เมียคืนแรม ซีรีส์เมียที่(ไม่)รัก เล่ม๑

โดย: เทียนธีรา



ตอนที่ 6 : ลูกไก่น้อยในกำมือคนพาล


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

แสงไฟสปอตไลต์สีส้มสว่างไสวขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ทำให้ทั่วอาณาบริเวณทั่วคุ้มลักษิกาสวยงามตระการตาด้วยบรรยากาศกลางคืนแบบล้านนาเช่นเดียวกับทุกๆ วัน ทว่าวันนี้ความงดงามเหล่านั้นดูจะมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษในความรู้สึกของเจ้าของคุ้ม

แม่เลี้ยงลักษิกายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างสมหวัง เพราะงานหมั้นของลูกชายคนเล็กกับลูกสาวของเพื่อนสามีผ่านไปด้วยดี แม้ช่วงท้ายว่าที่ลูกสะใภ้จะเป็นลมล้มพับไป แต่ภาพที่ปรัชญ์อุ้มนัสรินไปยังโซฟาตอนเป็นลมช่างเป็นภาพที่น่ารักเหลือเกินสำหรับแม่เลี้ยง และหลังจากพิธีหมั้นจบลง ปรัชญ์จะหายหน้าไปเลยก็ตาม แต่แม่เลี้ยงก็ชินกับพฤติกรรมเช่นนั้นของลูกชายเสียแล้ว

“ปรัชญ์ยังไม่กลับเหรอครับแม่” ปราณต์ถามหาน้องชายซึ่งหายหน้าไปตั้งแต่แยกกันที่โรงแรม

“ยังเลยปราณต์ ป่านนี้ถ้าไม่อยู่บ้านตาตะวันก็คงอยู่ที่แคมป์ หรือไม่ก็อยู่กับสาวๆ ในสต๊อกคนใดคนหนึ่งเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ปล่อยไปเถอะ แม่จะให้เวลาตาปรัชญ์ทำตามใจตัวเองแค่ช่วงนี้เท่านั้น หลังจากแต่งงานกับหนูนัสแล้วแม่คงไม่ยอมให้ทำตัวเหลวไหลแบบนี้อีก สงสารหนูนัสน่ะ จะว่าไปแม่ว่าหนูนัสกับหนูเล็กก็มีอะไรคล้ายๆ กันนะ ดูเป็นเด็กเรียบร้อยว่าง่าย ปราณต์คิดเหมือนแม่มั้ย” แม่เลี้ยงลักษิการำพึงขณะหันมาทางลูกสาวบุญธรรมที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ครับ...” ปราณต์พยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังไม่ตัดสินซะทีเดียวว่าผู้หญิงสองคนจะมีอะไรเหมือนกันไปเสียทุกอย่างจริงๆ สำหรับธรินดาเขารู้ดีว่ามีนิสัยยังไง เพราะเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก ส่วนนัสรินเขาเองก็เพิ่งได้พบหน้า แม้ท่าทีภายนอกจะเป็นเหมือนอย่างที่แม่ของเขาว่า แต่เนื้อในและนิสัยใจคอที่แท้จริงจะเป็นยังไง คงยังด่วนตัดสินตอนนี้ไม่ได้

“ก็เพราะอย่างนี้นี่แหละแม่ถึงได้ถูกชะตาและเอ็นดูหนูนัส หนูนัสมีอะไรคล้ายๆ หนูเล็กของแม่” แม่เลี้ยงลักษิกายกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวบุญธรรมที่ตัวเองเลี้ยงมาเหมือนลูกแท้ๆ อย่างรักใคร่และเอ็นดู

“แล้วพรุ่งนี้เล็กจะกลับกี่โมง” ปราณต์เอ่ยถามคนที่นั่งเงียบๆ ฟังเขากับแม่คุยกันอยู่นานสองนาน

“กลับบ่ายสองค่ะพี่ปราณต์ แม่ใหญ่จองตั๋วเอาไว้ให้แล้วค่ะ”

“งั้นพรุ่งนี้พี่ไปส่งนะ”

“ค่ะ” ธรินดารับคำด้วยเสียงนุ่มหูเช่นเคย

“พอดีเลย งั้นแม่ฝากปราณต์เป็นธุระเรื่องไปส่งน้องเลยนะ พรุ่งนี้แม่คงไม่ได้ไปส่งหนูเล็กเพราะว่าแม่เลี้ยงแสงหล้าโทร.มาชวนไปทานข้าวที่ไร่เดชาธร เห็นว่ามีเรื่องอยากปรึกษาด้วย”

“ได้ครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“แต่แม่ก็ไม่อยากให้ใครไปรับไปส่งหนูเล็กแล้วละ อยากให้หนูเล็กกลับมาอยู่บ้านเรากับแม่เสียที อีกเทอมเดียวก็จบแล้วใช่ไหมลูก”

“ค่ะแม่ใหญ่ เทอมนี้เทอมสุดท้ายแล้วค่ะ”

“ดีใจจังตาปราณต์ น้องจะเรียนจบแล้ว นี่แม่นับวันรอเลยนะ”

แม่เลี้ยงลักษิการอคอยด้วยความหวังตามประสาคนเป็นแม่ที่อยากให้ลูกๆ มาอยู่ใกล้ๆ หากแต่ในใจของธรินดากลับหนักอึ้งไปหมด ไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน แต่เมื่อไหร่ที่เธอกลับมาอยู่ที่นี่อย่างถาวร นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะได้เผชิญหน้ากับปรัชญ์ย่อมมีบ่อยขึ้น ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นเขาจะแต่งงานกับนัสรินไปหรือยัง และเขาจะยังหาเรื่องรังแกเธออีกหรือไม่ แล้วถ้าหากเขาไม่เลิก เธอจะจัดการกับปัญหาที่ตามมาอย่างไรดี

 

ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ธรินดาเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยมีปราณต์ขับรถไปส่งที่สนามบินตามลำพัง ส่วนแม่เลี้ยงลักษิกาออกจากบ้านไปยังไร่เดชาธรตั้งแต่ตอนสายๆ หญิงสาวแต่งตัวด้วยชุดลำลอง ส่วนชุดนักศึกษาเธอพับใส่ถุงกระดาษและหิ้วกลับไปซักที่หอพัก

การนั่งรถมากับปราณต์สองคนไม่ได้ทำให้ธรินดารู้สึกอึดอัดแม้แต่เศษเสี้ยวนาที ปราณต์เป็นพี่ชายที่ใจดีกับเธอเช่นเคย และไม่เคยมีคำพูดใดที่จะทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจหรือน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนใครบางคน

“เล็กไปก่อนนะคะพี่ปราณต์ ขอบคุณที่มาส่งค่ะ”

มือเล็กยกขึ้นไหว้ปราณต์เมื่อเขาเดินเข้ามาส่งถึงห้องผู้โดยสารและรอจนเธอเช็กอินเสร็จ ปราณต์ไม่ได้รับไหว้แต่รวบร่างบางเข้าไปกอดแบบหลวมๆ แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมนุ่มสลวยอย่างอ่อนโยน

“เดินทางปลอดภัยนะน้องเล็ก จะกลับอีกเมื่อไหร่ก็โทร.บอกพี่นะ พี่จะได้มารับ”

“เล็กไม่กล้ารบกวนพี่ปราณต์หรอกค่ะ พี่ปราณต์งานยุ่งจะตาย”

“ถึงยุ่งก็ปลีกเวลามาได้”

“แม้แต่ตอนอยู่ในห้องผ่าตัดเหรอคะ” ธรินดากล้าพูดเล่นกับเขาเพราะรู้ว่าปราณต์ไม่ถือสา

“พี่จะพยายามไม่ผ่าใครในตอนที่น้องเล็กกลับมาก็แล้วกัน”

“อย่าลำเอียงสิคะคุณหมอ คนไข้ต้องสำคัญกว่าเล็กสิ” เสียงหวานเอ่ยออกมาเช่นนั้นโดยไม่ได้คิดอะไร หากแต่คนฟังกลับสะดุดหูและคิดว่าตัวเองเริ่มมีความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

“สำหรับพี่สำคัญทั้งคนไข้ทั้งน้องเล็กนั่นละ”

“แต่สำหรับเล็ก ขอเป็นคนสำคัญสำหรับพี่ปราณต์น้อยกว่าคนไข้ของหมอปราณต์นะคะ เวลาเจ็บป่วยคนไข้ย่อมต้องการหมอที่จิตใจดี เก่ง และหล่อสุดๆ อย่างพี่ปราณต์ค่ะ”

“ใจดีเป็นแม่พระซะจริงๆ นะเราเนี่ย เหมือนอย่างที่ตาปรัชญ์ชอบพูดนั่นแหละ”

สีหน้าและแววตาที่แจ่มใสอยู่ก่อนหน้านี้เจื่อนไปเล็กน้อยเมื่อปราณต์พาดพิงถึงคนที่ชอบรังแกและหาเรื่องเธอทุกครั้งที่มีโอกาส

“คุณปรัชญ์ว่าประชดเล็กมากกว่าค่ะ”

“แต่พี่เริ่มเห็นด้วยกับปรัชญ์แล้วละ”

“คนเดียวเล็กก็รับมือไม่ไหวแล้วค่ะ พี่ปราณต์อย่าพลอยเป็นไปกับเขาอีกคนสิคะ พี่ปราณต์น่ารักแบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ”

“อ่ะๆ งั้นพี่จะเก็บรักษาความน่ารักของตัวเองเอาไว้ก็แล้วกัน”

“งั้นเล็กคงต้องขอตัวเข้าเกทก่อนนะคะ ใกล้จะได้เวลาบอร์ดดิ้งพาสแล้ว ขอบคุณพี่ปราณต์อีกครั้งนะคะที่มาส่ง”

          เรียวปากสีหวานระเรื่อคลี่ยิ้มให้กับพี่ชายอีกครั้ง ก่อนจะพาตัวเองเดินเข้าไปด้านในเกท เพื่อรอเวลาให้พนักงานเรียกขึ้นเครื่อง

 

          ที่นั่งบนเครื่องบินที่แม่ใหญ่เลือกให้ เป็นที่นั่งด้านซ้ายมืออยู่ติดกับหน้าต่าง ธรินดานั่งลงตามหมายเลขบนตั๋วขณะที่อีกเบาะซึ่งอยู่ข้างๆ ยังว่างอยู่ มือเล็กจัดการล็อกเข็มขัดนิรภัยจนเรียบร้อย ก่อนจะวางกระเป๋าสะพาย ไว้ที่พื้น เพราะกฎการบินไม่ให้วางบนตักขณะเครื่องขึ้นลง จากนั้นก็นั่งมองวิวนอกหน้าต่างขณะรอผู้โดยสารอื่นๆ ที่กำลังทยอยเดินขึ้นเครื่อง

          เวลาผ่านไประยะหนึ่ง...ดวงหน้าหวานก็ยังคงเอียงข้างมองออกไปนอกหน้าต่าง โดยที่ตอนนี้ที่นั่งข้างๆ มีคนมานั่งแล้ว แต่ธรินดาก็ไม่ได้สนใจจะหันมามองหรือสนใจ กระทั่งมีเสียงอันคุ้นหูดังขึ้นจากคนคนนั้น

          “กำลังนั่งอาลัยอาวรณ์หมอปราณต์อยู่ล่ะสิ”

          ทั้งน้ำเสียง ทั้งสำนวนคำพูดที่ชอบเยาะเย้ยถากถางและช่างหาเรื่องเช่นนั้น ทำให้ธรินดาหันขวับกลับมามองคนพูดและเบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจ

          “คุณปรัชญ์!

          “อะไรกั๊น” ปรัชญ์พูดเสียงสูง “เมื่อกี้ก็กอดกันซะกลมดิกอยู่นานสองนาน ยังไม่อิ่มอกอิ่มใจหรือยังไง”

          อารามตกใจปนแปลกใจของธรินดาที่คิดว่าเขามาได้อย่างไรหายไปโดยพลัน เมื่อปรัชญ์ยังคงเล่นงานเธอต่อเนื่องด้วยคำพูดที่ไม่ได้น่าฟังและไม่ใช่เรื่องจริงสักนิด แสดงว่าเขาเห็นตอนที่ปราณต์มาส่งเธอสินะ ถึงได้พูดจาส่อเสียดแบบนี้

          “เล็กกับพี่ปราณต์ไม่ได้กอดกันกลมดิกอย่างที่คุณปรัชญ์กล่าวหาค่ะ”

          “กอดไม่กอดคนเขาก็เห็นกันทั้งสนามบิน ดูเธอไม่สะบัดสะบิ้งสักนิดเลยนี่ ไหนวันก่อนตอนที่ถูกฉันโอบเอวบอกว่าอายไง หรือว่ามีข้อยกเว้นสำหรับหมอปราณต์ล่ะ”

          “พี่ปราณต์ไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดจาบจ้วงเหมือนคุณนี่คะ อีกอย่างพี่ปราณต์ก็แค่กอดเล็กในฐานะพี่น้องเท่านั้น”

          “แล้วฉันล่ะ กอดเธอในฐานะไหน?” ปรัชญ์ถามพลางเลิกคิ้วเข้มขึ้น ตาคมจ้องมองเสี้ยวหน้าหวานๆ ที่ไร้เครื่องสำอางเติมแต่งนั้นอย่างตั้งใจจะมองให้อายแกมคาดคั้นเอาคำตอบ

          ธรินดาหน้าแดงซ่าน รู้ว่าปรัชญ์ตั้งใจจะสื่อและตอกย้ำถึงอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากพูดและไม่อยากนึกถึงอีก

          “คุณปรัชญ์ทำได้ทุกอย่างเพื่อรังแกเล็ก”

          “เธอตอบไม่ตรงคำถาม”

          “เล็กไม่มีอะไรจะตอบและไม่อยากเถียงกับคุณแล้ว” เพราะต่อล้อต่อเถียงกับเขาไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอไม่เคยเอาชนะเขาได้เลย แถมยังเข้าตัวเกือบจะทุกครั้ง

          “เธอไม่กล้าพูดความจริงต่างหาก ว่าเธอกอดกับพี่ปราณต์ในฐานะพี่ชายกับน้องสาว แต่กอดกับฉันในฐานะ...

          “เล็กไม่เคยกอดกับคุณปรัชญ์ มีแต่คุณปรัชญ์ที่เป็นฝ่ายเอาเปรียบเล็ก” ธรินดารีบสวนขึ้นทันควันก่อนที่คนช่างหาเรื่องจะพ่นวาจาห่ามๆ ออกมาให้ได้อาย แม้ตอนนี้เธอกับเขาจะนั่งกันอยู่เพียงสองคน เพราะที่นั่งข้างขวามือของปรัชญ์ยังไม่มีใครมานั่ง แต่เธอก็ไม่อยากได้ยิน

          “แล้ววันนั้นตอนที่เธอซ้อนจักรยานฉัน ใครกันที่กอดฉันซะแน่น”

          “คุณปรัชญ์บังคับเล็ก”

          “ก็เฉพาะตอนแรกเท่านั้นละ พอฉันจอดจักรยานแล้วเธอก็ยังกอดเอวฉันไม่ปล่อย จนฉันต้องเป็นฝ่ายเตือน”

          คำพูดที่ดูเหมือนจะหาเรื่องให้เธออับอายไม่เลิก ทำให้ธรินดาคร้านจะโต้ตอบด้วย จึงสะบัดหน้ากลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง แต่ปรัชญ์ก็ยังยื่นหน้าตามไปกระซิบอย่างยวนความรู้สึกคนฟัง

          “เอียงหน้าไปแบบนั้น อยากให้ฉันหอมแก้มหรือไซ้คอดีล่ะ”

          ธรินดาหันขวับมาเหมือนครั้งแรกที่ได้ยินเสียงเขา แต่ครั้งนี้ต่างกับเมื่อครู่เพราะใบหน้าของปรัชญ์อยู่ห่างจากใบหน้าของเธอแค่ไม่ถึงนิ้ว ทำให้ปากอิ่มเกือบจะชนเข้ากับปากของคนที่ชอบพูดจาหาเรื่อง

          “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะคะคุณปรัชญ์” ธรินดารีบเอ่ยห้ามเสียงขุ่นโดยไม่กล้าเสียงดังนัก เพราะกลัวจะตกเป็นเป้าสายตาคนบนเครื่อง

          “บ้าตรงไหนแค่หอมแก้มกับไซ้คอ”

          “แต่นี่มันบนเครื่องบิน”

          “งั้นที่ไหนล่ะ ที่ฉันจะหอมแก้มและไซ้คอเธอได้ ตอนที่เธอนั่งบนตักฉัน ตอนที่เธอขึ้นเตียงกับฉัน หรือว่าตอนไหนก็ได้ที่ไม่มีคนเห็น”

          “คุณปรัชญ์!

          “หือ...ได้หมดอย่างที่ฉันว่ามาใช่ไหม ยกเว้นตอนนี้” คิ้วเข้มเลิกขึ้นและทำหน้าตายคล้ายกับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำให้เธออายและโกรธระคนกัน

          “เลิกหาเรื่องเล็กซะทีเถอะค่ะ เล็กอยากนั่งเงียบๆ” ธรินดาพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพื่อยุติการปะทะคารมครั้งนี้เสียที

          “โอเค...นั่งเงียบๆ ก็นั่งเงียบๆ”

          ปรัชญ์ยอมขยับไปนั่งตัวตรงอย่างว่าง่าย ทำให้ธรินดาแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เป็นเชิงโล่งอก แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นมือข้างซ้ายของเขาก็เอื้อมมาจับมือเล็กของเธอ พร้อมกับสอดนิ้วทั้งห้าลงไปในระหว่างง่ามนิ้วเรียวแล้วงอนิ้วกระชับหลังมือของเธอเอาไว้แน่น ก่อนจะใช้มือขวากดศีรษะได้รูปให้เอียงมาซบบนไหล่กว้างของเขา

          “ปล่อยค่ะคุณปรัชญ์!

          ธรินดาทั้งพูดทั้งพยายามจะเอียงคอและดึงมือหนีจากมือของเขา แต่ยังทำไม่ทันสำเร็จที่นั่งข้างๆ ปรัชญ์ก็มีคนมานั่ง ซึ่งคนที่มาทีหลังนั้นเป็นผู้หญิงวัยกลางคน

          “ถ้าเธอดื้อกับฉัน ไม่ว่าเอียงหน้าหนี หรือดึงมือออกจากมือฉันอีก ฉันจะหอมแก้มเธอให้คนข้างๆ นี่ดูทันที...” เขากระซิบขู่เบาๆ แต่ก็ดังพอที่จะทำให้ธรินดาหยุดอาการยื้อยุดของตัวเองจากแรงมือของเขาลงได้

ธรินดาจำต้องนิ่ง ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องประกาศให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดและอธิบายวิธีปฏิบัติตัวหากเกิดกรณีฉุกเฉิน พร้อมกับที่เครื่องบินเริ่มแล่นไปตามรันเวย์ ก่อนทะยานขึ้นไปลอยบนอากาศกลายเป็นนกเหล็กยักษ์ที่กำลังพาผู้โดยสารกว่าร้อยชีวิตมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

          ร่างบางที่ถูกบังคับให้นั่งซบไหล่กว้างยังคงอยู่ท่าเดิม เพราะไม่อยากเสี่ยงกับคำขู่ของคนชอบทำอะไรดิบๆ ห่ามๆ แบบปรัชญ์ เขายังคงนั่งสบายๆ ในขณะที่เธอเกร็งไปหมด ไหนจะอาย ไหนจะกลัว และยังเจ็บลึกๆ ในอกเมื่อเห็นมือด้านซ้ายของเขาที่ประสานอยู่กับมือเล็กของเธอไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่ตอนนี้มือข้างที่จับมือเธออยู่มีแหวนทองคำขาวประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ แบบแหวนผู้ชายสวมอยู่ที่นิ้วนางเป็นเครื่องพันธนาการและประกาศให้ใครๆ รู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว

อีกหนึ่งชั่วโมงกับห้านาทีต่อมา กัปตันบังคับเครื่องลงจอดโดยสวัสดิภาพบนรันเวย์ของสนามบินดอนเมือง ทันทีที่เครื่องจอดสนิทผู้โดยสารก็ลุกพรึบพรับขึ้นจากที่นั่งและทยอยลงจากเครื่อง ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างปรัชญ์อีกคนลุกแล้ว ธรินดาเอนตัวขึ้นนั่งตรงเพื่อจะลุกบ้าง แต่มือยังถูกปรัชญ์จับไว้ แล้วไหนจะร่างใหญ่ที่นั่งขวางทางอยู่ ทำให้เธอไม่สามารถลุกขึ้นจากเบาะและออกไปยังทางเดินได้

          “ปล่อยค่ะคุณปรัชญ์ เล็กจะลง”

          “ลงน่ะได้ลงแน่ แต่นั่งรอให้คนลงหมดก่อนเถอะ เธอไม่ขี้เกียจยืนออกันลงหรือไง หรือว่าชอบถูกเบียด เที่ยวบินนี้ผู้ชายเยอะเสียด้วยสิ เลิกหวงเนื้อหวงตัวแล้วเหรอ หรือว่าชักติดใจการถูกเบียดถูกกอด”

          “คุณปรัชญ์!” คราวนี้ธรินดากล้าเสียงดังใส่และดึงมือออกจากมือเขา เพราะเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคนที่กำลังเดินลงเครื่องอยู่นั้น ทำให้บรรยากาศในเครื่องบินเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ

          ปรัชญ์ยอมปล่อยในตอนที่ผู้โดยสารคนสุดท้ายเดินผ่านเบาะของเขาไปแล้ว ร่างสูงขยับเดินนำออกไปยังทางเดิน โดยมีร่างบางขยับตามหลังมา

          ทันทีที่เข้าสู่ทางเดินของอาคารผู้โดยสาร ธรินดาก็เร่งฝีเท้าแซงหน้าปรัชญ์ไปเพื่อจะได้แยกตัวหนีห่างจากเขา โดยไม่คิดจะถามว่าเขามาทำอะไรหรือมาหาใครที่กรุงเทพฯ ทว่าแค่เพียงก้าวได้ไม่กี่ก้าว เจ้าของร่างที่สูงและแข็งแรงกว่าก็สาวเท้าตามมาทัน และยื่นมือจับและพันธนาการข้อมือเล็กเอาไว้ดังเดิม

“ปล่อยเล็กนะคะคุณปรัชญ์”

“เธอจะรีบไปไหน”

“เล็กจะกลับหอพักค่ะ”

          “เดี๋ยวฉันนั่งรถไปส่ง”

          “ไม่ต้องก็ได้ค่ะ คุณปรัชญ์มีธุระอะไรหรือจะไปหาใครก็ไปเถอะ เล็กกลับคนเดียวได้”

          “ฉันรู้ว่าเธอกลับคนเดียวได้ แต่ฉันอยากไปดูว่าเธอพักที่ไหน พักกับใคร อยู่คนเดียวจริงๆ หรือแอบซุกใครเอาไว้ในห้อง ฉันจะได้กลับไปรายงานแม่ใหญ่กับพี่ปราณต์ของเธอได้ถูก” เขาพูดปรามาสพร้อมกับหันมามองเสี้ยวหน้าของเธอด้วยสายตาของคนที่กำลังสำรวจหาพิรุธราวกับธรินดาเป็นผู้ร้ายที่แอบทำความผิดเอาไว้

          “เล็กอยู่คนเดียวและไม่มีอะไรหรือมีใครซุกไว้แน่นอน” ธรินดายืนยันเสียงแข็งอย่างปกป้องตัวเองเมื่อถูกเขากล่าวหาในเรื่องที่ค่อนข้างร้ายแรงอีกเรื่องเช่นนั้น

          “ถ้าไม่มีอะไรปิดบัง งั้นเธอก็ต้องกล้าให้ฉันไปดูสิ จะกลัวอะไร”

          “แต่เล็กไม่อยาก...

          ยังไม่ทันที่ธรินดาจะพูดจบ ปรัชญ์ก็แทรกขึ้น

          “ฉันก็ยังไม่ อยากตอนนี้หรอก”

          คำว่าอยากที่ปรัชญ์จงใจพูดให้กินนัยลึกนั้นเป็นคนละความหมายกับที่ธรินดาพูด ทำเอาใบหน้าหวานใสร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความอับอาย จึงเลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำด้วยอีก เธอปล่อยให้เขาเดินจูงมือไปเงียบๆ จนในที่สุดปรัชญ์ก็พาออกมายังหน้าอาคารผู้โดยสาร

          ปรัชญ์โบกแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาพอดี เขาเปิดประตูหลังดันร่างบางเข้าไปก่อน จากนั้นก็พาตัวเองก้าวตามขึ้นไปและบอกจุดหมายกับคนขับ

“ไปคอนโดฯ...” เขาบอกชื่อคอนโดมิเนียมที่อยู่ในย่านเพลินจิต ซึ่งนั่นไม่ใช่ทางที่จะไปหอพักของธรินดาเลย

“คุณปรัชญ์จะพาเล็กไปไหนคะ เล็กจะกลับหอพักนะคะ ถ้าคุณปรัชญ์มีธุระทำไมไม่ปล่อยให้เล็กกลับคนเดียว” หญิงสาวหันหน้าไปมองเขาพร้อมกับเอ่ยปากต่อว่า

“เงียบเถอะน่า...ถ้าเธอไม่เงียบฉันจะจูบเธอบนแท็กซี่นี่ละ”

เขาขู่เหมือนกับที่ขู่เธอตอนนั่งอยู่บนเครื่องแต่ไม่ได้ออมเสียงแม้แต่น้อย คำพูดนั้นดังไปกระทบหูคนฟังอย่างจังทำให้คนขับรถแท็กซี่ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าอมยิ้ม แต่ก็ไม่ได้เสียมารยาทอะไร คนขับยังคงทำหน้าที่ของตน และปล่อยให้ผู้โดยสารของตัวเองมีความเป็นส่วนตัวต่อไป

“คุณปรัชญ์ก็ดีแต่ขู่นั่นแหละ” เสียงหวานพูดออกไปด้วยความอึดอัดที่ตกเป็นเบี้ยล่างคนชอบขู่อยู่ร่ำไป

“ไม่ได้ดีแต่ขู่ ฉันพูดจริงทำจริงเสมอ หรืออยากจะลอง”

ไม่พูดเปล่าแต่ปรัชญ์ยังยื่นหน้ามาใกล้ๆ จนเกือบชิด ทำให้ธรินดาต้องรีบเอนตัวหนี พลางเอ่ยห้ามโดยไม่กล้าเสียงดังนัก

“อย่านะคะ!

แค่ห้ามเขาธรินดาก็ยังไม่ไว้ใจสถานการณ์ จึงขยับไปนั่งจนชิดประตู เพื่อพาตัวเองออกห่างจากปรัชญ์ให้มากที่สุด หากนั่นเป็นความคิดที่ผิดโดยสิ้นเชิง เพราะทันทีที่เธอขยับปรัชญ์ก็ขยับตามมานั่งเบียด พร้อมทั้งสอดมือเข้ามาด้านหลัง เกาะเกี่ยวเอวของเธอกอดเอาไว้ ธรินดาจะหนีก็หนีไม่ได้ จะต่อว่าเขาก็อายคนขับ จึงทำได้แค่วางมือเล็กลงบนมือเขา แล้วจิกปลายเล็บที่ตัดสั้นมนลงไปหวังจะให้ปรัชญ์เจ็บและละมือออกไป แต่เขาก็ยังนั่งเฉย เหมือนกับว่าแรงจิกของเธอไม่ได้ระคายผิวเขาสักนิด สุดท้ายธรินดาก็เป็นฝ่ายเมื่อยมือเสียเอง จึงจำต้องปล่อยให้เขานั่งกอดเอวอยู่อย่างนั้นกระทั่งรถแท็กซี่พาไปถึงจุดหมายซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมหรูย่านใจกลางเมือง

ปรัชญ์ละมือจากเอวเล็กเพื่อยื่นธนบัตรแบงก์ห้าร้อยให้กับคนขับโดยไม่รอเงินทอน ในจังหวะนั้นธรินดารีบเปิดประตูฝั่งที่ตัวเองนั่งอยู่ออกไปทันที หวังว่าจะโบกแท็กซี่อีกคันเพื่อหนีปรัชญ์ แต่เขาก็ยังก้าวลงมาทัน แล้วบังคับให้เธอเดินตามเข้าไปในคอนโดมิเนียมแห่งนั้นด้วยกัน

เท้าเล็กๆ ก้าวตามแรงฉุดของคนที่แข็งแรงและตัวโตกว่า แต่สายตากลับอดที่จะมองสำรวจไปทั่วอาณาบริเวณของอาคารสุดหรูแห่งนี้ไม่ได้ แม้มองจากภายนอกคอนโดมิเนียมแห่งนี้ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับตึกสูงทั่วไปที่มีให้เห็นอย่างดาษดื่นทั่วกรุงเทพฯ แต่เมื่อเข้าไปข้างในธรินดารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความคับคั่งและวุ่นวายของเมืองหลวง เพราะคอนโดฯแห่งนี้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวหลายไร่ราวกับสวนสาธารณะ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่ยืนตระหง่านอยู่ยิ่งเสริมให้ภูมิทัศน์ร่มรื่นและกลมกลืนกับรูปแบบโดยรวมของโครงการ

ปรัชญ์จูงมือเล็กพาเดินผ่านสระว่ายน้ำแนวยาวหลายสิบเมตร เพื่อไปยังอาคารที่เป็นห้องคอนโดมิเนียมของเขา ธรินดามัวแต่มองสำรวจความหรูหราสวยงามเหล่านั้นอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่ในลิฟต์กับปรัชญ์เพียงลำพังเสียแล้ว

 “คุณปรัชญ์มาทำอะไรที่นี่คะ” ธรินดาถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ เมื่อปรัชญ์ไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำ เขาเอาแต่ยืนเอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเงียบๆ ส่วนอีกมือยังจับมือเธอแน่น

“มาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันยังไม่ได้อาบน้ำเลยตั้งแต่เมื่อคืน”

คราวนี้เขาตอบดีๆ ไม่มีอาการรวนหรือยียวนในคำตอบแต่อย่างใด ทำให้ธรินดากล้าที่จะถามต่อ

“แล้วเมื่อคืนไปทำอะไรที่ไหนเหรอคะ ทำไมถึงไม่กลับมาบ้าน” หญิงสาวถามต่อทั้งๆ ที่ปกติปรัชญ์ก็กลับบ้านบ้างไม่กลับบ้านบ้างอยู่แล้ว แต่เพราะไม่รู้จะคุยอะไรจึงถามเพื่อไม่ให้ตัวเองอึดอัดกับการต้องยืนอยู่เงียบๆ กับเขาในที่แคบๆ แบบนี้

“เธอรอฉันเหรอ”

“เล็กไม่ได้รอ ก็แค่ถาม” ตอบเร็วจนฟังดูลนลาน ทำเอาปรัชญ์ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างอดขำไม่ได้

“เธอน่ะมันพวกปากแข็งรู้ตัวไหม รอก็บอกว่ารอสิ” เสียงทุ้มพูดดักเหมือนรู้ทัน เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิฟต์เลื่อนขึ้นมาถึงชั้นที่เขากดตัวเลขไว้พอดี มือแกร่งจึงเกี่ยวเอวเล็กพาเดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังห้องห้องหนึ่ง

“คุณปรัชญ์ก็เป็นพวกหลงตัวเองเหมือนกันค่ะ ชอบคิดเองเออเองด้วย”

“เธอเองก็หลงฉันเหมือนกันนั่นละ หลงแบบไม่รู้ตัว”

          เขาก้มลงมากระซิบพร้อมกับหยิบเอาคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วแตะมันกับหน้าประตู ธรินดาเพิ่งสังเกตว่าปรัชญ์ไม่มีกระเป๋าสัมภาระเลยแม้แต่ใบเดียว นั่นแสดงว่าเขามีทุกอย่างครบครันแล้วอยู่ในห้องที่เธอและเขากำลังจะเข้าไป

          “ห้องนี้ห้องใครคะ” เสียงหวานเอ่ยถามหลังจากถูกรุนหลังพาเข้ามาในห้องที่โอ่อ่ากว้างขวางนั้น

          “ห้องฉันเอง เธอนั่งรอก่อนนะ ขออาบน้ำแป๊บหนึ่ง ถ้าหิวหรืออยากกินอะไรก็หาดูในตู้เย็นรองท้องไปก่อน อ้อ...แล้วอย่าคิดจะหนีในช่วงที่ฉันอาบน้ำล่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะตามไปเอาเรื่องเธอถึงมหาวิทยาลัยแน่”

ปรัชญ์สั่งกำชับแกมขู่คาดโทษ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้ หยิบเอาผ้าเช็ดตัวแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำ สักพักธรินดาก็ได้ยินเสียงซ่าๆ ของน้ำจากฝักบัวที่ดังกระทบพื้น ร่างบางจึงขยับไปยืนกอดอกมองความสวยงามของวิวกรุงเทพฯ และคุ้งโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกระจกใสบานใหญ่

พระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสงลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นวงกลมสีแดงขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงลาลับขอบฟ้าในบรรยากาศที่ดูผ่อนคลายจนลืมไปว่าที่แห่งนี้อยู่ในย่านใจกลางเมืองหลวง ปรัชญ์ยังอาบน้ำไม่เสร็จทั้งๆ ที่ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ธรินดาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ฉวยโอกาสนั้นหนีกลับไปหอพักตัวเองไปเสีย อาจเป็นเพราะคำขู่ของเขากระมังที่ทำให้เธอไม่กล้าเสี่ยง เพราะรู้ดีว่าคนอย่างปรัชญ์พูดจริงทำจริงและคาดเดาได้ยากเสมอ

ความมืดของรัตติกาลสยายปีกแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณของแม่น้ำเจ้าพระยาหลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า บัดนี้เบื้องล่างนั้นมืดสนิทแล้วและมีแสงสว่างจากไฟตามอาคารบ้านเรือน ท้องถนน และสะพานเข้ามาแทนที่ หญิงสาวจึงพาตัวเองออกห่างจากกระจกบานใหญ่แล้วไปนั่งลงบนโซฟาสีดำซึ่งวางอยู่กลางห้องโถง

ประตูห้องน้ำเปิดพร้อมกับที่เจ้าของร่างใหญ่สูง 185 เซนติเมตรก้าวออกมาจากข้างใน ตาคู่สวยเหลือบไปมองก็เห็นว่าตอนนี้ปรัชญ์อยู่ในสภาพของคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ผมยาวของเขาเปียกลู่ คงเป็นเพราะสระผมถึงได้อาบน้ำนานเช่นนั้น หยดน้ำเม็ดกลมๆ เกาะอยู่ตามร่างกายท่อนบนซึ่งเปลือยเปล่าอวดให้เห็นหัวไหล่หนา แผงอกกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้าม ท่อนแขนแข็งแรงซึ่งมีรอยสักอยู่ด้านซ้าย หน้าท้องที่เป็นลอน ดูแข็งแรงแบบคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ และแม้จะไม่เห็นท่อนล่างเพราะเจ้าตัวนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบเอวสอบอยู่ แต่ธรินดาก็เดาได้ว่าตอนนี้ทุกอณูบนร่างกายของเขายังคงชุ่มโชกไปด้วยน้ำ

ยามที่ร่างสูงใหญ่นั้นย่างก้าว มัดกล้ามทุกมัดล้วนแต่เคลื่อนตัวไปตามจังหวะการขยับเขยื้อนของคนเดิน เนื้อกายของเขาช่างดูสมชายและเข้มแข็งเสียเหลือเกิน แม้เพียงสัมผัสผ่านสายตาความรู้สึกภายในก็พลุ่งพล่านขึ้น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ ชวนให้นึกถึงความรัญจวนอันสุดร้อนรุ่มยามที่เรือนกายเปลือยเปล่านั้นเบียดเสียดแนบชิดกับร่างกายของเธอไปทุกอณูเนื้อในคืนเดือนแรมคืนนั้น

ธรินดาจึงรีบเมินสายตาไปจากเรือนกายอันชวนให้ใจสั่น และเบนสายตาไปทางอื่นเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองกระเจิดกระเจิง เลยไม่เห็นว่าตอนนี้ร่างสูงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า โน้มกายลงยันมือทั้งสองข้างยันกับพนักโซฟาคร่อมร่างบางเอาไว้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา

“รอนานหรือเปล่า”

เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับที่หยดน้ำจากตัวเขาหยดลงบนแก้มและเสื้อของเธอ ธรินดารีบหันขวับกลับมาด้วยอาการของคนที่หัวใจกำลังเต้นแรงโครมครามกว่าเดิม เพราะตอนนี้ตัวเองถูกขังอยู่ในวงแขนที่แข็งแรงของเขา แถมใบหน้าหล่อเหลานั้นยังอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงแค่ไม่ถึงคืบเหมือนเขาจงใจจะทำให้เธอหัวใจวายเล่น ไอเย็นสดชื่นจากตัวเขาไม่ได้ทำให้เธอเย็นไปด้วย ตรงกันข้ามตอนนี้เลือดในกายเธอเหมือนกับโดนฮีตเตอร์จุดให้ร้อนรุ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

“นานค่ะ” หญิงสาวตอบไปตามตรง แต่เสียงออกจะแปร่งๆ ไปจนกลัวปรัชญ์จะจับได้ว่าสภาพเช่นนั้นของเขาทำให้เธอหวั่นไหวเพียงใด

“หาอะไรกินหรือยังล่ะ”

“เล็กยังไม่หิวค่ะ”

“แล้วตอนที่ฉันอาบน้ำเธอทำอะไรอยู่”

“เล็กดูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา มองจากห้องคุณปรัชญ์ลงไปวิวสวยดีค่ะ”

“ฉันคิดแล้วว่าเธอต้องชอบที่นี่”

เขาคงไม่จำเพาะว่าเป็นเธอหรอก คงจะเป็นผู้หญิงทุกคนที่เขาพามาด้วยกระมังที่ชอบห้องนี้ ธรินดาพยายามไม่ให้ตัวเองเคลิบเคลิ้มไปกับคำพูดที่ชวนให้คิดว่าตัวเองมีความสำคัญกับเขา

“เล็กแค่ไม่มีอะไรทำก็เลยดูเพลินๆ คุณปรัชญ์ไปเช็ดตัว เช็ดผม แล้วแต่งตัวให้เรียบร้อยสิคะ คุณปรัชญ์ยืนคุยแบบนี้เสื้อเล็กเปียกหมดแล้ว” เจ้าของเสียงหวานนุ่มออกปากไล่เขาเพราะยิ่งอยู่ในสภาพเช่นนั้นนานๆ เธอก็ยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง

“ไปเช็ดผมให้หน่อยสิ”

“ไม่ค่ะ” ธรินดาปฏิเสธทันควัน

“น่า...นะ...” เขาใช้น้ำเสียงออดอ้อนอย่างที่ธรินดาไม่เคยได้ยิน

“เล็กไม่...

“ไม่ต้องปฏิเสธ ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรซะหน่อย”

คราวนี้ปรัชญ์กลายร่างเป็นคนเอาแต่ใจคนเดิม เขาไม่ยอมฟังเสียงและไม่ยอมให้ธรินดาปฏิเสธ เมื่ออ้อนดีๆ แล้วไม่ยอมง่ายๆ ก็ต้องใช้วิธีการบังคับซึ่งเขาถนัดอยู่แล้ว

มือใหญ่เอื้อมไปจับข้อมือเล็กแล้วกึ่งลากกึ่งจูงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง ปรัชญ์เอื้อมไปหยิบเอาผ้าขนหนูผืนเล็กบนราวไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆ ส่งให้หญิงสาว ก่อนที่ตัวเองจะขยับไปนั่งลงบนเก้าอี้ ทำให้ธรินดาจำต้องขยับไปยืนซ้อนหลังร่างสูงที่ตอนนี้นั่งรออยู่ แล้วใช้ผ้าขนหนูผืนนั้นเช็ดผมที่ยาวประบ่าของเขาอย่างเบามือ

ธรินดาค่อนข้างเงอะงะเพราะไม่เคยทำเช่นนี้กับใครมาก่อน แต่เพียงชั่วคราวเธอก็ลืมความเงอะงะของตัวเอง เมื่อได้สัมผัสกับความนุ่มของผมผู้ชายที่ผู้หญิงบางคนยังต้องอิจฉา มือเล็กซับน้ำออกจากผมบนศีรษะได้รูปนั้นไปพลางคิดว่าปรัชญ์จะดูดีและหล่อเหลาขึ้นแค่ไหนหากว่าเขาตัดผมสั้นและโกนหนวดโกนเคราให้เรียบร้อย

“คิดอะไรอยู่ ทำไมยืนเงียบเชียว” ปรัชญ์ถามขึ้นโดยที่ตาคมจ้องมองหน้าหวานใสผ่านกระจกบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าแทบไม่ละสายตา ธรินดามองเขาผ่านกระจกบานเดียวกันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลุบตาลงมองผมดำขลับนั้นเช่นเดิม เมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังถูกปรัชญ์จ้องหน้าและเธอไม่อาจสู้ประกายตาที่สะท้อนออกมาจากกระจกบานนั้นได้

“เล็กกำลังคิดว่าทำไมคุณปรัชญ์ถึงไม่ตัดผมสั้นและโกนหนวดโกนเคราให้เรียบร้อยเหมือนพี่ปราณต์”

“เธอชอบพี่ปราณต์เหรอ”

คำถามของเขาสะดุดหูคนฟังยิ่งนัก ธรินดาจึงย้อนถามกลับไป

“ถามใหม่อีกทีสิคะ และช่วยอธิบายให้ชัดด้วยว่า คำว่า ชอบที่คุณปรัชญ์หมายถึงเป็นแบบไหน”

“ก็ตรงๆ เธอชอบพี่ปราณต์แบบชู้สาวหรือเปล่า ชอบในแบบที่ผู้หญิงชอบผู้ชาย”

“บ้าเหรอคะ เล็กไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นกับพี่ปราณต์เลย”

“แล้วกับฉันล่ะ”

เป็นอีกครั้งที่ธรินดาอึ้งกับคำถามของคนที่ตัวเองกำลังเช็ดผมให้อยู่ มือเล็กชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบในสิ่งที่ปรัชญ์ตั้งคำถาม

“คุณปรัชญ์ไม่ชอบหน้าเล็ก ชอบรังแกเล็ก ชอบพูดจาเสียดสีเล็ก”

“เธอตอบไม่ตรงคำถามอีกแล้วนะ” เขาดักคอและยิ้มยั่วผ่านกระจก

“ตรงที่สุดแล้วค่ะ” ธรินดาไม่อาจทนการยั่วเย้าที่แฝงไว้ด้วยการรู้เท่าทันและจับพิรุธเช่นนั้นได้ จึงวางผ้าขนหนูลงและทำท่าจะเดินหนี แต่ปรัชญ์ไวกว่า ร่างสูงใหญ่หมุนตัวกลับมาแล้วรวบเอวเล็กให้นั่งลงไปบนตักของเขา จากนั้นก็ตวัดแขนกอดไว้แน่น

“ปล่อยนะคะคุณปรัชญ์”

ร่างบางที่ถูกกอดรัดอยู่ดิ้นขลุกขลักพร้อมทั้งเอ่ยขอร้องให้เขาปล่อย

“กอดทีไรก็บอกให้ปล่อยทุกที เธอเป็นอะไรหือธรินดา เธอไม่ชอบที่ฉันกอดหรือไง” เสียงทุ้มเอ่ยถาม อ้อมกอดยังแน่นแบบไม่คิดจะยอมคลาย เพราะยังไม่อยากให้เธอเป็นอิสระในตอนนี้

สิ่งที่เขาถามและน้ำเสียงเช่นนั้นทำให้ธรินดาหยุดดิ้น มองหน้าเขาตรงๆ และบอกในสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึกอยู่ตลอดมา

“เล็กไม่ชอบให้คุณปรัชญ์กอดค่ะ และเล็กก็เป็นคนที่คุณปรัชญ์ไม่มีสิทธิ์กอดตามอำเภอใจด้วย”

“ทำไมจะไม่มี เราเป็นอะไรกันแล้วเธอก็รู้”

“เราไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ เล็กเป็นแค่เด็กในบ้านที่เคยโดนคุณปรัชญ์รังแก ส่วนคุณปรัชญ์ก็เป็นลูกแม่ใหญ่ที่คอยแต่จะหาเรื่องรังแกเล็ก และตอนนี้คุณปรัชญ์ก็มีคู่หมั้นแล้วจึงไม่ควรกอดผู้หญิงอื่นพร่ำเพรื่อ ปล่อยเล็กค่ะ เล็กจะกลับแล้ว”

“เดี๋ยวจะไปส่ง แต่เธอต้องเช็ดผมฉันให้แห้งก่อน

“ไม่เช็ดแล้วค่ะเล็กเมื่อยมือ ผมคุณปรัชญ์หนาจะตาย เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่แห้งเสียที” ธรินดาตั้งป้อมปฏิเสธท่าเดียว ยังไงก็จะไม่ยอมอีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งก็ตาม

“มีไดร์อยู่ในลิ้นชัก ไดร์เอาน่าจะแห้งเร็ว” ว่าพลางยื่นมืออีกข้างไปเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบเอาไดร์เป่าผมออกมายื่นให้ธรินดา แต่หญิงสาวไม่ยอมรับมันไปจากมือของเขา

“เล็กบอกแล้วไงคะว่า...

“ถ้าไม่ทำฉันจะกอดเธอไว้อย่างนี้แหละ ถ้าเมื่อยก็จะอุ้มแล้วไปนอนกอดที่เตียงแทน คงรู้นะว่าเมื่อถึงเตียงแล้วฉันคงไม่นอนกอดเธอเฉยๆ”

ธรินดามองหน้าเขาตาขุ่น แต่ก็ตอบโต้อะไรไม่ได้ ตอนนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือเขาหรอก ยิ่งอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เธอยิ่งเหมือนคนไม่มีทางเลือก

          “มองหน้าหาลูกเหรอ ทำกันเลยมั้ยล่ะ ตอนนี้ฉันพร้อมออกรบนะ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างยั่วเย้าพร้อมกับแกล้งส่ายเอวเบาๆ อยู่ด้านล่างเพื่อให้ธรินดารู้ว่าเขาไม่ได้แค่พูด แต่หลักฐานก็มีให้พิสูจน์ให้เห็นอยู่โทนโท่ครบครัน

พวงแก้มใสเห่อร้อนและแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกกับวาจาหื่นห่ามและสัมผัสอันขึงขังบางอย่างที่พองโตอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ภายใต้การเสียดสีระหว่างเขาและเธอ

“คนบ้ากาม! เล็กเกลียดคุณ!” ธรินดาโพล่งออกไปอย่างคนคับแค้นในอก

“ใครสนล่ะ สิ่งที่ฉันสนตอนนี้ก็คือเธอต้องไดร์ผมให้ฉัน หรือไม่ก็ขึ้นเตียงกับฉัน เลือกเอาธรินดาว่า อยากทำอย่างไหนมากกว่ากัน”

มือเล็กจำต้องยื่นไปรับเอาไดร์เป่าผมจากมือเขาอย่างคนไม่มีทางเลือก จากนั้นก็บอกให้เขาปล่อยซึ่งคราวนี้ปรัชญ์ก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ร่างบางจึงลงจากตักของคนชอบออกคำสั่ง ขยับไปยืนซ้อนหลังเขา และลงมือเป่าผมโดยเสียบปลั๊กเข้ากับปลั๊กตัวรับที่อยู่ข้างๆ โต๊ะเครื่องแป้ง                                                                                                                                            

เสียงครางอือๆ ดังออกมาจากปลายไดร์อย่างต่อเนื่องขณะที่มือเล็กสอดลอดเข้าไปตามกลุ่มผมนุ่มนั้นพร้อมกับขยำและยกขึ้นเปิดทางให้ความร้อนจากไดร์เป่าได้ทั่วถึง ไม่นานเกินรอผมยาวหนาก็แห้งตามที่คนไดร์และคนสั่งให้ไดร์ต้องการ

“แห้งแล้วค่ะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน ก่อนจะขยับตัวไปถอดปลั๊ก ม้วนสายไฟพันรอบตัวไดร์ แล้วเก็บมันใส่ลิ้นชักไว้เช่นเดิม

ปรัชญ์ลุกขึ้นยืน มือใหญ่หนาคลี่ปมและดึงผ้าเช็ดตัวที่พันเอวออก อวดร่างกายเปลือยเปล่าล่ำบึกอย่างท้าทายสายตาคนมองโดยไม่คิดจะกระดากอายแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับธรินดาที่หน้าแดงก่ำและรีบหันหลังให้กับภาพนั้นแทบจะทันที แต่ปรัชญ์ไม่ยอมให้เธอหลบหน้า มือใหญ่ตะปบลงบนหัวไหล่บอบบางบังคับให้ร่างเล็กหันกลับมาเผชิญหน้าแล้วก้มลงถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะรำคาญนิดๆ แต่ก็หยอกเย้าอยู่ในที

          “จะอายอะไรนักหนา ทำยังกะไม่เคยเห็นฉันเปลือย”

“คุณปรัชญ์คงจะชินกับการอวดเนื้ออวดตัวต่อสายตาคนอื่น แต่เล็กยังไม่ชิน”

“แน่นอนฉันชิน ฉันออกจะหล่อ รูปร่างก็ดี เครื่องเคราก็ไม่น้อยหน้าใคร มีอะไรให้ต้องอาย”

แม้คำพูดนั้นจะแสนห่าม มั่นใจในตัวเอง พร้อมกับอวดโอ้อยู่ในที แต่ธรินดาก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งมันทำให้เธอไม่สามารถยืนมองโดยไม่รู้สึกอะไรได้เช่นกัน

“หลงตัวเอง หน้าไม่อาย”

“อีกหน่อยเธอก็หลงฉัน หรือหลงเข้าแล้วก็ไม่รู้” ปรัชญ์บอกอย่างคนที่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเอง

“ไม่มีทางค่ะ”

“ปากแข็ง ทั้งๆ ที่ตอนนี้ก็ใจอ่อนยวบยาบ ฉันพูดถูกไหม” ตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังไหวระริกอย่างรู้เท่าทัน ราวกับเขาเป็นความรู้สึกนึกคิดของเธอก็ไม่ปาน

“ไม่จริง”

“งั้นเรามาพิสูจน์กันหน่อยว่าเธอหวั่นไหวหรือไม่หวั่นไหว”

พูดพร้อมกับที่ร่างสูงขยับเข้าไปหา ทำให้ธรินดาต้องรีบก้าวฉากถอยหลังหนี แต่ถอยไม่ถึงก้าวก็หมดทางหนีเพราะก้นของเธอชนกับขอบโต๊ะเครื่องแป้งพอดี ปรัชญ์จึงวางมือยันกับขอบโต๊ะเครื่องแป้งคร่อมขังร่างบางเอาไว้ในวงแขนแข็งแรงของตัวเองอีกครั้ง ต่างกันก็แค่ตอนอยู่บนโซฟาเขามีผ้าเช็ดตัวพันรอบเอวสอบอยู่ แต่ตอนนี้ร่างกายสูงใหญ่นั้นเปลือยเปล่า

“ถอยไปนะคะคุณปรัชญ์” ธรินดาร้องห้ามพร้อมทั้งยกมือขึ้นวางบนหัวไหล่เปลือยเปล่าของเขาแล้วออกแรงผลัก แต่ก็ต้านทานเขาไม่อยู่เมื่อร่างใหญ่หนานั้นโน้มตัวลงมาหา จนเธอต้องเปลี่ยนเป็นเอนกายหนีไปด้านหลัง

“ถ้าไม่หวั่นไหวจะหนีทำไม กลัวมากขนาดนั้นเชียวกับการใกล้ชิดกันแค่นี้” เขาโน้มหน้าตามไปพร้อมกับกระซิบถามอย่างท้าทาย

“ถอยไปค่ะ ไม่ต้องมาหาเรื่องรังแกเล็ก”

“รู้ได้ยังไงว่าฉันจะรังแก ฉันก็แค่จะจูบ”

พูดจบปากและจมูกโด่งก็กดหนักๆ  ลงที่พวงแก้มใสด้านซ้ายที่ตอนนี้เห่อร้อนจนกลายเป็นสีแดงระเรื่อๆ

“คุณปรัชญ์!” ธรินดาอุทาน มองเขาตาเขียวขุ่น พลางยกมือขึ้นกุมที่แก้มตัวเองตรงที่โดนเขาจูบเมื่อครู่นี้

“จูบเมื่อกี้เป็นจูบแบบพี่ชายกับน้องสาว ส่วนจูบนี้เป็นจูบแบบผู้ชายกับผู้หญิง”

พูดเสร็จปรัชญ์ก็จูบอีก คราวนี้ไม่ได้จูบที่แก้ม แต่ปากหยักสวยได้รูปกดลงประกบบนเรียวปากอิ่ม ธรินดายังไม่หายจากอาการตกใจดีด้วยซ้ำก็โดนจู่โจมอีกรอบ ร่างบางยืนตัวแข็งทื่อ เม้มปากจนแน่นสนิทและเบี่ยงหน้าหนีเป็นพัลวัน เมื่อปรัชญ์พยายามจะแทรกลิ้นเข้าไปข้างใน  เขาจึงใช้สองมือแนบประคองหน้าหวานใสเอาไว้เพื่อให้เธอหลบเลี่ยงไปไหนไม่ได้ ส่วนปากเพิ่มแรงบดคลึงและดูดเม้ม ไม่นานเรียวปากอิ่มก็เผยอเพื่อจะร้องห้ามเขา แต่นั่นเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ลิ้นหนาแทรกเข้ามาในโพรงปากนุ่มชื้น พร้อมกับที่เรียวลิ้นอ่อนประสบการณ์ถูกเกี่ยวกระหวัดโลมเลียดูดซับเอาความหวามหวานอย่างดูดดื่มเร่าร้อน

ปากถูกจูบแต่ความเสียวซ่านรัญจวนกลับก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรงในท้องน้อย แล้วแผ่ลุกลามแทรกซึมไปในเลือดที่ไหลเวียนไปทั่วกายสาว ธรินดาพยายามข่มกลั้นความรู้สึกที่จะไม่เคลิบเคลิ้มไปกับรสจุมพิตสวาทนั้นจนสุดความสามารถ แต่ทว่าความพยายามของเธอกลับสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง เพราะตอนนี้ปรัชญ์ไม่ได้แค่จูบแต่ยังเบียดเนื้อตัวเปลือยเปล่าเข้าหาพร้อมกับส่ายเสียด ตัวตนใหญ่โตเข้ากับท้องน้อยที่เป็นแหล่งศูนย์รวมความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลของเธอในตอนนี้

“อื้อ...

ตอนนี้สติของธรินดาขาดเป็นห้วงๆ ร่างกายสั่นระริกและเริ่มพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกซ่านสยิวอย่างรุนแรงมากมายจนมีเสียงครางหวานดังแผ่วๆ อยู่ในลำคอ ปากเผยอรับการจูบอย่างดูดดื่มนั้นด้วยความรู้สึกรัญจวนใจ ปรัชญ์จูบหนักกว่าเดิมเหมือนคนได้ใจ มือข้างหนึ่งละจากสองแก้มไปสอดประคองที่ใต้ท้ายทอยเพื่อรับแรงบดคลึงที่กดลงอย่างต่อเนื่อง อีกมือเลื่อนลูบต่ำผ่านสีข้าง เอวเว้าคอด แนวสะโพก ลงไปหาชายเสื้อยืดเพื่อจะสอดลอดเข้าไปสัมผัสเนื้อแท้ใต้ร่มผ้าที่เขาเคยสัมผัสด้วยปากและมือมาแล้วทั่วทุกอณู รู้ดีว่ามันแสนนุ่มละมุนและให้ความรู้สึกที่วิเศษมากแค่ไหน

ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงระฆังช่วยชีวิตแต่เป็นการขัดจังหวะของปรัชญ์จนเขาหงุดหงิด เมื่อเสียงเสียงนั้นทำให้ธรินดาได้สติ หยุดจูบตอบเขา และเริ่มผลักร่างใหญ่ออกห่างพร้อมกับสะบัดหน้าหนีอีกครั้ง

“โทรศัพท์ค่ะ” เสียงหวานเอ่ยออกมาหอบๆ เมื่อปากเป็นอิสระจากเรียวปากหยักที่ประกบติดอยู่หลายนาทีก่อนหน้านี้

ปรัชญ์สบถออกมาคำหนึ่งอย่างโมโหแกมฉุนเฉียวที่โทรศัพท์มือถือของเขาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะกระจกสีใสดังครืนๆ จากการสั่นพร้อมกับแผดเสียงออกมาอย่างต่อเนื่อง

“อย่าไปสนใจมันเลย เดี๋ยวมันก็หยุดดังเอง เราต่อกันนะ”

“ไม่ค่ะ...เล็กไม่ต่ออะไรกับคุณปรัชญ์แล้ว คุณปรัชญ์รีบไปรับโทรศัพท์สิคะ เผื่อใครมีธุระสำคัญโทร.มา” ธรินดาปฏิเสธเสียงแข็ง ตอนนี้สติเริ่มมาเต็มแล้ว คราวนี้เธอจะไม่ยอมใจอ่อนและเผลอไผลไปกับปรัชญ์อีกเด็ดขาด

“งั้นก็ไปรับด้วยกัน”

เช่นเคยที่คนอย่างปรัชญ์ไม่คิดจะยอมอะไรง่ายๆ เขาผละออกห่างจากร่างบางก็จริงแต่ฉวยเอาข้อมือเล็กให้เดินไปที่โต๊ะใกล้กับโซฟาด้วยกัน ก่อนจะก้มลงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองซึ่งเงียบเสียงไปแล้วและดังขึ้นใหม่อีกครั้งเพราะต้นสายโทร.มารอบสอง ปรัชญ์ไม่ได้รับโทรศัพท์ในทันที ปล่อยให้มันดังอยู่อีกสักพัก ขณะที่ร่างใหญ่ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวที่ธรินดานั่งอยู่ก่อนหน้านี้ แล้วเกี่ยวกระหวัดเอาเอวเล็กให้นั่งลงมาบนตัก

“ปล่อยเล็กนะคะคุณปรัชญ์ จะรับก็รับดีๆ สิคะ ลากเล็กมาด้วยทำไม” ธรินดาดิ้นขลุกขลักพลางตำหนิเขาไปพร้อมกัน

“ไม่ละ เดี๋ยวเธอฉวยโอกาสหนีตอนฉันรับโทรศัพท์ ฉันอยู่ในสภาพแบบนี้คงจะวิ่งโทงๆ ออกไปตามเธอไม่ได้แน่”

          ธรินดาหน้าแดงกับคำพูดห่ามๆ ดิบๆ ของเขา ก่อนที่จะหยุดชะงักการดิ้นลงไปทันควัน เมื่อปรัชญ์ยกโทรศัพท์ให้ดูว่าคนที่โทร.มาคือใคร

“ว่าไงครับแม่เลี้ยง” เขากดรับและตอบกลับแม่ด้วยน้ำเสียงและลีลาการพูดที่กวนอารมณ์คนฟังเช่นเดิม

“แกอยู่ไหนตาปรัชญ์ วันนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า”                                                                                                                                                                             

“เกิดอะไรขึ้นครับ ร้อยวันพันปีไม่เห็นแม่เลี้ยงจะสนใจว่าผมจะไปไหนมาไหนหรืออยู่ไหน”

“เกิดสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าแกจะไปทำอะไรไม่ดีละมั้ง ไม่ได้อยู่บ้านตาตะวันใช่มั้ย”

เสียงแม่เลี้ยงลักษิกาที่ดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ราวกับมีญาณวิเศษ แม้คนรับจะไม่ได้เปิดลำโพง แต่ธรินดาก็ได้ยินถนัดทุกคำพูด เพราะนั่งอยู่ใกล้กับปรัชญ์แค่ตัวติดกัน

“ผมอยู่กรุงเทพฯ ตอนนี้อยู่กับ” เขาแกล้งลากเสียงและเงยหน้าขึ้นมองคนที่ถูกตัวเองกอดอยู่ซึ่งตอนนี้นั่งตัวแข็งทื่อเพราะกลัวว่าเขาจะบอกแม่ใหญ่

แม่ใหญ่ต้องสงสัยในพฤติกรรมของเธอและปรัชญ์แน่ๆ หากว่าเขาบอกว่าอยู่กับเธอ แม้จะไม่ได้อยากทำผิด แต่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันก็ผิดเต็มประตู                                                                                                                                         

“อยู่กับผู้หญิงอีกล่ะสิ” แม่เลี้ยงลักษิกาตอบให้เองโดยที่ไม่ต้องรอให้ลูกชายพูดออกมา

“ครับ อยู่กับผู้หญิง” ปรัชญ์เน้นประโยคหลัง โดยไม่มีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ สักนิด

“ทำอะไรก็เกรงใจหนูนัสบ้างสิ นี่อะไรหมั้นได้แค่วันเดียวก็แจ้นไปหาผู้หญิงอื่นซะแล้ว”

“ผมแค่หมั้นนะครับแม่เลี้ยง ยังไม่ได้แต่ง”

“แล้วถ้าหนูนัสรู้เรื่องขึ้นมาว่าแกมีผู้หญิงอื่นแกจะทำยังไง เมื่อไหร่จะเลิกเจ้าชู้เสียที”

“เมื่อมีเมียเป็นของตัวเองครับแม่เลี้ยง” ปรัชญ์ตอบไวอย่างคนที่ไม่ต้องคิดอะไร และไม่มีทางจะจนตรอกง่ายๆ กับการไล่ต้อนด้วยคำพูดของผู้เป็นแม่

“แสดงว่าหลังแต่งงานแกจะเลิก”

“ครับ”

น่าแปลกที่พอได้ยินการสนทนาระหว่างผู้เป็นแม่บุญธรรมกับปรัชญ์มาถึงช่วงนี้อาการตัวแข็งหน้าซีดของธรินดากลับหายไป ทว่ามีความรู้สึกอย่างอื่นแทรกลึกเข้ามาในหัวใจแทน

ก็แค่ช่วงนี้ที่ปรัชญ์จะตามรังแกเธอ...

หลังจากที่เขาแต่งงานกับนัสรินแล้วเขาก็จะเลิกตอแย...

ดีใจสิ...ธรินดา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha