เมียคืนแรม ซีรีส์เมียที่(ไม่)รัก เล่ม๑

โดย: เทียนธีรา



ตอนที่ 4 : คน(ไม่)สนิท


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

วันนี้เป็นวันหยุด...ร่างสูงจึงยังคงนอนเอื่อยเฉื่อยอยู่บนเตียงทั้งที่ตื่นนานแล้ว อาหารเช้าเขาก็ไม่คิดจะลงไปกิน แต่กระนั้นบัวคำก็ยังอุตส่าห์ยกขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงห้อง ซึ่งก็คงไม่แคล้วเป็นคำสั่งของแม่เลี้ยงลักษิกาอีกตามเคย

ปรัชญ์ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวหลังจากนอนจนฉ่ำใจ จากนั้นก็ลงมาชั้นล่าง ตรงเข้าไปในห้องนั่งเล่นซึ่งตอนนี้ทั้งแม่ทั้งพี่ชายต่างอยู่พร้อมหน้า แต่แปลกที่เขาคิดว่าบ้านเงียบผิดปกติ หรือขาดอะไรบางอย่างไป เพราะไม่เห็นเจ้าของใบหน้าที่เขาชอบค่อนแคะว่าจืดชืดนั่งอยู่กับแม่ของเขาอย่างที่เคยเห็นอยู่เป็นประจำ ครั้นจะเอ่ยปากถามหาก็ผิดปกติวิสัยของตัวเอง จึงได้แต่เดาสุ่มว่าธรินดาชอบไปไหนบ้าง

“ตื่นแล้วเหรอตาปรัชญ์ แล้วนั่นจะไปไหน” แม่เลี้ยงลักษิกาทักลูกชายเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาแล้วก็จะกลับออกไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้นั่งลงเลย

“ไปเดินเล่นครับ”

ตอบแม่แค่นั้นร่างสูงก็พาตัวเองไปหาเป้าหมาย และเขาคาดไม่ผิดจริงๆ เมื่อไปที่ห้องพระแล้วเห็นว่าคนที่ตัวเองตามหากำลังนั่งสมาธิอยู่ในนั้น

ปรัชญ์แทรกตัวเข้าไปข้างใน ปิดประตูห้องพระ แล้วเดินไปล้มตัวลงนอนหนุนตักคนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ทำให้ธรินดาต้องลืมตาออกจากสมาธิเพื่อมองว่าใครกันที่จู่ๆ ก็เข้ามาทำเช่นนั้นกับตน

“คุณปรัชญ์!” เสียงหวานอุทานเมื่อก้มลงมองแล้วเห็นว่าคนที่กำลังนอนหนุนตักตัวเองอยู่เป็นใคร

“เป็นอะไรหือ เห็นฉันทุกครั้งจะต้องอุทานเหมือนเห็นยักษ์เห็นมาร” ปรัชญ์ถามเหมือนรำคาญนักหนา แต่กลับยกมือขึ้นกอดอกพลางจ้องหน้าคนที่ก้มลงมองตัวเองตอบอย่างรื่นรมย์

“ก็คุณปรัชญ์ทำตัวเหมือนยักษ์เหมือนมารจริงๆ นี่คะ ไม่เห็นหรือไงคะว่าเล็กนั่งสมาธิอยู่”

“เห็นแต่เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเหมือนยักษ์เหมือนมาร ฉันก็เลยมาที่ห้องพระนี่ไง เผื่อความเป็นยักษ์เป็นมารในตัวฉันจะได้ลดลง”

 “ถ้าอย่างนั้นลุกขึ้นสิคะ นี่มันห้องพระนะคะ” ไม่เพียงแต่บอก มือเล็กยังพยายามจะผลักไหล่หนาออกจากตัก แต่ปรัชญ์ก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย

“แล้วยังไง ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสียนี่”

“แล้วที่นอนหนุนตักเล็กอยู่นี่ล่ะคะ มันไม่เหมาะนะคะคุณปรัชญ์” เสียงหวานเอ่ยเตือนอย่างเดือดเนื้อร้อนใจ

“ฉันแค่อยากรู้สึกเย็นกายเย็นใจแบบเธอบ้าง”

“ถ้าอยากรู้สึกจริงๆ ก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิสิคะ”

“ไม่ละ ฉันเมื่อย นอนสมาธิดีกว่า”

พูดจบดวงตาคมกล้าก็หลับพริ้มลง แต่กลับไม่ได้สงบนิ่งเหมือนเข้าสู่ห้วงสมาธิแต่อย่างใด ใบหน้าอันหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยไรหนวดไรเครานั้นเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม ไม่สนใจคนที่กำลังดิ้นขลุกขลักเพราะเป็นเดือดเป็นร้อนที่ถูกนอนหนุนตักเลยแม้แต่นิด

“คุณปรัชญ์คะ...

“รบกวนคนทำสมาธิมันบาปนะธรินดา” เสียงเขาดังพึมพำทั้งที่หลับตาอยู่

ธรินดาได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรปรัชญ์ก็ไม่ยอมลุก สุดท้ายเธอก็ได้แต่นั่งนิ่งๆ เนื่องจากปรัชญ์ไม่ได้นอนสมาธิแล้วแต่เขาหลับจริงๆ เพราะมีเสียงกรนเบาๆ ให้เธอได้ยิน ตาคู่สวยจึงเผลอมองสำรวจทั่วใบหน้าของคนใจร้ายนั้นอยู่เงียบๆ ก่อนจะรีบดึงความสนใจของตัวเองมาจากเขา แล้วหลับตาลงทำสมาธิต่อโดยที่จิตใจไม่สงบสักนิด 

 

ค่ำนั้นเป็นอีกค่ำที่สมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แม่เลี้ยงลักษิกาจึงถือโอกาสพูดเรื่องหมั้นของปรัชญ์อย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลูกชายคนเล็กกลับบ้านบ้างไม่กลับบ้าง หรือถ้ากลับก็ดึกดื่นซะจนคนในบ้านหลับกันหมดแล้ว เลยไม่มีโอกาสได้คุยกันสักครั้ง

“แม่ได้ฤกษ์หมั้นมาแล้วนะตาปรัชญ์ เดือนหน้านี้เลย แม่ว่าจะจัดงานที่โรงแรมในกรุงเทพฯ หรือปรัชญ์ว่าจะจัดที่บ้านของหนูนัสริน” คนเป็นแม่ถามเป็นเชิงปรึกษาหารือกับเจ้าตัวที่ตอนนี้กำลังนั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ 

“จัดที่โรงแรมของเราที่เชียงใหม่ดีกว่าครับ”

“จะบ้าเหรอตาปรัชญ์ ทำไมจะต้องให้เขาเดินทางมาซะไกล แล้วไหนจะหนูเล็กอีก ตอนที่แกหมั้นหนูเล็กก็เปิดเทอมแล้วนะ” ว่าพลางมองไปยังลูกสาวบุญธรรมที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำให้ปรัชญ์มองตาม ธรินดาจึงรีบก้มหน้างุดเพื่อหลบตาดุๆ คู่นั้น

“จะลำบากอะไรกันนักหนา นั่งเครื่องบินมาชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว ไม่ใช่ยุคขี่เกวียนนะครับแม่เลี้ยง” ปรัชญ์บอกง่ายๆ ส่วนใหญ่เขามักจะเรียกแม่ตัวเองว่า แม่เลี้ยง อยู่เสมอเวลาที่พูดอะไรเป็นทางการ เหมือนจะกั้นตัวเองออกห่างจากผู้เป็นแม่มาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งแม่เลี้ยงลักษิกากับคนในครอบครัวก็ชินเสียแล้วกับการพูดเช่นนั้นของเขา

“ตาปรัชญ์นี่ทำไมเป็นคนขวางโลกอย่างนี้นะ หนูนัสเป็นฝ่ายหญิงจะให้หอบหิ้วกันมาหมั้นถึงบ้านของฝ่ายชายได้ยังไง”

“ก็ไม่ได้หมั้นที่บ้านนี่ครับ ผมบอกว่าจัดที่โรงแรม อีกอย่างผมก็ไม่ได้เป็นคนอยากหมั้น ถ้าใครอยากหมั้นหรืออยากมาร่วมงานนักก็ให้มากันเอง”

“ตาปรัชญ์!” แม่เลี้ยงลักษิกาทำเสียงเขียวใส่ แต่มีหรือที่ปรัชญ์จะสน

“ตามนั้นครับแม่เลี้ยง ถ้าไม่ได้ตามนั้นก็ให้คนอื่นหมั้นแทนผมก็แล้วกัน หรือจะยกเลิกงานหมั้นไปเลยก็ได้ ผมไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว”

“โอย...ฉันจะบ้าตายกับลูกคนนี้ เอาเถอะๆ จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ พ่อคนขวางโลก”

แม่เลี้ยงลักษิกาถอนหายใจและจำต้องอ่อนข้อให้ในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองต้องลำบากใจไม่น้อยกับการต้องไปพูดกับครอบครัวว่าที่คู่หมั้นของลูกชาย แต่แม่เลี้ยงลักษิกาก็รู้ดีว่าที่ปรัชญ์กล้าพูดเช่นนั้น ก็เพราะตอนนี้ทางครอบครัวของตนถือไพ่เหนือกว่าครอบครัวของนัสริน ทั้งนี้ก็เพราะบิดาของนัสรินเป็นนายทหารระดับนายพลรุ่นเดียวกับปภพพ่อของปราณต์และปรัชญ์ ทั้งคู่สนิทสนมกันมากและมีนิสัยเถรตรงเหมือนกัน ก่อนหน้าที่สามีของนางจะเสียชีวิต พลเอกปภพเคยเปรยไว้ว่าอยากให้สองครอบครัวเป็นทองแผ่นเดียวกัน โดยจะยกหนี้สินทั้งหมดที่ครอบครัวของเพื่อนสนิทติดค้างอยู่ให้เป็นสินสอดพร้อมกับเพิ่มให้อีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ทันได้เป็นจริง สามีของนางก็ด่วนจากไปเสียก่อน แต่แม่เลี้ยงลักษิกาก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะสานต่อความปรารถนาของสามีให้สำเร็จดังที่ตั้งใจไว้

“แล้วแม่เลี้ยงมีอะไรกับผมอีกหรือเปล่า” ปรัชญ์ถามแม่คล้ายกับอยากสะสางเรื่องให้จบๆ ไปทีเดียว

          “มี...แม่อยากให้ปรัชญ์เลิกเรียกหนูนัสว่านัสรินแล้วเรียกชื่อเล่นน้องแทน ส่วนปรัชญ์เวลาพูดกับน้องก็ให้แทนตัวเองว่าพี่ แม่ขอแค่นี้ได้หรือเปล่า”

          “เพื่ออะไร?

          “ก็แกกับน้องจะแต่งงานกัน ควรจะต้องทำตัวให้สนิทสนมกันเข้าไว้สิ อีกอย่างเรียกน้องแบบนั้นมันฟังดูห่างเหินและเหมือนเราไว้ตัว”

          “งั้นผมต้องเรียกธรินดาว่าน้องเล็กด้วยหรือเปล่า จะได้ฟังดูไม่ห่างเหิน” เขาเน้นประโยคหลังเป็นพิเศษ คนถูกพาดพิงร้อนใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมองคนหาเรื่อง และเขาก็ตวัดมองมาพอดี  ตาที่เหมือนจะเรียบเฉยคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความนัยที่รู้กันสองคน ทำเอาธรินดาถึงกับวุ่นวายใจไปชั่วขณะเลยทีเดียว

          “แม่ก็บอกให้เรียกตั้งนานแล้ว แต่เราไม่ยอมเรียกเองนี่” แม่เลี้ยงลักษิกาย้อนลูกชาย และไม่ได้สังเกตเห็นสายตาระหว่างคนทั้งคู่ที่มองกันแปลกๆ เพราะปรัชญ์ชอบหาเรื่องรวนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

          “ก็แต่ก่อนไม่สนิท แต่ตอนนี้ สนิท กันแล้วนี่ครับแม่เลี้ยง”

          “แกไปสนิทกับน้องตอนไหน”

          “ก็ตอน...” ปรัชญ์แกล้งลากเสียง จนธรินดาถึงกับลืมหายใจขณะรอฟังคำตอบของเขา “...ตอนที่แม่เลี้ยงไม่อยู่นั่นแหละ ทำไมครับแม่เลี้ยงไม่อยากให้ผมสนิทกับลูกสาวคนเล็กของแม่เลี้ยงหรือไง”

          “แกน่ะมันชอบหาเรื่องพาล แม่ไม่เคยห้ามไม่ให้แกสนิทกับน้อง มีแต่แกนั่นแหละที่ท่ามาก ถ้าสนิทกันแล้วจริงๆ แม่ก็ดีใจ”

“แล้วเธอล่ะธรินดา อยากให้ฉันเรียกว่ายังไง” คราวนี้เขาถามคนที่ตัวเองกำลังจ้องอยู่

          “แล้วแต่คุณปรัชญ์สะดวกเถอะค่ะ เล็กยังไงก็ได้” ธรินดาตอบแบบกลางๆ แล้วเสมองจานข้าวเช่นเดิม เพื่อหลบตาคนที่จงใจทำให้เธอเดือดร้อนใจ

          “ว่าง่ายดีจริงๆ นะครับลูกสาวแม่เลี้ยงเนี่ย” ปรัชญ์หันไปพูดกับมารดาอีก เมื่อคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอาแต่ก้มหน้างุดจนคอแทบจรดคางอยู่แล้ว

          “ก็แหงละ แม่เลี้ยงของแม่มาดี มีแต่แกนั่นละที่ดื้อ แหกคอก ไม่รู้ไปได้นิสัยห่ามๆ ขวางโลกพวกนี้มาจากใคร พ่อเราก็ออกจะเป็นสุภาพบุรุษ ปราณต์ก็ออกจะว่าง่าย” แม่เลี้ยงลักษิกาอดบ่นไม่ได้ แม้จะชินชาเสียแล้วกับนิสัยของลูกชายคนเล็ก

          “บางทีคนที่เป็นลูกบุญธรรมของแม่เลี้ยงอาจเป็นผมก็ได้มั้ง พี่ปราณต์กับธรินดาต่างหากที่เป็นลูกแม่เลี้ยงจริงๆ” ปรัชญ์ยังไม่วายพูดยอกย้อนมารดาอีกประโยค ก่อนจะรวบช้อน ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม และลุกจากโต๊ะอาหารเป็นคนแรกอีกเช่นเคย

 

          เวลาสองสัปดาห์สำหรับช่วงปิดเทอมของธรินดาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เธอกลับมาบ้านนั้นจะเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมายกับตัวเอง ทว่าเธอก็กำลังพยายามจะลืมและบอกตัวเองว่าเรื่องพวกนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

          กระเป๋าสองใบถูกแพ็กไว้เรียบร้อย เป้ที่เคยแฟบๆ ตอนสะพายมาจากกรุงเทพฯ ตอนนี้เต็มจนแทบยัดไม่ได้ เพราะแม่เลี้ยงลักษิกาซื้อเสื้อผ้าใหม่และของใช้หลายอย่างให้ ส่วนอีกใบสำหรับบรรจุเสบียงโดยเฉพาะ และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปสนามบิน บัวคำก็ขึ้นมาช่วยยกกระเป๋าไปใส่ท้ายรถ จากนั้นอินแปงก็เปิดประตูหลังเพื่อให้แม่เลี้ยงลักษิกากับธรินดาขึ้นไปนั่งแต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะขึ้นรถ เสียงแตรของรถอีกคันที่แล่นเข้ามาใหม่ก็ดังขึ้น

          ปริ๊น...ปริ๊น...

          ทั้งแม่เลี้ยงลักษิกาและธรินดาต่างแปลกใจอย่างมากเมื่อเห็นว่ารถที่แล่นเข้ามาใหม่เป็นรถของใคร ร่างสูงก้าวลงมาจากรถโดยไม่ได้ดับเครื่อง

          “มาได้ไงตาปราณต์” คนเป็นแม่ถามเมื่อลูกชายคนโตก้าวเข้ามาหา

          “พอดีคนไข้ไม่เยอะครับ ผมก็เลยลางานมาสองชั่วโมง ทันเวลาส่งน้องเล็กพอดี”

          “นี่ลางานมาเพื่อจะไปส่งน้องเลยเหรอ”

          “ครับแม่ ก็ตอนน้องเล็กมาผมไม่ได้ไปรับ เลยชดเชยความผิดด้วยการไปส่ง”

          “งั้นอินแปงไปยกกระเป๋าคุณหนูเล็กขึ้นรถหมอปราณต์” แม่เลี้ยงลักษิกาหันไปสั่งคนขับรถส่วนตัว ก่อนจะแตะเอวเล็กของลูกสาวบุญธรรมให้ขยับไปยังรถของปราณต์แทน

          “เล็กไปก่อนนะคะลุงอินแปง พี่บัวคำ” ธรินดาบอกกับทั้งสองคนที่เดินมาส่งถึงรถปราณต์แล้วยกมือไหว้ลาอย่างไม่ถือตัว

          “เดินทางปลอดภัยค่ะคุณหนูเล็ก” อินแปงกับบัวคำรับไหว้พร้อมกับยิ้มและกล่าวอวยพรให้กับหญิงสาวที่วางตัวดีเช่นนี้มาตลอด

          แม่เลี้ยงลักษิกาให้ธรินดานั่งหน้าคู่กับปราณต์ ส่วนตัวเองนั่งเบาะหลัง จากนั้นปราณต์ก็พารถเคลื่อนตัวออกจากคุ้มลักษิกา หัวใจดวงน้อยวูบโหวงเหมือนเช่นทุกครั้งที่จะจากบ้าน ทว่าครั้งนี้มันมีความรู้สึกแปลกๆ อย่างอื่นแทรกเข้ามาด้วย

          รถเคลื่อนผ่านสวนหย่อมที่อยู่ติดกับโรงรถ ทำให้ธรินดานึกถึงคืนแรกที่ตัวเองกลับมาถึงบ้านไม่ได้ จากนั้นเรื่องราวต่างๆ ก็พร่างพรูตามเข้ามาในหัวทั้งๆ ที่กำลังพยายามลืมอยู่แท้ๆ แต่สมองกลับยิ่งเหมือนจะจดจำภาพพวกนั้นชัดขึ้นๆ ตาคู่สวยกะพริบถี่ๆ เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ไปตามอารมณ์อันสุดอ่อนไหวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ทว่าก็ไม่อาจข่มความน้อยใจไว้ได้ทั้งหมด ธรินดารู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกแบบนั้นกับคนที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิด เพราะอย่างมากเธอก็เป็นได้แค่กาฝากในบ้านและ เมียคืนแรมคืนหนึ่งเท่านั้น

 

          เทอมสุดท้ายของการเรียนปีสี่และการเป็นนักศึกษาเริ่มขึ้นแล้ว ธรินดารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะการเรียนและงานสารนิพนธ์ที่ทำคู่กับชนิศาทำให้เธอยุ่งจนแทบไม่มีเวลาคิดเรื่องส่วนตัว

          ร่างบางนั่งตรงข้ามกับคู่บัดดี้ทำสารนิพนธ์และต่างก็กำลังจ้องจอแล็ปท็อปอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนที่ธรินดาจะเป็นฝ่ายสะดุ้งเบาๆ เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ในกระเป๋าสะพายดังขึ้น มือเล็กรีบเปิดกระเป๋าและหยิบเอาโทรศัพท์ออกมากดรับ เพราะเกรงใจชนิศาที่เสียงโทรศัพท์ของตนรบกวนสมาธิของเพื่อน

          “สวัสดีค่ะแม่ใหญ่” เสียงหวานเอ่ยตอบต้นสายอย่างนุ่มนวลและไม่ใช้เสียงที่ดังเกินไป

          “แม่จองตั๋วให้เรียบร้อยแล้วนะหนูเล็ก”

          “จองตั๋วไปไหนคะแม่ใหญ่” ธรินดาถามแบบงงๆ เล็กน้อย

          “ก็กลับบ้านไงลูก วันเสาร์นี้ก็เป็นวันหมั้นของตาปรัชญ์กับหนูนัสแล้ว หนูเล็กลืมเหรอลูก” แม่เลี้ยงลักษิกาถามกลับแต่ไม่มีความโกรธหรือหงุดหงิดเจืออยู่ เพราะเข้าใจดีว่าธรินดาคงจะยุ่งจนลืมวัน

          “ตายจริง ขอโทษนะคะแม่ใหญ่ เล็กลืมไปเลยค่ะ”

          “ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่เข้าใจว่าหนูเล็กยุ่งกับการเรียน เอาเป็นว่าเตรียมตัวเดินทางนะ เป็นวันศุกร์ช่วงเย็น ส่วนชุดแม่เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว หนูเล็กไม่ต้องกังวล”

          “ขอบคุณแม่ใหญ่มากๆ ค่ะ วันศุกร์นี้เจอกันนะคะ”

          “จ้ะลูก แล้วเจอกัน”

          แม่เลี้ยงลักษิกาวางสายแค่นั้น ธรินดาที่เบี่ยงตัวหันหลังให้หน้าจอคอมพิวเตอร์ตอนรับโทรศัพท์หันกลับมาทางเดิมอีกครั้ง โดยพยายามบังคับให้ตัวเองมีสมาธิจดจ่อกับงานสารนิพนธ์ที่กำลังพิมพ์อยู่เช่นเดิม แต่เหมือนสมาธิจะแตกกระเจิงตั้งแต่ได้ยินว่าต้องกลับบ้านเพื่อไปร่วมงานหมั้นของปรัชญ์แล้ว

          “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเล็ก ดูตาลอยๆ ชอบกล” ชนิศาซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นว่าธรินดาจ้องคอมพิวเตอร์แต่ตากลับดูลอยๆ ซึ่งอาการเช่นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ธรินดาคุยโทรศัพท์เสร็จ

          “เปล่าหรอกศา เพียงแต่ว่าวันศุกร์นี้แม่ใหญ่จะให้กลับบ้านน่ะ ที่บ้านมีงานมงคล”

          “แล้วไม่ดีใจเหรอที่บ้านมีงานมงคล น่าจะเป็นเรื่องดีนะ ทำไมไม่ยิ้มเลย หรือว่ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ”

          “เปล๊า” รีบปฏิเสธเสียงสูง “เราต้องดีใจสิ ก็นี่ไงยิ้มอยู่นี่ไง”

          ว่าแล้วธรินดาก็รีบปรับสีหน้าให้ดูร่าเริงพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีให้ชนิศาดู แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะไม่ได้มาจากความรู้สึกข้างในเลยสักนิดก็ตาม

          “เราว่าเล็กยิ้มแปลกๆ”

          “อะไรของศา พอไม่ยิ้มก็ว่าเครียด แต่พอยิ้มก็ว่าเราแปลกๆ อีก”

          “ก็มันจริงนี่ ปกติเราไม่เคยเห็นเล็กเป็นแบบนี้”

          “ช่างเถอะ ไม่มีอะไรหรอก ทำงานกันต่อดีกว่า”

          ชนิศาจ้องหน้าหวานใสของคนที่พยายามปกปิดความรู้สึกอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงมองหน้าจอแล็ปท็อปเช่นเดิม แม้จะรู้สึกได้ว่าธรินดามีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ แต่ในเมื่อเพื่อนไม่พร้อมจะเล่า เธอก็ไม่คิดจะเซ้าซี้

 

          บ่ายวันศุกร์ธรินดาตรงไปยังสนามบินทันทีหลังจากที่เลิกเรียน แม้ว่าการเดินทางโดยเครื่องบินจะใช้เวลาไม่มากและแม่ใหญ่บอกเธอเอาไว้ว่าจองตั๋วให้ในช่วงเย็น แต่เธอก็ต้องมาก่อนเวลาเกือบสองชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าจะเช็กอินทันและไม่ตกเครื่อง รอบนี้เธอกลับโดยยังใส่ชุดนักศึกษาอยู่ และไม่ได้เอาอะไรกลับบ้านด้วย นอกจากกระเป๋าสะพายข้างใบเดียว เพราะบ่ายวันอาทิตย์ก็ต้องกลับมากรุงเทพฯ แล้ว

          เครื่องบินในประเทศร่อนลงจอดในสนามบินนานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ในเวลาเกือบหนึ่งทุ่มกว่า ดีเลย์จากเวลาบินปกติประมาณห้านาทีเนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยเท่าใดนัก โดยกัปตันบนเครื่องได้ประกาศแจ้งล่วงหน้า ซึ่งธรินดาก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเวลาเล็กน้อยแค่นั้น เมื่อเทียบกับความปลอดภัยของการบินและคนบนเครื่อง

          ร่างบางลงจากเครื่องได้ก็ตรงเข้าไปยังอาคารผู้โดยสารทันที ใบหน้าหวานใสเริ่มจะมีรอยยิ้มให้เห็น เมื่อคิดว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะได้เจอแม่ใหญ่ผู้ที่รักและเมตตาเธอมากที่สุดแล้ว

          รอยยิ้มเกลื่อนอยู่ทั่วใบหน้าค่อยๆ เจื่อนหายไปฉับพลัน เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนรออยู่ไม่ใช่แม่ใหญ่เหมือนเคย ร่างสูงที่กำลังเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนและจ้องเขม็งมายังเธอราวกับพบเป้าหมายแล้ว ภาพที่ปรัชญ์ถูกหญิงสาวหรือแม้แต่ผู้ชายด้วยกันเองมอง ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับธรินดา เพราะถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ของปรัชญ์จะเป็นผู้ชายเซอร์ๆ แต่เขาก็หล่อและดึงดูดสายตาของใครต่อใครแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่สิ่งที่ธรินดาไม่รู้จะรับมืออย่างไรนั่นก็คือการที่พบว่าเขามารอรับเธอ ทั้งๆ ที่คนรออยู่น่าจะเป็นแม่ใหญ่มากกว่า

          ทั้งที่ออกจะตกใจและแปลกใจที่เห็นเขา แต่ธรินดาก็ไม่ได้เดินเลี่ยงไปทางไหน ร่างบางตรงเข้าไปหาเจ้าของร่างสูงนั้นเป็นอัตโนมัติ เหมือนกับว่าเท้าของเธอถูกสายตาคมดุนั้นสะกดให้ต้องเดินไปหาเขา                  

          “สวัสดีค่ะ แม่ใหญ่ไปไหนเหรอคะ ทำไมคุณถึงได้มารับเล็ก” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เขาพร้อมกับถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัย

“แม่ใหญ่ของเธอไม่ว่างเพราะต้องเทกแคร์ครอบครัวว่าที่คู่หมั้นของฉัน อินแปงขับรถให้แม่เลี้ยง ส่วนพี่ปราณต์มีเคสด่วนตอนเย็น เธอจะถามหาใครอีกมั้ย” เขาตอบแบบลงท้ายด้วยการยียวน น้ำเสียงแข็งกระด้างเช่นเดิม ทำให้ธรินดาคร้านจะตอแยด้วย

          “ไม่ค่ะ” เธอปฏิเสธสั้นๆ ดวงหน้าหวานใสราวกับกุหลาบแรกแย้มนั้นยังคงเรียบเฉย แต่ภายในกลับกำลังพยายามข่มความขุ่นมัวของตัวเองอย่างเต็มที่

          “มีกระเป๋ามั้ย” คราวนี้ปรัชญ์เป็นคนถาม

          “ไม่มีค่ะ”

          “งั้นก็กลับ”

          เขาสรุปง่ายๆ แล้วขยับมาใกล้ธรินดา ยกมือแข็งแรงขึ้นโอบเอวเล็กของเธออย่างสนิทสนม        

“ปล่อยเล็กค่ะคุณปรัชญ์” หญิงสาวบอกเสียงแข็ง พลางขยับตัวจะก้าวหนีออกไปที่ลานจอดรถ แต่ถูกมือที่หนึบราวกับหนวดปลาหมึกเกี่ยวเอวเล็กเอาไว้แนบแน่น

“ก็แค่พี่ชายกอดน้องสาวมันจะแปลกตรงไหน”

“แต่เล็กไม่ใช่”

“อ้อ...ลืมไปว่าเธอไม่ใช่น้องสาวฉันแล้ว แต่เป็น...

“หยุดนะคะคุณปรัชญ์ แล้วก็ปล่อยเล็กด้วย”

ธรินดาอดหน้าร้อนวูบไม่ได้กับสัมผัสและคำพูดที่เกือบจะหลุดจากปากของปรัชญ์ พวงแก้มใสปรากฏริ้วสีแดงระเรื่อขึ้นจนคนที่กำลังก้มลงมองแลเห็นได้ถนัด พร้อมกันนั้นก็ยังพยายามบ่ายเบี่ยงออกจากการถูกโอบด้วยมือแข็งแรง

          “อย่าดีดดิ้นให้มากนัก ไม่งั้นจะกอดและจูบโชว์คนทั้งสนามบิน”

          “ห้ามทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นนะคะ” เสียงหวานบอกอย่างร้อนรน มองซ้ายมองขวาด้วยกลัวว่าคนอื่นจะเห็นว่าตัวเองกำลังถูกปรัชญ์โอบเอว แต่นั่นก็ยังไม่มากเท่ากับกลัวว่าเขาจะทำอะไรห่ามๆ แบบที่เขาว่าจริงๆ

          “เธอก็รู้ว่าห้ามฉันไม่ได้ถ้าฉันคิดจะทำ เพราะฉะนั้นก็หยุดดื้อกับฉันถ้าไม่อยากอายคน”

          เขาก้มลงกระซิบพร่า ทว่าแววตามุ่งมาดจริงจัง จนทำให้ใบหน้าของคนถูกข่มขู่ซีดเผือดลง และในที่สุดก็ไม่กล้าดื้อดึงอีกต่อไป ร่างบางยอมให้เขาโอบเอวจนมาถึงรถ แต่เธอก็ไม่ยอมพูดด้วย แม้ว่าหลังจากขึ้นรถแล้วปรัชญ์จะยั่วแค่ไหนก็ตาม

          รถกระบะสีดำแบบสี่ประตูแล่นเข้ามาจอดที่โรงรถอย่างไม่ค่อยนุ่มนวลนักเช่นเดียวกับบุคลิกของคนขับ ธรินดาลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อถึงบ้านเสียที มือเล็กจัดการปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยแล้วเอี้ยวตัวเพื่อจะเปิดประตูรถ แต่เสียงของปรัชญ์ดังขึ้นห้ามอย่างดุๆ เสียก่อน 

          “เดี๋ยวก่อนธรินดา”

          “มีอะไรคะ” แม้จะไม่อยากพูดด้วยเลยสักนิด แต่ครั้งนี้ธรินดาก็ยอมฝืนใจตัวเอง เพราะตอนนี้รถจอดแล้ว ปรัชญ์สามารถเล่นงานเธอได้เต็มที่

          “เธอขอบคุณฉันหรือยังที่ฉันอุตส่าห์ไปรับถึงสนามบิน”

          “ขอบคุณค่ะ”

          มือเล็กยกขึ้นไหว้เขา ถึงแม้จะแอบคิดว่าเธอไม่ได้อยากให้เขาไปรับสักนิด และอยากจะบอกเขาไปว่าถ้าคนที่บ้านไม่ว่างจริงๆ เธอเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดเพราะกลัวว่าจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ 

          ธรินดาคิดว่าไหว้ขอบคุณแล้วปรัชญ์จะจบ แต่เขาไม่ยอมจบ เพราะตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลานั้นโฉบเข้ามาใกล้หน้าหวานใสของเธอแล้วฉวยโอกาสกดจมูกโด่งลงบนพวงแก้มซีกขวาหนักๆ โดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว

          “คุณปรัชญ์!” ธรินดาอุทานเสียงเขียวพลางยกมือขึ้นกุมแก้มด้านที่ถูกหอมเมื่อครู่นี้ ขนาดระวังตัวแล้วก็ยังโดนรังแกเอาจนได้

          “ฉันชอบให้ผู้หญิงขอบคุณแบบนี้มากกว่า โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นเมีย...เก็บ” เขาเลิกคิ้วเข้มขึ้นพร้อมทั้งยิ้มใส่ตาคนที่กำลังหน้าร้อนอย่างยียวน 

          “คนบ้ากาม! ไม่ได้สำเหนียกเลยสักนิดว่าตัวเองกำลังจะหมั้นแล้ว เล็กเกลียดคุณ”

          ธรินดาก่นด่าเขาอย่างเหลืออดแล้วลนลานเปิดประตูรถ เมื่อลงได้ก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านโดยไม่ยอมเหลียวหลังกลับมาเลยสักแวบ เพราะกลัวปรัชญ์จะตามมาทันและถูกเขารังแกอีกรอบ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha