เมียคืนแรม ซีรีส์เมียที่(ไม่)รัก เล่ม๑

โดย: เทียนธีรา



ตอนที่ 5 : อ้อมกอดร้อยรัด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

วันนี้คุ้มลักษิกาคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ ธรินดาเองก็ตื่นมาแต่เช้า แต่ไม่ใช่เพื่อเตรียมข้าวของใส่บาตรเช่นเคย หญิงสาวอาบน้ำและอยู่ในชุดคลุมสีขาว ก่อนที่ช่างแต่งหน้าทำผมสองคนจะเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ส่วนตัว จากนั้นเจ้าของร่างบางก็ต้องไปนั่งนิ่งๆ หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อให้ช่างทั้งสองคนจัดการแต่งหน้าทำผม โดยใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง ความจริงธรินดาไม่ชอบการแต่งหน้าทำผมเช่นนี้เท่าไหร่ เธอชอบการหวีผมเรียบๆ ทาแป้งเด็ก และเติมลิปมันสีธรรมชาติมากกว่า แต่ครั้งนี้เป็นคำสั่งของแม่ใหญ่ที่อยากให้ลูกสาวของตนสวยและดูดีที่สุดในวันมงคลของพี่ชาย เธอจึงไม่อยากขัด...

หลังจากช่างแต่งหน้าทำผมเสร็จ ธรินดาก็เปลี่ยนชุดและจรดเท้าเรียวเล็กสะอาดลงในรองเท้าส้นสูงสีขาว สำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้ง แล้วหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กที่เข้ากับชุดขึ้นมาคล้องไหล่ ก่อนจะก้าวออกจากห้อง

แม่เลี้ยงลักษิกาและปราณต์ที่แต่งตัวเสร็จก่อนต่างยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นธรินดาก้าวลงบันไดมา หญิงสาวใส่ชุดเดรสผ้าไหมแขนสามส่วนสีชมพูอ่อนที่แม่เลี้ยงลักษิกาสั่งตัดเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ คลื่นผมสีดำขลับเป็นธรรมชาติที่ยาวเหยียดถึงกลางหลังถูกช่างม้วนดัดแต่งช่วงปลายให้เป็นลอนสะบัดพลิ้วเข้ากับหน้ารูปไข่ ผมด้านข้างถูกรวบอย่างอ่อนช้อยขึ้นไปเก็บรวมกันไว้ที่ด้านหลัง เปิดให้เห็นดวงหน้าอ่อนหวานที่แต่งเพียงแค่บางเบา แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้ใบหน้านั้นดูสวยสดใสแบบคนสุขภาพดีตามเทรนด์ออกงานสมัยใหม่ ใบหูทั้งสองข้างมีต่างหูแบบห้อยติดอยู่ ช่วงคอระหงประดับด้วยสร้อยทองคำขาวรูปหยดน้ำเข้าชุดกันกับต่างหู

สายตาที่แม่กับพี่ชายบุญธรรมมองมาอย่างชื่นชมเช่นนั้นทำให้ธรินดาอดที่จะประหม่าอายไม่ได้ เธอแทบจะไม่ค่อยได้มีโอกาสแต่งตัวไปงานเลย  จึงรู้สึกไม่คุ้นเคยกับตัวเองในภาพลักษณ์เช่นนี้เท่าไหร่ ทว่าแม่เลี้ยงลักษิกากลับยิ้มกว้างแทบไม่หุบอย่างภูมิใจ เมื่อเห็นความสวยซึ้งของลูกสาวตัวเอง

“วันนี้ลูกสาวแม่สวยที่สุดเลยลูก แม่คิดแล้วว่าหนูเล็กใส่ชุดนี้แล้วจะต้องสวยมาก” แม่เลี้ยงลักษิกากล่าวอย่างปลื้มปริ่ม พลางยื่นมือไปกระชับต้นแขนกลมกลึง ขณะที่ตายังคงพิศมองความงดงามหวานซึ้งตรงหน้าแบบชื่นชม

“จริงเหรอคะแม่ใหญ่ นี่เล็กเขินไปหมดเลยนะคะ เล็กไม่ค่อยได้แต่งตัวแบบนี้แม่ใหญ่ก็ทราบ”

“แม่จะพาเล็กไปออกงาน แต่เล็กก็ไม่ยอมไปกับแม่สักทีนี่ลูก แบบนี้แหละถึงไม่ค่อยชิน”

“เล็กไม่ชอบงานเลี้ยงนี่คะแม่ใหญ่”

“ก็นั่นไง แม่ถึงไม่ฝืนใจ แต่วันนี้ลูกสาวแม่สวยจริงๆ ใช่มั้ยตาปราณต์” ประโยคหลังแม่เลี้ยงลักษิกาหันไปทางลูกชายคนโตที่ยืนมองธรินดาอยู่อย่างพึงพอใจเช่นกัน

“จริงครับแม่ วันนี้น้องเล็กสวยมาก”

“ระวังจะสวยเกินหน้าเกินตาว่าที่เจ้าสาวของผมนะครับ”

ประโยคที่เต็มไปด้วยความยียวนนั้นไม่ได้หลุดจากปากของใครคนใดคนหนึ่งที่ยืนรวมตัวกันอยู่ตรงนั้น แต่คนพูดคือคนที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในบ้านนั่นเอง ทำให้แม่เลี้ยงลักษิกาและทุกคนต่างหันไปมองยังเขาเป็นตาเดียวกัน

“แล้วยังไง หรือแกว่าน้องไม่สวยล่ะตาปรัชญ์”

“ก็งั้นๆ”

“อย่าไปฟังคนปากเสียนะหนูเล็ก” แม่เลี้ยงลักษิกาหันไปทางลูกสาว ก่อนจะหันกลับมาเล่นงานลูกชายคนเล็ก “แล้วนี่แกอย่าบอกนะว่าเพิ่งกลับบ้าน”

“ใช่ครับ เมื่อคืนผมไม่ได้กลับ” ปรัชญ์ยักไหล่และไม่ปฏิเสธคำถามของมารดา เขามาส่งธรินดาเสร็จก็กลับออกไปข้างนอก และ เพิ่งจะกลับเข้าบ้านช่วงใกล้รุ่งสางนี่เอง

“โอ๊ย...แม่จะอกแตกตาย อุตส่าห์กำชับแล้วกำชับอีกว่าไม่ให้เถลไถล แล้วนี่จะทันฤกษ์หมั้นไหม ยังไม่ทันอาบน้ำแต่งตัวเลย”

“ฤกษ์ตั้งเก้าโมง แต่นี่มันเพิ่งจะหกโมงเองนะครับแม่เลี้ยง นอนอีกสักงีบก็ยังได้”

“ไม่ได้เด็ดขาดเลยตาปรัชญ์ ห้ามนอนเชียวนะ ขึ้นไปนี่ก็อาบน้ำอาบท่าแต่งตัวซะ และแม่ขอนะไอ้หนวดเคราน่ะ โกนให้มันเรียบร้อยเสียด้วย”

ปรัชญ์ไม่ตอบรับคำขอของผู้เป็นแม่ แต่เดินหนีขึ้นบันไดไปดื้อๆ ทำให้แม่เลี้ยงลักษิกาได้แต่ระบายลมหายใจออกมาหนักๆ แล้วก็ส่ายศีรษะน้อยๆ ด้วยความกลัดกลุ้ม ธรินดาจึงเข้ามาโอบเอวมารดาบุญธรรมลูบไปมาบนเอวอวบนั้นเบาๆ เพื่อปลอบใจ เช่นเดียวกับที่ปราณต์เองก็ทำโดยการพูดให้แม่คลายใจ

“อย่าห่วงเลยครับแม่ รับรองว่าตาปรัชญ์ไปทันฤกษ์”

“อยู่ดูน้องให้แม่หน่อยได้มั้ยปราณต์ แม่ละไม่วางใจพ่อตัวดีเลย” แม่เลี้ยงลักษิกายังไม่คลายความกังวลจึงพูดกับลูกชายคนโตเช่นนั้น

“อย่าเลยครับแม่ แม่ก็รู้ว่าตาปรัชญ์เป็นคนยังไง ยิ่งบังคับก็ยิ่งต่อต้าน ถ้าเราปล่อย เขาก็จะทำของเขาเองนั่นละครับ เรารีบไปกันก่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวทางโน้นจะรอ”

“ถ้าปรัชญ์ว่าง่ายได้สักครึ่งหนึ่งของปราณต์ก็ดีสินะ” คนเป็นแม่ได้แต่รำพึง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะลูกๆ ไม่ใช่เด็กแบเบาะที่จะจับวางอย่างไรก็ได้อีกต่อไปแล้ว

 

ในห้องโถงสำหรับจัดงานของโรงแรมถูกจัดตกแต่งสถานที่ด้วยโซฟาสุดหรูนำเข้าจากฝรั่งเศส ด้านหลังเป็นฉากสีชมพู มีดอกไม้สีขาวและสีชมพูประดับอย่างสวยงามลงตัวและไม่มากจนเกินไป เหมาะกับงานหมั้นเล็กๆ ที่จัดขึ้นภายในครอบครัวเท่านั้น และที่นั่นธรินดาถูกแม่เลี้ยงลักษิกาแนะนำให้รู้จักกับนัสรินว่าที่สะใภ้ของครอบครัวเป็นครั้งแรก 

นัสรินสวยสง่าในชุดเดรสสีขาวแบบเปิดไหล่เล็กน้อย แขนยาว ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยผ้าลูกไม้สีขาวทั้งชุด ธรินดาเป็นฝ่ายยกมือขึ้นไหว้ก่อนเพราะอีกฝ่ายอายุมากกว่า

“สวัสดีค่ะคุณนัสริน”

“สวัสดีจ้ะน้องเล็ก ไม่ต้องเรียกพี่ว่าคุณนัสรินก็ได้ เรียกว่าพี่นัสดีกว่านะจะได้กันเอง” นัสรินบอกอย่างเป็นกันเองพลางยิ้มให้บางๆ

“หนูนัสพูดถูก เดี๋ยวต่อไปก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เรียกว่าพี่นัสดีกว่านะหนูเล็ก” แม่เลี้ยงลักษิกาเสริมขึ้นอีกแรงทำให้ธรินดารับคำอย่างว่าง่าย

“ได้ค่ะแม่ใหญ่ ต่อไปเล็กจะเรียกคุณนัสรินว่าพี่นัสค่ะ”

“แล้วนี่ตาปรัชญ์ยังไม่มาเหรอคะแม่เลี้ยง” คุณนิภามารดาของนัสรินถามพลางมองหาว่าที่ลูกเขยซึ่งไม่ได้มาพร้อมกับครอบครัว

“ไม่ได้มาพร้อมกันค่ะคุณนิภา มัวแต่เสริมหล่ออยู่นั่นแหละ แต่ยังไงดิฉันรับรองว่าตาปรัชญ์มาทันฤกษ์แน่นอนค่ะ”

แม่เลี้ยงลักษิกาได้แต่ออกตัวและปั้นหน้ายิ้มเหมือนไม่มีอะไร ทั้งๆ ที่ในใจร้อนรนไม่น้อย เพราะเกรงว่าลูกชายคนเล็กจะมาไม่ทันเมื่อนึกถึงท่าทางเอื่อยเฉื่อยของเขา

“น่าภูมิใจแทนพี่ปภพกับแม่เลี้ยงจังเลยนะคะที่มีลูกชายเก่งทั้งคู่ แต่ดิฉันกับคุณพี่นี่สิคะมีลูกสาวคนเดียว แถมลูกนัสก็ไม่ได้เก่งอะไรอีกต่างหาก”

“เรื่องเก่งน่ะไม่เถียงค่ะ แต่เรื่องความว่าง่ายนี่สิคะต่างกันลิบลับ ตาปราณต์น่ะเป็นคนว่าง่ายเหมือนผ้าที่รีดยังไงก็เรียบ แต่ตาปรัชญ์นี่ยิ่งรีดก็ยิ่งยับค่ะ แถมยังชอบกวนอารมณ์ให้โมโหเล่นอีกต่างหาก คุณนิภาต้องทำใจนิดหนึ่งนะคะ”

“ดีซะอีกค่ะ ยัยนัสเป็นคนพูดไม่เก่งออกจะเงียบด้วยซ้ำๆ ต้องอยู่กับคนแบบตาปรัชญ์นี่แหละ ชีวิตจะได้มีสีสัน”

“กำลังพูดถึงผมอยู่เหรอครับ”

เสียงที่แทรกขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองคนมาใหม่เป็นตาเดียวกัน ปรัชญ์ยกมือขึ้นไหว้บิดามารดาของนัสรินอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะหันไปทักทายว่าที่คู่หมั้นของตน ท่ามกลางความโล่งอกกึ่งแปลกใจกึ่งไม่พอใจของคนเป็นแม่ โล่งอกที่ลูกชายไม่หนีงานหมั้น แปลกใจที่เขามาเร็วกว่าที่คิด ตอนแรกแม่เลี้ยงลักษิกาคิดว่าปรัชญ์จะมาทันฤกษ์อย่างเฉียดฉิวเหมือนที่ตนเคยชินเสียอีก และไม่พอใจที่เห็นว่าใบหน้าคมคร้ามนั้นยังคงเต็มไปด้วยไรหนวดไรเครารกทึบทั้งๆ ที่ตนย้ำก่อนจะออกจากบ้านแล้วว่าให้โกนให้เรียบร้อย

“แม่บอกให้โกนหนวดให้เรียบร้อยไม่ใช่เหรอตาปรัชญ์” แม่เลี้ยงทำเสียงดุๆ ใส่ลูกชายที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งของตน

“เอาไว้วันแต่งจะโกนให้เรียบร้อยครับแม่เลี้ยง แต่วันหมั้นผมขอเป็นตัวของตัวเองสักวัน” ปรัชญ์พูดกับคนเป็นแม่ยิ้มๆ แถมน้ำเสียงยังอ่อนโยนขี้อ้อนผิดกับยามปกติลิบลับ สร้างความแปลกใจให้แม่เลี้ยงลักษิกาและคนอื่นๆ ที่เห็นพฤติกรรมกวนโมโหของเขาจนเจนตาอย่างปราณต์กับธรินดาเป็นอย่างมาก

“ไม่เป็นไรหรอกครับแม่เลี้ยง ผมชอบคนเป็นตัวของตัวเอง”

พลตรีชยุตพ่อของนัสรินพูดขึ้นอย่างรู้สึกชอบใจในบุคลิกของปรัชญ์ที่เหมือนจะดื้อแต่ถอดแบบความเด็ดขาดและการเป็นตัวของตัวเองมาจากคนเป็นพ่อไม่มีผิด

“ถ้าคุณชยุตกับคุณนิภาไม่ถือสาดิฉันก็โล่งใจค่ะ ถ้าอย่างนั้นในระหว่างรอฤกษ์ เราให้เด็กๆ คุยกันไปก่อนนะคะ ส่วนพวกเราไปนั่งพักรอดีกว่าค่ะ ยืนนานๆ เดี๋ยวจะเมื่อยกันเสียก่อน”

แม่เลี้ยงลักษิกาเดินนำพลตรีชยุตกับคุณนิภาไปยังโซฟาที่จัดไว้ ส่วนปราณต์ก็พาธรินดาไปดื่มน้ำที่พนักงานของโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ ทำให้ปรัชญ์กับนัสรินถูกทิ้งให้ยืนกันอยู่ตามลำพังอย่างเป็นอัตโนมัติ

ขณะที่นั่งดื่มน้ำส้มอยู่กับพี่ชายอีกคน ธรินดาก็มองสำรวจไปรอบๆ ห้องโถงที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามนั้นอีกครา ทว่าหัวใจกลับเกิดอาการกระตุกไหวเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่ เมื่อสายตาปะทะกับภาพที่ปรัชญ์กำลังยืนคุยกับนัสรินด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส ใบหน้าเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและมีเสียงหัวเราะดังมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ ซึ่งดูแล้วไม่ใช่อาการของคนที่ถูกบังคับให้หมั้นเลยแม้แต่นิด กลับเป็นเธอที่เงียบไปและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะปราณต์เรียกตั้งหลายหนเธอก็ไม่ขาน จนเขาต้องยื่นมือมาเขย่าที่แขนเบาๆ

“น้องเล็กๆ”

“คะ...” เสียงหวานขานรับและกะพริบตาถี่ๆ คล้ายคนที่เพิ่งจะตื่นจากภวังค์

“ใจลอยไปถึงไหน พี่เรียกตั้งหลายหนกว่าจะขาน”

“เปล่าค่ะ เล็กแค่คิดอะไรเพลินๆ ว่าแต่พี่ปราณต์เรียกเล็กทำไมคะ” ธรินดารีบปรับสีหน้าและแววตาให้เป็นปกติเพื่อไม่ให้ปราณต์ผิดสังเกตไปมากกว่านั้น เธอเองไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเงียบไปนานขนาดนั้นได้อย่างไรเพียงแค่เห็นปรัชญ์คุยกับว่าที่คู่หมั้นของเขา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย

“พี่ว่าจะชวนเล็กไปสมทบกับคนอื่นๆ น่าจะใกล้เวลาแล้ว”

“ค่ะพี่ปราณต์”

รับคำเสร็จร่างบางก็เดินตามพี่ชายไปยังบริเวณที่จัดพิธี จากนั้นไม่นานพิธีสวมแหวนหมั้นระหว่างปรัชญ์กับนัสรินก็เริ่มขึ้นตามฤกษ์ยามที่ได้กำหนดเอาไว้

พิธีเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงคนของสองครอบครัวที่มาร่วมงาน เมื่อการสวมแหวนหมั้นผ่านพ้นไปด้วยดี ช่างภาพที่แม่เลี้ยงลักษิกาว่าจ้างเอาไว้ก็ถ่ายรูปรวมสองครอบครัวกับภาพคู่ของว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นที่ระลึก ยังถ่ายไม่ทันเสร็จดีจู่ๆ นัสรินก็ทรุดฮวบและพับลงไป เพราะถูกอาการหน้ามืดเล่นงานจนหมดสติ

“ว้าย! ตายแล้วยัยนัส”

ประโยคนั้นแม่ของนัสรินเป็นคนอุทานขึ้น ปรัชญ์ซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดเป็นคนย่อตัวลงไปช้อนอุ้มเอาร่างของคู่หมั้นสาวไปนอนยังโซฟา และปราณต์ขยับเข้าไปทรุดตัวนั่งลงใกล้ๆ เพื่อตรวจดูอาการเบื้องต้น

คุณหมอหนุ่มจับชีพจร พร้อมกับหันไปสั่งพนักงานโรงแรมให้นำกระเป๋าปฐมพยาบาลมาให้ เขาบอกกับทุกคนว่าไม่ต้องตกใจเพราะนัสรินเพียงแค่เป็นลม

ปราณต์ใช้เวลาปฐมพยาบาลคู่หมั้นของน้องชายได้ไม่นานนัสรินก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน

“หนูนัสเป็นยังไงบ้าง” แม่เลี้ยงลักษิกาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“ค่อยยังชั่วแล้วค่ะคุณป้า”

“ป้าเป้ออะไรกัน ต่อไปต้องเรียกแม่ว่าแม่เหมือนตาปรัชญ์แล้วนะหนูนัส ว่าแต่เป็นลมแบบนี้บ่อยๆ เหรอลูก”

“เปล่าค่ะ นัสเพิ่งเป็นครั้งแรก”

“สงสัยจะตื่นเต้นจนกินไม่ได้นอนไม่หลับค่ะแม่เลี้ยง เมื่อวานยัยนัสทานข้าวยังกะแมวดม แถมเมื่อคืนก็นอนดึกและตื่นแต่เช้าอีก” คุณนิภาบอกถึงสาเหตุการเป็นลมครั้งนี้ของลูกสาวให้กับแม่เลี้ยงลักษิกาฟัง

“ก็คงเป็นธรรมดาของผู้หญิงเราค่ะ จะหมั้นจะแต่งก็ตื่นเต้นทั้งนั้น แต่วันแต่งตื่นเต้นกว่านี้อีกนะหนูนัส ถือซะว่าวันนี้เป็นการซ้อมก็แล้วกันนะ” พูดกับคนเป็นแม่เสร็จแม่เลี้ยงลักษิกาก็หันมาบอกว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ค่ะคุณแม่” นัสรินเรียกแม่เลี้ยงลักษิกาตามที่แม่เลี้ยงอยากให้เรียกอย่างเด็กว่าง่าย นั่นยิ่งทำให้แม่เลี้ยงเอ็นดูหญิงสาวมากกว่าเดิม

“น่ารักจริง งั้นเราก็ควรพาหนูนัสไปทานอาหารนะคะ” แม่เลี้ยงลักษิกาชวนพลตรีชยุตกับคุณนิภา จากนั้นก็เดินนำทุกคนไปโต๊ะอาหารในห้องอาหารที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้

สองครอบครัวทานข้าวร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ยังไม่ทันจะทานข้าวอิ่มดี ปราณต์ก็ถูกตามตัวด่วนจากโรงพยาบาล เพราะมีอุบัติเหตุใหญ่เกิดขึ้นทำให้หมอเวรรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคนเดียวไม่ทัน

หลังจากปราณต์ไปแล้ว ธรินดาก็เหมือนไม่มีเพื่อนคุยไปโดยปริยาย เพราะแม่เลี้ยงลักษิกาคุยกับพ่อแม่ของนัสริน ส่วนปรัชญ์กับนัสรินก็คุยกันตามประสาคู่หมั้น ธรินดาจึงรวบช้อนและกระซิบขอตัวกับแม่ใหญ่เพื่อไปเดินเล่นที่สระน้ำของโรงแรม

แม้วันนี้จะเป็นวันหยุดแต่ก็เป็นช่วงโลว์ซีซัน แขกจึงเข้าพักในโรงแรมค่อนข้างน้อย และในตอนที่ธรินดาออกไปเดินเล่น ก็ไม่มีแขกมาใช้บริการสระว่ายน้ำของโรงแรมเลย จึงกลายเป็นว่าตอนนี้เธออยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสงบและเย็นสบายของสถานที่แห่งนั้นคนเดียว

ร่างบางเดินเอื่อยๆ ไปตามขอบสระ และไปหยุดยืนกอดอกทอดสายตามองความใสแจ๋วของน้ำ หวังให้สายน้ำดูดดึงเอาความร้อนรุ่มบางอย่างที่คุกรุ่นอยู่ข้างในให้จางออกไปจากหัวใจดวงน้อยของตน

“อย่าบอกนะว่าเธอกำลังจะคิดสั้น”

เสียงที่ดังขึ้นทำให้ธรินดาสะดุ้งน้อยๆ พร้อมกับมองไปยังต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นใคร ปากอิ่มก็อุทานชื่อเขาออกมาอย่างเป็นอัตโนมัติ

“คุณปรัชญ์!ธรินดาเตรียมจะเดินหนี เมื่อร่างสูงเดินมาหยุดอยู่ใกล้แค่เอื้อม ใช่...เขากับเธออยู่ใกล้แค่เอื้อมกันตลอดมา และเขาก็คือคนที่ทำให้เธอต้องหนีอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

“เดี๋ยวก่อน จะไปไหน”

ต้นแขนกลมกลึงถูกมือแกร่งคว้าหมับเอาไว้ และดึงเธอให้หันมาเผชิญหน้ากันทันทีที่ธรินดาเดินผ่านหน้าเขาไปในลักษณะของคนที่กำลังหนีหน้า

“ปล่อยเล็กนะคะคุณปรัชญ์!” เสียงหวานร้องอุทธรณ์ และพยายามจะบิดแขนตัวเองออกจากพันธนาการของมือแกร่งทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าปรัชญ์ไม่มีทางปล่อยง่ายๆ

“ไม่ปล่อย จนกว่าเธอจะตอบคำถามฉัน”

“คำถามอะไร?

“ก็ที่ฉันถามว่าเมื่อกี้เธอคิดจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า”

“ทำไมเล็กจะต้องทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นด้วยคะ” ธรินดาย้อนถามคนที่กำลังหาเรื่องรังแกตัวเอง

“ก็เธอเสียใจที่ฉันหมั้นไงล่ะ แถมเมื่อกี้ฉันยังอุ้มคู่หมั้นของฉันต่อหน้าเธออีก”

“ทำไมเล็กจะต้องเสียใจ”

“ก็ลองถามใจตัวเองดูสิว่าทำไม”

“เล็กไม่เสียใจแม้แต่นิดเดียวค่ะ พอใจหรือยังคะ ถ้าพอใจแล้วก็ปล่อยเล็กเสียที เล็กจะไปหาแม่ใหญ่”

“เธอรู้ดีธรินดาว่าเธอเสียใจแค่ไหน ใจเย็นๆ ไม่ต้องเสียใจไปหรอก ฉันแค่หมั้นยังไม่ได้แต่งซะหน่อย”

“คุณปรัชญ์จะหมั้นจะแต่งมันก็ไม่เกี่ยวกับเล็กค่ะ เล็กไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น” ธรินดาบอกเขาเสียงขุ่น พร้อมกับตวัดตามองคนพูดเพื่อยืนยันว่าเธอเองไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่เขากล่าวหา

“งั้นก็พิสูจน์สิว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่ปากว่า” ไม่ใช่แค่ปากแต่คิ้วเข้มยังเลิกขึ้นพร้อมกับใช้ตาคมจ้องมองหน้าหวานๆ นั้นอย่างท้าทาย

“ก็ได้ค่ะ เล็กจะพิสูจน์ให้คุณปรัชญ์ดู”

“พิสูจน์ยังไง”

“แบบนี้ไงคะ”

แบบนี้ที่ว่าก็คือการยกมือเล็กขึ้นผลักอกเขาเต็มแรง ทำให้ร่างสูงที่ยืนหันหลังให้สระน้ำเสียหลักหงายลงไปในนั้น แต่เขาไม่ได้หล่นลงไปแค่คนเดียว ปรัชญ์ยังคว้าเอามือเล็กของเธอไปด้วย จึงกลายเป็นว่าธรินดาตกน้ำไปพร้อมเขา

ตู้มมม!!!

เสียงของสองร่างกระแทกน้ำดังขึ้นพร้อมกับการสาดกระเซ็นและการกระเพื่อมของน้ำในสระ อารามตกใจและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นอย่างธรินดารีบเกาะไหล่ของปรัชญ์ยึดเอาไว้มั่นเป็นพัลวัน ปรัชญ์ที่ตัวสูงเกือบสองเมตรสามารถยืนในน้ำลึกเมตรครึ่งได้สบายๆ ขณะที่ธรินดากลัวจนไม่กล้าเอาเท้าแตะกับพื้นด้วยซ้ำ 

ปรัชญ์ตวัดแขนข้างหนึ่งกอดเอวเล็กของคนที่กำลังเบียดร่างเข้าหาเพื่อเอาตัวรอด รอยยิ้มผุดขึ้นบนเรียวปากหยักของเขาด้วยความขบขันและพอใจยิ่งนัก

เมื่อถูกกอดความตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอย่างอื่น แม้อ้อมแขนนั้นจะทำให้เธอปลอดภัยขึ้น แต่ปรัชญ์ก็ไม่ควรมากอดเธอเช่นนี้ เพราะเขาเพิ่งจะหมั้นมาหยกๆ

“ปล่อยเล็กค่ะคุณปรัชญ์”

“เบื่อจริง เอะอะอะไรก็พูดแต่คำเดิมๆ ว่าปล่อยเล็กๆ เธอลืมไปหรือเปล่าธรินดา ว่าเธอเป็นคนกระเสือกกระสนเข้ามาหาฉันเอง” เขาพูดอย่างคนที่เป็นต่อกว่า โดยอ้อมแขนยังไม่คลายไปจากเอวเล็กแต่อย่างใด ทำให้ธรินดาดิ้นแรงกว่าเดิม

“คุณปรัชญ์ก็รู้ว่าเล็กว่ายน้ำไม่เป็น แล้วดึงเล็กลงมาด้วยทำไมคะ”

“เธอก็รู้ว่าฉันไม่ยอมถูกใครเอาเปรียบ แล้วผลักฉันลงมาทำไมฮึ นี่คือการลงโทษคนที่คิดจะทำร้ายฉัน แต่ว่าแค่นี้มันยังไม่พอ สำหรับเธอมันต้องแถมด้วยแบบนี้”

การแถมของเขาที่ว่าก็คือการโน้มหน้าลงไปหาจนปากเกือบจะชิดกับเรียวปากอิ่ม ทำให้ธรินดาต้องรีบยกมือขึ้นผลักไหล่หนาเอาไว้พร้อมกับเอนหน้าหนีและร้องห้ามด้วยความตื่นตระหนก

“อย่าค่ะคุณปรัชญ์!

“อย่าอะไรหืม...” ปรัชญ์ยังโน้มหน้าตามไปไม่ห่างและกระซิบถามเสียงกระเส่า ยิ่งเธอทำท่ากลัวและเกลียดเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสนุกมากเท่านั้น

“คุณปรัชญ์กำลังจะรังแกเล็ก อย่านะคะได้โปรด เล็กขอร้อง”

“คิดว่าฉันจะรังแกอะไรเธอ”

“ก็คุณปรัชญ์กำลังจะ...” คำพูดสุดท้ายชะงักอยู่ที่ริมฝีปาก เมื่อเห็นว่าคิ้วเข้มเลิกขึ้นเหมือนกับรอล้อเลียน

“จะอะไร พูดมาให้หมดสิ” ปรัชญ์เร่งเร้าเมื่อเธอหยุดพูดอยู่แค่นั้น

“ไม่ค่ะ” ธรินดาปฏิเสธทันควัน

“ถ้าเธอไม่พูดฉันจะ...” เขาแกล้งเล่นลิ้นบ้าง คราวนี้ได้ผลชะงัดเพราะธรินดารีบหลุดคำพูดที่เขาต้องการได้ยินออกมาอย่างคนถูกยั่วโมโห

“ก็นี่ไงคะ เอะอะอะไรคุณปรัชญ์ก็คอยแต่จะกอดเล็กจูบเล็ก”

“งั้นเหรอ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างยียวนอีกรอบ ตามด้วยเสียงหัวเราะขบขัน “เธอคิดว่าฉันจะจูบเธอลงอย่างนั้นเหรอธรินดา ดูสภาพเธอตอนนี้สิ ไม่ต่างอะไรกับพวกเด็กที่เล่นสงกรานต์แล้วโดนสาดด้วยน้ำสี คราวหน้าก็บอกพวกช่างแต่งหน้าด้วยว่าให้ใช้เครื่องสำอางประเภทกันน้ำได้ด้วย เผื่อตกน้ำตกท่ากับผู้ชายคนไหนอีกจะได้ไม่ขายหน้า”

“คนปากร้าย! คนใจร้าย!

มือเล็กที่เคยใช้ผลักไหล่หนาตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นกำเข้าหากันแน่นแล้วทุบใส่เขารัวๆ เพื่อระบายความเจ็บใจ ปรัชญ์เป็นแบบนี้เสมอ ใจร้ายกับเธอเสมอ ทำให้เธอหลุดจากความเป็นตัวตนของตัวเองเสมอ เมื่อมีโอกาสเขาไม่เคยละเว้นที่จะทำร้ายเธอ ไม่ว่าทางกายหรือทางใจก็ตาม

“ตาปรัชญ์ หนูเล็ก พากันไปทำอะไรในนั้น”

เสียงของแม่เลี้ยงลักษิกาดังขึ้นพร้อมกับการก้าวมายังบริเวณสระน้ำ ทำให้ธรินดาหยุดชะงักมือเล็กที่กำลังประทุษร้ายปรัชญ์ แล้วหันไปทางแม่ใหญ่ของตนอย่างตกใจ

“แม่ใหญ่!

ใบหน้าหวานเจื่อนลงไปเมื่อนึกถึงสภาพของตัวเองกับปรัชญ์ในเวลานี้ เธอพยายามดิ้นอีกรอบเพื่อให้ปรัชญ์ปล่อย แต่ยิ่งดิ้นปรัชญ์ก็ยิ่งกระชับมือเข้าที่เอวของเธอแน่นกว่าเดิม

“ก็หนูเล็กของแม่เลี้ยงน่ะสิครับ เดินใจลอยไปถึงใครไม่รู้ถึงได้ตกลงมาในสระ ผมกลัวจะจมน้ำตายก็เลยลงมาช่วย แต่ดูลูกสาวแม่เลี้ยงสิ ดิ้นใหญ่เลย แม่เลี้ยงไม่เคยสอนลูกหรือไงครับว่าเวลาตกน้ำแล้วมีคนช่วยไม่ต้องดิ้น เดี๋ยวจะทำให้คนมาช่วยตายไปด้วยกันเปล่าๆ” ปรัชญ์ตอบหน้าตาเฉยมากพลางยอกย้อนอยู่ในตัว เหมือนตัวเองไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงใดๆ ต่อหน้าแม่

“คุณโกหกแม่ใหญ่” ธรินดาไม่กล้าพูดเสียงดังเพราะกลัวแม่เลี้ยงลักษิกาจะได้ยิน จึงได้แต่พูดกับเขาเสียงเท่ากระซิบ

“แล้วไง หรือเธออยากให้ฉันพูดความจริงว่าทำไมเราถึงมายืนกอดกันอยู่ในน้ำแบบนี้” ปรัชญ์กระซิบตอบ คิ้วเข้มเลิกขึ้น ตาจ้องใบหน้าหวานๆ นั้นอย่างท้าทาย

“ปล่อยเล็ก...

“ถ้าปล่อยตอนนี้ก็ไม่เนียนน่ะสิ ทนให้ฉันกอดอีกสักนิดเถอะน่า ไม่อย่างนั้นเธอต้องไปตอบคำถามชวนปวดหัวกับแม่ใหญ่ของเธอเอาเองนะ” คนที่ถือไพ่เหนือกว่ายิ่งขู่สำทับเข้าไปอีก ด้วยรู้ว่ายามนี้ธรินดาไม่มีทางกล้าดื้อกับเขา เพราะมีสายตาของแม่เลี้ยงลักษิกาคอยจับจ้องมองอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

“แล้วนั่นจะคุยกับน้องอีกนานมั้ยตาปรัชญ์ รีบพาน้องขึ้นมาสิ”

เสียงของแม่เลี้ยงลักษิกาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปรัชญ์ยิ้มใส่ตาพลางทำเสียงจั๊บๆ ในลำคอและยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะกอดตระกองร่างบางพาขยับมาใกล้บันไดทางขึ้น

ทันทีที่เห็นราวบันได มือเล็กก็คว้าเอาไว้แน่น แล้วรีบก้าวขาขึ้นจากสระน้ำและหนีอ้อมกอดของคนพาล พอขึ้นมาได้ก็รีบเดินแกมวิ่งไปยืนข้างๆ แม่บุญธรรมของตนอย่างคนหาที่พึ่ง ส่วนปรัชญ์ค่อยๆ ตามหลังขึ้นมาอย่างใจเย็น

“ตาปรัชญ์รีบไปบอกคนของโรงแรมเอาผ้าขนหนูมาให้น้องสิ น้องหนาวจะแย่แล้ว เดี๋ยวน้องก็ไม่สบายหรอก” คนเป็นแม่ออกคำสั่งทันทีที่ลูกชายพ้นขึ้นมาจากขอบสระ

“แช่น้ำแค่นี้ไม่เป็นไรง่ายๆ หรอกครับแม่เลี้ยง ก็เพราะแม่เลี้ยงโอ๋ลูกสาวและเลี้ยงเป็นไข่ในหินแบบนี้น่ะสิ หนูเล็กของแม่เลี้ยงถึงได้บอบบางเหลือเกิน ถูกกอดนิดกอดหน่อยก็เหมือนจะแตกจะหัก”

“เอ๊ะ! ตาปรัชญ์นี่ทำไมพูดแบบนี้กับแม่ แล้วไปกอดน้องตอนไหนบอกแม่มานะ”

ไม่ใช่แต่แม่เลี้ยงลักษิกาที่เดือดเนื้อร้อนใจกับคำพูดของปรัชญ์ แต่ธรินดาก็พลอยหน้าร้อนวูบไปด้วย กลัวว่าเขาจะพูดอะไรบ้าๆ ห่ามๆ ออกมาให้เธอได้เดือดร้อน

“ก็กอดตอนอยู่ในน้ำนั่นละครับ หรือแม่เลี้ยงไม่เห็นว่าลูกสาวของแม่เลี้ยงเกาะผมแน่นแจเสียขนาดนั้น”

“เฮ้อ...ไปๆ อย่ามามัวแต่กวนโมโหแม่อยู่เลย อ้อ...แกเองก็เหมือนกัน ไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวซะให้เรียบร้อย แล้วไปรอส่งครอบครัวหนูนัสรินเสียด้วย อีกสักพักจะเดินทางกลับกันแล้ว

“ครับ”

คราวนี้ปรัชญ์รับคำสั้นๆ น้ำเสียงขรึมๆ ไม่ต่อปากต่อคำใดๆ อีก จากนั้นร่างสูงก็เดินผ่านหน้าแม่ตัวเองกับธรินดาเข้าไปในโรงแรม และไม่ถึงสองนาที พนักงานของโรงแรมก็เดินอย่างเร่งรีบออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวที่ซักอย่างสะอาดสะอ้านแล้ว ก่อนจะส่งมันให้กับหญิงสาวที่ยืนตัวเปียกปอนเป็นลูกแมวตกน้ำจนแทบไม่เหลือสภาพความสวยสง่าให้เห็น

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha