เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 3 : Ep2/1 : อานนท์ บูรณกำจร


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

พร้อมโหลดซื้อแล้ววันนี้

คนแรงเยอะเท่าช้างสารยื้อแรงสุดกำลังเพื่อกระชากเรียวแขนเล็กให้ลุกขึ้นจากพื้นถนนโดยไม่คิดห่วงว่าหญิงสาวจะรู้สึกเจ็บหรือไม่ เพราะนี่มันท้องถนนสำหรับรถวิ่งผ่าน ไม่ใช่เวทีแสดงสำหรับคนเจ้าเล่ห์ที่บังอาจเที่ยวหากินแบบผิดกฎหมายอย่างยัยผู้หญิงคนนี้กำลังกระทำอยู่ โดยมีเขาเป็นเหยื่อเสียด้วย

 แต่ทว่าคนยังอยู่ในอาการขวัญเสียกลับขยับแขนขาไม่ขึ้นตามแรงดึง เลยยิ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับคนรั้งร่างจนเป็นเหตุทำให้คนเจ้าอารมณ์ที่หลงเอาความคิดตัวเองตัดสินกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่หัวเสียหนักยิ่งกว่าเดิม อานนท์ส่งสายตาวาววับจับจ้องร่างสั่นผวาไม่ต่างจากเสือร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อของตนเอง

 “จะลุกขึ้นเดินดีๆ หรือจะให้ฉันจับเธอเหวี่ยงขึ้นไปบนถนนนั้นแทนอานนท์ขู่ฟ่อ สันกรามแกร่งปูดโปนจากความโมโหสุดกลั้นมาพร้อมกับเสียงคำสั่งแหบกระด้าง

“ฉันสั่งให้เธอลุกขึ้น...เดี๋ยวนี้!

“.....”  แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับใดอีกเช่นเก่านอกจากเสียงสะอื้นไห้ ซึ่งดูๆแล้วไม่ต่างจากการปาวัตถุระเบิดเข้าไปในเปลวเพลิงดีๆนี่เอง ข้อมือร้ายเกร็งขยับบีบแน่นพร้อมจิกเล็กคมลงบนเนื้อนิ่มเตรียมพร้อมกระทำอย่างที่ตนเองขู่ คนหวาดกลัวรู้สึกเจ็บตรงที่ถูกบีบแต่ไม่กล้าส่งเสียงร้องประท้วงใดออกมาทั้งนั้น ยังคงนั่งตัวสั่นงันงกปล่อยให้คนหัวเสียเต้นผางไปฝ่ายเดียว

“จะไม่ลุกขึ้นดีๆใช่ไหมหึ...ยัยนักต้มตุ๋น” อานนท์กัดฟันถามพร้อมรั้งร่างบางลอยขึ้นจากพื้นก่อนจะลากถูไปตามพื้นถนนเมื่อเขาสิ้นสุดความอดทน

“.....” ส่วนคนถูกเข้าใจผิดให้เป็นนักต้มตุ๋นยังคงไม่กล้าลืมตาขึ้นมาดู หญิงสาวเม้มปากกลั้นเสียงร้องเอาไว้สุดแรง ใจยังเต้นโครมครามไม่หาย หวาดกลัวกับน้ำเสียงดุดันของเขาจับใจ เธอเลยยอมปล่อยให้ตัวเองถูกลากไปตามพื้นถนน คิดเอาไว้ในใจ ต่อให้ต้องเจ็บตัวเป็นแผลถลอกปอกเปิก ก็ยังดีกว่าต้องเผชิญหน้ากับอสุรกายปากร้ายอย่างเจ้าของรถแรงคันที่เกือบชนเธอเข้าเมื่อกี้นี้

ดีหน่อยที่วันนี้เธอสวมกางเกงยีนขายาวมา ความหนาของเนื้อผ้า จึงช่วยลดทอนแรงเสียดทานผิวตัวเองกับผิวของพื้นปูนได้พอสมควร เธอไม่เจ็บเมื่อถูกลากกับพื้น แต่เธอเจ็บหัวไหล่ตอนถูกเขากระชากขึ้นจากพื้นมากกว่า

ไม่รู้ว่าไหล่จะหลุดหรือเปล่าด้วยสิ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกเจ็บร้าวเหลือเกิน...

ลุกขึ้นสักทีสิโว้ย! จะฝืนตัวเองไว้ทำบ้าอะไรนักหนาหะ มันหนักไม่รู้หรือไง แล้วนี่มันก็เป็นถนนสำหรับรถวิ่งไม่ใช่ที่นั่งเล่นของเธอนะยัยนักต้มตุ๋น นี่ถ้าเกิดรถมันวิ่งสวนทางออกมา อย่ามากล่าวหาว่าฉันเป็นคนชนเธอตายก็แล้วกัน เพราะฉันจะไม่ยอมควักเงินในกระเป๋าช่วยค่าทำศพเธอแม้แต่สตางค์แดงเดียว คนโมโหพ่นคำบ่นยาวเหยียด

ครั้นพอจะตัดใจ แล้วทิ้งเจ้าหล่อนไว้ตรงกลางถนนนี้ให้สิ้นเรื่องราว เพื่อที่ตัวเองจะได้ขับรถกลับบ้านเพื่อพักผ่อนเสียที แล้วค่อยปล่อยให้ลูกน้องมาจัดการสะสางปัญหานี้ต่อโดยไม่คำนึงหรือสนใจไยดีในตัวผู้หญิงคนนี้อีกใจเขานั้นดันทำไม่ได้เสียด้วย ถ้าหากเกิดมีรถยนต์ขับสวนทางออกมาจากร้านอาหารแล้วชนแม่นี่เขา เขามิซวยตามไปด้วยหรอกเหรอไง

  อารมณ์ของอานนท์เริ่มปะทุเดือดขึ้นมาเรื่อยๆจนกลายเป็นลาวาร้อนระอุปากร้ายกาจนั้นขยันบ่นขยันจิกกัดหญิงสาวตลอดทางที่ลากร่างบาง มุขธิดาฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะเธอมัวเอาแต่ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

เวลายิ่งผ่าน ดวงตาเข้มราชสีห์ยิ่งเริ่มลุกเป็นไฟ เตรียมฟาดงวงฟาดงากับทุกสิ่งที่คิดขว้างหน้า ถ้าขืนเจ้าหล่อนยังไม่ยอมผ่อนแรงโดยการลุกขึ้นเดินเสียเอง

 เดี๋ยวพ่อจะจับโยนไปเสียจริงๆหรอก คอยดู...

"เอาไง จะลุกหรือไม่ลุก"

"....." คนร้องไห้ส่ายหัว ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธแต่เธอไม่ทันฟังคำถามของเขาต่างหาก แต่ทำเอาคนถามถึงกับตาลุกวาว

ตกลงเธอจะไม่ลุกขึ้นเดินเองดีๆใช่มั้ย! ก็ได้ เดี๋ยวรู้กัน...

อานนท์ถามเสียงเครียดกัดฟันแน่นเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเขาทั้งกระชากทั้งลาก ทั้งข่มขู่เจ้าหล่อนสารพัด แต่เจ้าหล่อนยังคงเอาแต่นั่งก้มหน้าร้องไห้มันลูกเดียว เขาจะถือซะว่าเจ้าหล่อนขัดคำสั่งประกาศิตจากเขาก็แล้วกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะมาโทษเขาไม่ดีไม่ได้ด้วย

เขาเตือนเจ้าหล่อนแล้วนะเมื่อกี้นี้...

เสี้ยววินาทีต่อมา หลังจากคนฟิวส์ขาดคาดโทษก็แล้วข่มขู่ก็แล้ว แต่ว่าคนขวัญบินหายยังไม่ยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น อานนท์กลั้นใจก้มมองร่างเล็กตรงฝ่าเท้าของตัวเองอีกหน นัยน์ตาดุเป็นนิจหลับลง พอลืมขึ้นมาอีกที เขาจัดการดึงรั้งร่างเล็กของแม่ตัวจิ๋วจนตัวลอยขึ้นเหนือพื้น จับโยนทีเดียวร่างนั้นปลิวกระเด็นล้มโครมตรงริมฟุตบาทพอดี

ผลั๊ก!ตุ๊บ!

เสียงเหมือนของหนักหล่นกระทบพื้นปะปนกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นประสานกันทันทีที่ร่างเล็กร่วงพล่อยลงบนพื้นปูน

 โอ๊ะ!..ซู้ด!คนถูกจับโยนไม่ต่างจากสิ่งของหลุดร้องเสียงหลง อาการเจ็บจนจุกจากแรงกระแทกทำเอาหญิงสาวต้องงอร่างลงกับพื้น ปล่อยเสียงโฮลั่น น้ำหูน้ำตาเปรอะเปื้อนจนใบหน้าขาวมอมแมม

ฮือๆ...ฉันเจ็บนะคนใจร้าย เหวี่ยงกันได้ลงคอ

 “ดีสมน้ำหน้า ฉันเตือนเธอแล้วไม่อยากฟังเอง ช่วยไม่ได้เขาบอกเสียงเขียวพร้อมสะบัดฝ่ามือกับอากาศพลางหยักไหล่เก๋ไก๋ เหลือบแลหางตามองก้อนขยะตรงหน้าอย่างซะใจ เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษขนาดนั้น สิ่งแวดล้อมรอบกายสอนให้เขาตาต้องตาต่อตาฟันต่อฟันมาเสมอ

แล้วก็เลิกแหกปากร้องไห้ซะที ถ้าไม่อยากถูกฉันเอาขี้ดินยัดปากอานนท์ชี้หน้าคาดโทษอีกจนได้ มุขธิดาเจ็บจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงพยายามฝืนตัวเองลุกขึ้นนั่งในท่าที่ถนัดขึ้น พลางคลำสะโพกตัวเองปรอยๆเพื่อลดอาการเจ็บร้าวให้เบาบาง

เอ้า...จะเอาค่าแสดงครั้งนี้กี่บาทก็เรียกร้องมา แต่ถ้าเยอะเกินบทบาทที่เธอกล้าลงทุนเดินให้รถฉันเกือบชน เธอไม่ได้ตายดีแน่ นอกจากเธอจะไม่ได้เงินจากฉันสักบาทเดียว เธอยังจะกลายเป็นผีเฝ้าทะเลที่ไหนสักแห่งด้วยร่างสูงราวเสาไฟยกมือขึ้นเท้าสะเอว ส่งสายตาดุร้ายมองร่างกลมที่ห่อหุ้มเสื้อผ้าแสนเก่า สภาพผ้าขี้ริ้วบ้านเขายังจะดีซะกว่าอีก อานนท์เห็นแล้วก็เบ้ปากอย่างนึกแคลน

ฉันจะให้เงินเธอหนึ่งหมื่นสำหรับการแสดงครั้งนี้ แต่จะขอเตือนว่าคราวหน้าคราวหลังก็หัดหาทำมาหากินอาชีพที่มันสุจริตหน่อย ไม่ใช่ใช้กลโกงเพื่อหวังปล้นเงินคนอื่นอย่างหน้าด้านๆแบบนี้อีกอาจเพราะนิสัยเคยชินมาตลอด กับการแก้ปัญหาโดยใช้เงินฟาดหัว ทำให้อานนท์มองสิ่งรอบกายเป็นเพียงสิ่งของไร้หัวใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีผลประโยชน์ ใครจะได้มากได้น้อยนั้นขึ้นอยู่กับไหวพริบ ความฉลาด และกลโกง

เขาเองก็มีส่วนผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะอาการมึนเมาเล็กน้อยหลังจากการดื่มเลี้ยงรับรองลูกค้า ทำให้เขาเหยียบคันเร่งเต็มที่ ท้องถนนเส้นนี้เขาพอจะคุ้นชิน เพราะพาลูกค้ามาเลี้ยงบ่อย ความจริงตรงนี้มีป้ายขนาดกลางเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็ว เขารู้แต่ไม่คิดสนใจ ปล่อยหน้าที่นี้ให้คนข้าม ก็รถเขามันแรง จะให้ลดความเร็วตามป้ายเตือนได้ยังไง...

“คุณหมายถึงอะไร?”

เพราะถ้อยคำเชือดเฉือน พูดเหมือนเธอเป็นตัวอะไรสักอย่าง เรียกสติของมุขธิดาให้กลับคืนมาสู่ร่าง เธอปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ สูดน้ำมูกให้ไหลกลับเข้าไปใหม่ ก่อนเงยใบหน้าที่เปื้อนน้ำมูกน้ำตาขึ้นมองเจ้าของรถเฮงซวยคันที่เกือบชนเธอตายเมื่อกี้..

ฉันไม่ได้แสดงอะไรเพื่อต้องการเรียกร้องเงินจากคุณทั้งนั้น มันเกิดขึ้นจากความประมาทของคุณไม่ใช่หรือไง...หากแต่พอหญิงสาวพูดจนจบประโยค ดวงตากลมใสประหนึ่งหยดน้ำก็เอาแต่เบิกโพลงขึ้นอย่างตกตะลึง

นี่มันนายอานนท์ ไอ้จอมดุพี่ชายของคุณนิ่มนี่นา...

“เฮ้!นี่เธอยังกล้าโยนให้เป็นความผิดของฉันอีกเหรอยัยนักต้มตุ๋น หรือคิดว่าหนึ่งหมื่นมันดูน้อยเกินไป” อานนท์ฉุนกึกเมื่อได้ฟังคำพูดประโยคแรกของยัยผู้หญิงจอมเจ้าเล่ห์ที่ริคิดหาเงินด้วยวิธีกลโกง ชายหนุ่มชี้หน้าสาดดวงตาเกรี้ยวกราด มุขธิดารีบกระถดร่างหนีด้วยความหวาดหวั่นกลัวจะถูกเขาทำร้ายเอา 

“ฉัน...ฉันไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น” มุขธิดาย้ำเสียงสั่นเครือรีบก้มใบหน้างุดจนค้างชิดหน้าอกไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปทางร่างสูงใหญ่อีก กลัวเขาจะตีเธอซ้ำ คนใจยักษ์ใจมารเห็นคนเป็นเพียงผักปลา คงทำอะไรได้ทั้งนั้น ถ้าเขาไม่พอใจขึ้นมา

ไปพูดหลอกเด็กสามขวบแถวบ้านเธอเถอะไป น้ำหน้าอย่างเธอน่ะเหรออมพระทั้งวัดมาพูดฉันก็ไม่เชื่อหรอก ถ้าเธอไม่มีแผนสูง หวังเรียกเงินจากฉัน ทั้งๆที่เธอก็เห็นว่ามันมีรถขับตรงมาแท้ๆ แต่เธอยังดันทุรังจะข้าม ถ้าไม่เรียกว่าจงใจ จะให้ฉันเรียกว่าอะไรมิทราบ

อานนท์เองถึงกับหรี่ตามองพิจารณาร่างเล็กกระจ้อยร่อย เก็บรายละเอียดบนพื้นผิวใบหน้าขาวๆที่เขาเห็นไม่ค่อยถนัด คลับคล้ายเหมือนเขาเคยเจอแม่คนนี้ที่ไหนมาก่อน หรือว่าจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงของไอ้หลานจอมกะล่อนของเขาก็ไม่น่าจะใช่ เพราะแต่ละรายนั้นเขาพอจะจำหน้าได้ทุกคน หรือจะเป็นผู้หญิงของเขา นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ผู้หญิงระดับต่ำเตี้ยแบบนี้เขาไม่เคยแม้แต่จะเฉียดกายเข้าใกล้ให้กลิ่นเหม็นคละคลุ้งจนแทบอ้วกนั้นติดตัวเขาเด็ดขาด

สรุปเอาไง หมื่นหนึ่งแล้วไสหัวไปให้พ้นหน้าพ้นตาเสียงเข้มตะคอกถาม ก้มดูเวลาบนข้อมือ ลูกน้องเขาคงใกล้ขับรถมาถึงตรงนี้แล้ว

 เขาโทรเข้าเครื่องสันติ สั่งให้มันขับรถมารับเขาตรงนี้ แต่มันยังไม่โผล่หัวมา รอเพียงเวลา และจัดการกับขยะก้อนนี้ให้สะอาดเท่านั้น เขาจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนเสียที วันนี้เขาทั้งเหนื่อยทั้งเพลียเป็นบ้า ทั้งงานทั้งคนเล่นเอาเรี่ยวแรงเขาแทบไม่เหลือ

เขาไม่อยากโทรหาพิต้า ใจเริ่มรำคาญเจ้าหล่อนเต็มแก่ ลำพังแค่เจ้าหล่อนทำตัววุ่นวายกับเขาจนเกินขอบเขตความเป็นเพื่อนในวันนี้ เขาก็แทบอยากจะสั่งปิดร้านอาหารกึ่งผับของเจ้าหล่อนมันเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ผู้หญิงพวกนี้สร้างแต่เรื่องน่ารำคาญ ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา ความอยากมีไม่สิ้นสุด เขาเลยไม่เคยพิศวาสผู้หญิงประเภทนี้สักเท่าไหร่ ไม่เคยคิดยกย่องหวังเอามาเป็นแม่ของลูกด้วยซ้ำ ผู้หญิงของเขาทุกคนต้องรู้จักขอบเขต จบแล้วคือจาก และจะไม่มีวันหวนกลับคืนมา ถ้าเขาไม่ต้องการ...

มุขธิดาถอนใจให้กับคำถามไร้มนุษยธรรม หาความมีน้ำใจสักนิดยังหาไม่เจอจากน้ำคำต่างๆที่เขาสำรอกออกมา ยิ่งตอกย้ำเรื่องราววันนั้นได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเขาไร้หัวใจขาดความเป็นมนุษย์นี่เอง ถึงได้พรากเอาครอบครัวคนอื่นเขาให้แยกจากกันได้อย่างเลือดเย็น

 หญิงสาวก้มมองสำรวจมองตัวเอง ลองขยับแข้งขยับขา พอเห็นไม่มีอะไรบุบสลาย นอกจากใจที่ยังสั่นผวากับสะโพกขัดยอกเล็กน้อย เธอจึงยันตัวเองลุกขึ้นยืนสะบัดเศษดินตรงก้นกางเกงยีนออก มองหากระเป๋าสะพาย เห็นมันตกอยู่ถัดไป ส่วนแกงแสนอร่อยนั้นไม่ต้องพูดถึง เธอเห็นมันตกแตกกระจายอยู่ตรงกลางถนน นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน จนต้องแอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่...

พอมองซ้ายมองขวา คราวนี้เอาให้แน่ใจยิ่งกว่าเก่า ก่อนจะเดินข้ามไปอีกฝั่ง เดินเลยไปอีกซีก จะเป็นป้ายรถเมล์สายที่ผ่านบ้านของเธอ

อานนท์เปลี่ยนจากยืนเท้าสะเอวมายืนกอดอกแทน เขามองดูผู้หญิงตัวเล็กเท่ามด ก้มๆเงยๆกับตัวเองโดยไม่พูดไม่จา จับตาดูการกระทำของเจ้าหล่อนไปเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุดลมหายใจ เมื่อเขาเห็นยัยนั่น เดินข้ามถนนตัวปลิวไปอีกฝั่ง

นี่มันเรื่องบัดซบอะไรอีกวะอานนท์พ่นลมหายใจเสียงดังพรืด กัดฟันกรอดจนใบหน้าหล่อเหลาเขียวปั๊ด

“ให้มันได้อย่างนี้สิ แม่ตัวดี...โว้ย!”  ทันใดนั้นไอ้ขาเจ้ากรรมมันเสือกทะลึ่งเร่งวิ่งตามร่างบอบบางจนแทบจะปลิวลมได้ ขยับฝีเท้าให้เดินเข้าไปใกล้มากขึ้น ก่อนชายหนุ่มจะยื่นมือแข็งแรงกระชากลำแขนกลมกลึงดึงทีเดียวร่างนั้นกลับลอยหวือปะทะเข้าหาร่างใหญ่ทันที

โอ๊ย!...มุขธิดาหลุดเสียงร้องอุทาน ใบหน้าขาวนวลของเธอซุกแนบกับหน้าอกของเขาเต็มเปา จนได้กลิ่นกายชายหอมติดปลายจมูกตอนเธอแนบใบหน้าลงกับหน้าอกของเขา

จะรีบไปไหนแม่คุณ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย ไม่ใช่หรือไงหะ...อานนท์ตะคอกถามเสียงห้วน ปลดมือตัวเองออกจากแขนเรียวเล็ก เขากลัวจะทำแขนเจ้าหล่อนหักคามือเสียก่อนจะพูดกันรู้เรื่อง

จะคุยเรื่องอะไร?ของคุณมุขธิดาสะบัดตัวออกจากชายหนุ่ม ย่นหน้าขึ้นถามอย่างสงสัย

ก็เรื่องค่าเสียหายไง หัวไม่ได้กระแทกพื้นซะหน่อย ทำไมสมองถึงเสื่อมง่าย

สมองคุณสิเสื่อม...เธอตอบกลับ พร้อมกลับจะเดินเลี่ยงไปยังป้ายรถเมล์ต่อ ไม่คิดสนใจคนรวยประสานกลับอย่างเขา คิดอะไรไม่เข้าท่า คนอย่างเธอนี่นะหรือจะหากินด้วยการเอาชีวิตทั้งชีวิตมาเสี่ยงตาย เธอจนก็จริงแต่ไม่คิดเอาชีวิตมีค่าของตัวเองมาเสี่ยงให้รถคนรวยๆชนตายหรอก เขาคิดไปได้ยังไงแบบนั้น จิตใจต้องไม่ปรกติจริงๆนั่นแหละถึงจะคิดแบบเขาได้

มุขธิดาส่ายหัวให้คนมีความคิดไม่ปกติก่อนจะหันหลังเดินหนีตรงไปยังป้ายรถเมล์ มันดึกมากแล้วและเธอกลัวว่ารถประจำทางจะหมดเสียก่อน

“เฮ้ย! แล้วนั่นเธอจะเดินหนีฉันไปไหนอีกวะ สรุปจะเอากี่บาทก็แหกปากเรียกมาสิโว้ย เดินหนีอยู่แบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะคุยกันรู้เรื่อง คิดว่าเธอเป็นใคร ถึงได้กล้าเดินหนีผู้ชายอย่าง นายอานนท์ บูรณกำจรได้หะ!

อานนท์ชักหัวเสียอยากยกมือขึ้นยีหัวตัวเองเพื่อระบายอารมณ์ ยัยผู้หญิงประสาทเอาแต่เดินหนีเขาลูกเดียว นี่ขนาดแหกปากบอกทั้งชื่อ ทั้งนามสกุลให้เจ้าหล่อนได้สังวรแล้วหยุดเดินหนีเขาเสียที แต่ดูเจ้าหล่อนทำสิ มันน่าจับมาเฉือนเนื้อทำลูกชิ้นโยนให้จระเข้มันกินนัก

 ความจริงเขาจะเลิกตอแยไม่สนใจเจ้าหล่อนก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไม ใจเขาถึงไม่ยอมปล่อยให้แม่นั่นเดินจากไปง่ายๆ เขาไม่ได้พิศวาสอะไรแม่นี่แน่นอน เรื่องนั้นตัดออกไปได้เลย ยิ่งมองดูสารรูปของเจ้าหล่อน มันไม่ได้มีตรงไหนน่าพิศวาสสักนิด แต่ไอ้ขาเจ้ากรรมมันยังทะลึ่งเดินตามอยู่ได้ นี่สิทำไม?

 หรือเพราะเขาเกิดคันไม้คันมือ เกิดอยากใช้เงินฟาดหัวแม่ขยะก้อนกลมนี้สักปึกสองปึกให้หายหมั่นไส้ เอาให้เจ้าหล่อนตาโต เลิกเดินหนีเขาแล้วเปลี่ยนมาพินอบพิเทาเขาแทน เอ่อคงน่าจะเป็นแบบนั้นสินะ จะมีอะไรซะใจนอกเหนือไปกว่านั้นได้อีก

คนขี้หงุดหงิดคิดไปเดินตามไป เมื่อระยะเริ่มห่าง อานนท์จึงตัดสินใจเร่งฝีเท้าขยับแซงขึ้นไปดักหน้าแม่ร่างผอมแห้ง แล้วกางมือทั้งสองข้างออก ป้องกันยายขยะก้อนกลมเดินหนีเขาอีก ถึงขาเขาจะยาวกว่าแต่ก็เล่นเอาเขาหอบได้เหมือนกัน

ผู้หญิงบ้าอะไร เห็นตัวก็เล็กเท่ามดคันไฟแบบนี้ แต่ดันเดินเร็วชะมัด...

มุขธิดาหยุดชะงักเท้ากะทันหัน เมื่อถูกร่างยักษ์ยืนปักหลักขวางหน้าเอาเสียดื้อๆ ดีเท่าไหร่เธอเบรกเท้าไว้ได้ทัน ไม่งั้นมีหวังหัวเธอต้องชนร่างใหญ่เท่าตึกจนเจ็บตัวอีกแน่นอน

ช่วยหลีกทางให้ฉันด้วยค่ะ หญิงสาวช้อนใบหน้าขาวขึ้นมองคนจิตใจไม่ปรกติพร้อมขอทาง

ก็ถามว่าจะเอาเท่าไหร่ หมื่นหนึ่งพอไหม หรือไม่พอ งั้นฉันเพิ่มให้เป็นสองหมื่นหรือยังไม่พออีก...ชายหนุ่มต่อรองพร้อมเอียงหน้าเลิกคิ้วเข้มคล้ายจะขอความคิดเห็นกับข้อเสนอของตนเอง

มุขธิดาผ่อนลมหายใจหนักหน่วง มองหน้าเขาด้วยสายตารำคาญปนเบื่อหน่ายอยู่ในที เขาจะเอาอะไรกับเธออีกหนักหนา ในเมื่อเธอไม่ได้เรียกร้องให้เขาต้องมารับผิดชอบสักบาทเดียว เธอไม่ได้เป็นอะไรมาก ไอ้ที่เป็นเล็กๆน้อยมันก็เกิดขึ้นตอนถูกเขาหิ้วปีกลากครูดไปกับพื้นปูนทั้งนั้น ตอนนี่ก็ดึกมาก กลัวรถเมล์คันสุดท้ายจะหมดเสียก่อน เธอไม่อยากโบกแท็กซี่ เพราะราคาคงไม่ใช่น้อยๆกว่าจะถึงบ้านของตัวเอง ถ้าหักออกจากค่าแรงคงเหลือเอาไว้ให้ค่าดอกของป้าได้ไม่กี่วัน เธอเสียดาย เก็บไว้จ่ายหนี้ดีกว่าจะเสียให้กับเรื่องไม่สมควรจะเสีย

“ฉันไม่เอาค่ะ ถ้าคุณจะกรุณา ช่วยหลีกทางให้ฉันกลับบ้านน่าจะดีกว่านะคะ และฉันขอยืนยันตรงนี้ด้วยความสัตย์จริง ฉันมีสติดีพอที่จะไม่เอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อแลกกับเศษเงินของพวกคนรวยๆอย่างที่คุณกล่าวหา ฉันจนก็จริง แต่ฉันมีมือมีเท้ามีสมอง สามารถทำงานดีๆสุจริตอย่างคนปรกติเขาทำกัน หวังว่าคุณจะเลิกยุ่งกับฉันได้สักทีนะคะ สวัสดีและลาก่อน...” พูดจบร่างเล็กขยับขาก้าวหวังเดินเบี่ยงออกข้างให้พ้นจากกำแพงยักษ์ตัวใหญ่ หากทว่าคนขี้หงุดหงิดคว้าหัวไหล่ไว้หมับ ไม่ยอมให้ตัวเองถูกปฏิเสธเหมือนสิ่งไร้ค่าเป็นครั้งที่สาม

“อย่ามาทำเป็นเล่นตัว โดยที่ไม่ดูสภาพตัวเองไปหน่อยเลย” อานนท์กัดฟันโน้มใบหน้าหล่อเหล่ากระชากใจสาวเข้าหาใบหน้าขาวลออ มุขธิดาเบี่ยงหน้าตัวเองหลบวูบ ความมอมแมมจากรอยคราบน้ำตายังทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็น ยิ่งได้มองใกล้ใบหน้าเล็กเรียวรูปไข่ขาวจั๊วะ อานนท์ยิ่งหัวใจกระตุก เขาต้องเคยเห็นแม่ขยะก้อนกลมนี้มาก่อนแน่ๆ ทั้งรูปหน้า ดวงตาหรือแม้กระทั่งริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูธรรมชาติแบบนี้

แต่เขาเคยเห็นที่ไหนล่ะ? ชายหนุ่มไล้สายตาคมดั่งราชสีห์สำรวจดวงหน้าละอ่อนไร้เครื่องสำอางประทินโฉม แวบหนึ่งเขานึกถึงบ้านไอ้เสือ ไอ้น้องเขยผู้น่าสงสารของเขานั่นเอง ตอนนี้น้องนิ่มของเขายังใจแข็งไม่ยอมยกโทษให้มันง่ายๆ เขาได้แต่แอบสมน้ำหน้ากับความโง่บรมเห็นกงจักรเป็นดอกบัวของมัน แม้ในส่วนลึกของใจยังแอบมีสงสารมันบ้างเล็กๆน้อยๆในฐานะเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กก็ตาม

 แต่ก็นึกสมน้ำหน้ามันมากกว่า อยากหูเบาไปเชื่อผู้หญิงอย่างลูกหว้าดีนัก น้องสาวนอกสายเลือดผู้อื้อฉาวของมัน หญิงสาวที่ใช้ชีวิตเหลวแหลกจนบรรดาเพื่อนนักเรียนที่นั่นเขารู้กันไปทั่วถึงกิติศักดิ์ลูกหว้ามีพฤติกรรมอย่างไร เห็นจะมียกเว้นไว้คนเดียวเท่านั้นที่โง่แล้วยังอวดฉลาด ก็คือไอ้พี่ชายตัวดีของเจ้าหล่อนนั่นแหละ ยกย่องเชิดชูน้องสาวของมันไม่ต่างจากคนตาบอดหูหนวก แล้วเอาความแค้นบ้าบอมาลงกับน้องสาวสุดที่รักของเขาแทน สมแล้วที่มันเจอคนจริงแถมใจเด็ดอย่างน้องนิ่ม มันจะได้เข็ดไม่กล้าทำอะไรไร้สติอีก

 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปวีณกับนาทยสุรีเขาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีก หลังจากถูกบิดามารดาขอร้องปนสั่งห้ามไว้ ท่านทั้งสองอยากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นบทเรียนของคนทั้งคู่ ถ้าทั้งคู่ผ่านมรสุมชีวิตช่วงนี้ไปได้ ในอนาคตไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนามากสักแค่ไหนเข้ามาเป็นบททดสอบอีกสักกี่ครั้ง เชื่อว่าบทเรียนในครั้งนี้จะช่วยสอนให้คนทั้งคู่ยิ่งรักและมั่นคงดั่งหินผากันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสติและคอยจับมือกันเดินเพื่อฝ่าฟันปัญหาที่จะเข้ามาอีกเรื่อยๆได้อย่างสบาย...

อานนท์เอียงคอกะพริบตาเพื่อมองใบหน้ามอมแมมนั้นอย่างพิจารณามากยิ่งขึ้น 



เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” 

เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจา



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha