว่าที่ตกใจนักหนาก็เพราะไม่คิดว่าจะเจอเขาหลังจากไม่ได้เจอกันหลายวัน และที่สำคัญไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่

          “เล็กไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ออกมาตัดดอกไม้”

          “เธอมาค่ำๆ มืดๆ แบบนี้เป็นประจำเหรอ”

          “ค่ะ เล็กชอบมาตัดดอกไม้ช่วงเย็น แล้วคุณปรัชญ์ล่ะคะไปไหนมา”

          “ไปไหนก็ได้มั้ง ที่นี่มันบ้านฉันนี่”

          คำตอบนั้นทำให้ความน้อยใจรุมเล่นงานคนที่อยู่ในฐานะ ผู้อาศัย อีกครั้ง ใช่...ที่นี่มันบ้านเขา เธอต่างหากที่เผลอลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านตัวเอง

          “เล็กขอโทษค่ะที่ถามอะไรโง่ๆ” หญิงสาวว่าประชดตัวเอง แต่กลับยิ่งโดนตอกย้ำจากคนปากร้าย

          “ใช่...เธอน่ะมันโง่ โง่ไปซะหมดทุกเรื่อง จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”

          “ค่ะ...งั้นเล็กขอตัว คุณปรัชญ์จะได้ไม่ต้องรำคาญคนโง่ๆ อย่างเล็ก”

          ธรินดาคร้านจะต่อปากต่อคำด้วย เพราะพูดไปก็มีแต่ตัวเธอเองที่เป็นฝ่ายเจ็บกับเจ็บ เนื่องจากปรัชญ์ไม่เคยคิดจะถนอมน้ำใจเวลาที่คุยกันอยู่แล้ว

เท้าเล็กๆ กำลังจะออกเดินต่อ แต่ถูกเสียงห้วนดุขัดขึ้นเสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนธรินดา”

“คุณปรัชญ์มีอะไรอีกคะ” เธอหันไปถามทั้งๆ ที่ไม่อยากจะเสวนาด้วยสักนิด

“มาซ้อนท้ายจักรยานฉันสิ เดี๋ยวฉันจะพากลับบ้าน”

“ไม่เป็นไรค่ะ เล็กเดินกลับเองได้”

“นี่คือคำสั่งธรินดา มาซ้อนท้ายจักรยานฉันเดี๋ยวนี้ หรือเธออยากมีเรื่องกับฉัน” เสียงเขาห้วนดุกระด้างบ่งบอกว่าเอาจริงแน่หากเธอคิดจะขัดใจ

“แต่เล็ก...

“ธรินดา!” เสียงนั้นเข้มดุกว่าเดิม เป็นสัญญาณเตือนถึงอันตรายแก่เจ้าของชื่อ

“ก็ได้ค่ะ”

ธรินดาจำต้องเดินไปนั่งซ้อนด้านหลังของร่างใหญ่ที่ตอนนี้นั่งคร่อมอยู่บนอานจักรยาน แม้จะเป็นการนั่งเอียงข้าง และมีระยะห่างระหว่างเธอกับเขาอยู่พอสมควร แต่หัวใจดวงน้อยๆ กลับเต้นแรงขึ้นมาทันที เมื่อไออุ่นจากร่างใหญ่นั้นแผ่ซ่านมากระทบกาย มือเล็กจึงเผลอกอดกระชับตะกร้าดอกกุหลาบที่ตอนนี้ถูกวางไว้บนตักแน่นขึ้น เพื่อลดอาการประหม่าแกมเขินอายของตัวเอง

“เอาตะกร้ามานี่”

ปรัชญ์เอี้ยวตัวมาพร้อมกับออกคำสั่งอีกครั้ง ธรินดาคร้านจะมีปัญหากับเขาจึงส่งตะกร้าในมือไปให้ง่ายๆ จากนั้นตะกร้าดอกไม้นั้นก็ถูกปรัชญ์เอาไปแขวนไว้ที่แฮนด์ของจักรยาน ก่อนที่เขาจะปั่นมันไปอย่างไม่เร็วนัก

ขณะที่จักรยานแล่นไปตามถนนตามแรงปั่นของคนที่แข็งแรงกว่า การเคลื่อนที่ของมันกลับมีอาการเซซ้ายเซขวาจะล้มแหล่มิล้มแหล่อยู่หลายครั้ง ทำให้เสียงหวานเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ

“ว้าย! คุณปรัชญ์ปั่นดีๆ สิคะ”

“ฉันก็ปั่นของฉันแบบนี้ เธอนั่นละไม่เคยซ้อนจักรยานหรือไง ถึงได้นั่งตัวแข็งทื่อแบบนั้น ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้ฉันปั่นจักรยานได้ไม่ถนัด เอามือมากอดฉันไว้สิ แล้วทำตัวให้เป็นธรรมชาติ”

ปรัชญ์ออกคำสั่งขณะยังปั่นจักรยาน แต่ธรินดาไม่ยอมทำตาม เขาจึงหยุดรถแล้วหันหน้ามาทางคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง ใช้มือใหญ่จับมือเล็กของเธอมาโอบที่เอวสอบของตัวเองอย่างถือวิสาสะ จากนั้นก็ปั่นจักรยานต่ออีกครั้ง

ธรินดาหน้าร้อนวูบ ทั้งเขิน ทั้งกระดาก และอับอายไปหมดที่ต้องมานั่งซ้อนท้ายจักรยานผู้ชายซึ่งชอบข่มขู่รังแกตัวเองอย่างปรัชญ์ แล้วยังต้องกอดเขาอีก มือเล็กกำลังจะละออกมา แต่ถูกเสียงห้วนๆ ดังแทรกขึ้นทันทีที่เธอเพียงแค่ขยับมือ

“อย่าเอามือออกเชียวนะธรินดา ไม่งั้นฉันจะจอดรถแล้วลงไปกอดเธอเอง บอกไว้ก่อนนะว่าฉันจะไม่ทำแค่กอดแน่ๆ ข้างทางมีแต่หญ้านุ่มๆ เธอคิดเอาเองก็แล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุ่งกว้างๆ แบบนี้ เธอจะครางดังเท่าไหร่ก็ได้ มันคงให้อารมณ์ดีพิลึก แต่คงได้แผลที่หลังเป็นที่ระลึกกันบ้างละ อ้อ...เตือนไว้อีกอย่างว่าวันนี้ฉันไม่ได้พกถุงยาง ไม่รับประกันความปลอดภัยของเธอหลังจากเสร็จนะ”

คำขู่และคำเตือนของเขายิ่งทำให้ธรินดาอับอายมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี และมากกว่าอับอายก็คือความหวาดหวั่น นึกอยากจะละมือออกมาแล้วทุบหลังเขาแรงๆ ให้หายเจ็บใจบ้าง แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงกับพายุอารมณ์ของเขา

เมื่อคนปั่นถูกคนซ้อนที่นั่งอยู่ด้านหลังยอมทำทุกอย่างตามที่ตัวเองบอกอย่างว่าง่ายและไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่ง คราวนี้จักรยานก็แล่นฉิวตรงไปยังคุ้มลักษิกาตามแรงถีบจากเท้าอันแข็งแรงของคนปั่น

ไอเย็นจากอากาศรอบกายปะทะร่างบางเป็นระยะ ทำให้เธอรู้สึกหนาวขึ้นมานิดหน่อย ทว่าส่วนเดียวที่ยังอุ่นซ่านอยู่ก็คือมือเล็กที่ตอนนี้โอบกระชับบนเอวสอบของคนอารมณ์ร้ายอยู่

ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศหรือเพราะคนที่กำลังปั่นจักรยานเงียบๆ กันแน่ที่ทำให้ธรินดานั่งใจลอย กระทั่งไม่รู้ว่าตอนนี้จักรยานมาจอดอยู่ที่โรงรถของคุ้มลักษิกาแล้ว

“ถึงแล้วก็เอามือออกสิ หรือว่ากอดฉันแล้วติดใจ”

ปรัชญ์หันหน้ามาถามอย่างล้อเลียนพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ราวกับเย้ยหยัน ทำให้ธรินดาได้สติ จึงรีบละมือออกมาจากเอวสอบที่ให้ความอบอุ่นกับมือเล็กของตนมาตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วลนลานลงมาจากจักรยาน ก่อนจะพึมพำด่าเขาไปคำหนึ่งอย่างไม่รู้ว่าจะตอบโต้อย่างไรให้หายเจ็บใจและหายอับอายได้บ้าง

“คนโรคจิต...

“เธอว่าไงนะ” ปรัชญ์แกล้งถามอย่างยียวนและเลิกคิ้วเข้มขึ้นทั้งๆ ที่ได้ยินเต็มสองหู

ธรินดาได้แต่ตวัดตามองอย่างเคืองแค้น ก่อนจะหลุดคำเดิมออกไป คราวนี้ดังและชัดเจนกว่าเดิมจนเกือบเป็นตะโกนใส่หน้าคนแกล้งไม่ได้ยิน

“เล็กว่าคุณปรัชญ์เป็นพวกโรคจิตค่ะ”

พูดจบก็รีบหันหลังและย่ำเท้าเล็กถี่ๆ หนีกลับเข้าบ้าน ไม่สนใจเสียงที่ตะโกนตามหลังมา

“เดี๋ยวก่อนธรินดา แล้วตะกร้าดอกไม้ของเธอนี่ล่ะ”

          ปรัชญ์ตั้งใจจะตะโกนถามกวนโมโหไปอย่างนั้น รู้ดีว่าคนที่เดินไวๆ หนีไปนั้นคงไม่กลับมาเอาตะกร้าดอกไม้ให้ถูกเขาแกล้งหรอก ดังนั้นเขาจึงต้องเป็นคนถือตะกร้าดอกไม้นั้นเข้าไปตั้งไว้ในบ้านให้เสียเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha