เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 11 : Ep8 : เมื่อลมพัดหวน(จบบท)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


วางจำหน่ายแล้ววันนี้

เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจากห้องครัว “ครับมุข...” ผมหยุดความคิดลง พร้อมวางอัลบั้มรูปภาพของเธอไว้ในกล่องอย่างดี ผมชอบแอบถ่ายรูปตอนเธอทำงานบ้านยามเผลอ มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ผมจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ เพราะรูปภาพเหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีต ให้ระลึกถึงแม้ยามที่เราแก่เฒ่า นี่คือภรรยาสุดที่รักของผม ชีวิตของผมที่ถูกเติมเต็มด้วยเธอคนนี้คนเดียว เสน่หารักนี้คือเธอ...
เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...” 



“มุขคุณมาแล้วเหรอ”

 ผู้ป่วยบนเตียงขยับตัวนั่งให้ถนัดมากขึ้น เมื่อคนที่ตนเองเฝ้ารอมาถึงเสียที พร้อมเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี ในทันทีที่ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกผลักเข้ามา แล้วปรากฏร่างเล็กแสนบอบบาง ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเฝ้าทะนุถนอมดูแลไม่ห่างกาย จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง วันแห่งความทรงจำแสนปวดร้าว วันที่เขาต้องตัดสินใจเลือก

 ระหว่างฐานะหรือหัวใจ...

“มุข...ผมดีใจที่ได้เจอคุณอีกครั้ง” ถึงแม้นน้ำเสียงนั้นฟังดูยินดีกับการในเจอกันครั้งนี้ แต่ทว่าดวงตาที่เคยคมกล้ามุ่งมั่นกับทุกสิ่งไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งใดมาก่อน กลับดูอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ในวันที่เขาอ่อนแอ สิ้นหวัง หัวใจเขากลับเรียกร้องโหยหา อยากได้คนที่เขาเคยทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีกลับคืนมาเป็นกำลังใจ

หญิงสาวหยุดชะงักร่างกายราวกับถูกสาป ความหนาวเหน็บเย็นเยือกไปจนถึงขั้วหัวใจแล่นปราดเข้าโจมตีหนักหน่วง ไม่คิดว่าคนไข้พิเศษที่ว่าจ้างเธอมาทำกายภาพบำบัดให้วันนี้ จะเป็นผู้ชายที่ไม่เคยถูกลบเลือนออกไปจากความทรงจำจากความรู้สึกส่วนลึกของเธอได้เลยสักที

“ชิน!...”

 เธอพึมพำเรียกชื่อคนบนเตียงเสียงแผ่วผิว พร้อมหลุบเปลือกตามองผ้าขาวที่ปิดบังช่วงล่างของคนบนเตียงเอาไว้ นึกใจหายกลับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ร่างกายของเขาดูซูบผอมแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มันทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของผู้ชายเพอร์เฟคคนหนึ่ง

บุรุษหนุ่มผู้เคยมีใบหน้าคมคายสะอาดสะอ้าน ร่างกายสูงใหญ่กำยำน่าเกรงขาม ยิ่งเมื่อเขาอยู่ในชุดสูทแสนภูมิฐาน ยิ่งเสริมบุคลิกให้เขาดูโดดเด่นไม่ต่างจากดาราชายในทีวี ผู้ชายคนนั้นหายไปไหนเสียแล้วหนอ ทำไมถึงได้กลายสภาพเป็นแบบนี้ไปได้ ใบหน้าเขาซูบตอบ ร่างกายแข็งแรงดูผอมบาง และขาของเขา...

“ชินเป็นอะไร ทำไมถึง...” 

มุขธิดายกมือขึ้นปิดปาก อารมณ์หลากหลายตีกันยุ่งเหยิง สภาพของเขาตอนนี้ ไม่อาจพูดเป็นคำออกมาได้ เธอต้องกะพริบตาถี่เพื่อต้องการสกัดกั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาประจานความอ่อนไหว ไม่อยากทำให้เขารับรู้ เธอยังคิดถึงเขาอยู่เสมอ ไม่เคยลืมรักแรกและรักเดียว แม้จะถูกอีกฝ่ายตัดความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลงอย่างไม่ไยดีในวันนั้น

 เหตุผลของการเลิกรา ทำเอาเธอสิ้นหวัง คำพูดว่ารักกันไม่มีความหมายพอฉุดรั้งคนหนึ่งเอาไว้ได้ เขาเอ่ยปากตัดขาดกับเธอแสนง่ายดาย เพียงเพราะเธอเกิดมาจน ไม่คู่ควรกับเขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเก่าแก่สืบเชื้อสายเก่าแก่กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มุขธิดายิ้มเยาะให้กับสภาพตัวเองในครั้งนั้น ความจนมันไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องปากท้องเพียงเรื่องเดียว ทว่ามันกลับลุกลามแผ่กระจายไม่ต่างจากเนื้อร้าย กัดกินก้อนเนื้อตรงอกข้างซ้ายของเธอจนมันแหว่งโหว่ไม่เหลือดี

 นัยน์ตาสุกสกาวแวววาวจ้องมองผู้ชายบนเตียงด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ความคิดถึง โหยหาเกือบทำให้เธอโผเข้าไปกอดเขาเอาไว้ ดีที่ภาพในวันสุดท้ายแวบเข้ามายึดขาของเธอไว้ได้ทัน ภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายย้ำเตือนว่าเขามีครอบครัวใหม่ไปแล้ว เขาไม่ใช่ชินของเธออีกต่อไป

เนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เธอกับเขาตัดขาดจากกันเหมือนคนตายจาก แต่มันคงไม่นานพอจะทำให้เธอลืมเรื่องราวบางอย่างได้ลง หลังจากเธอถูกเขาสะบั้นรักลงวันนั้น หัวใจดวงนี้ก็ไม่ยอมเปิดรับใครเข้ามาแตะต้องมันอีกเลย...

สองเท้าน้อยค่อยๆฝืนขยับเดินเข้าไปใกล้เตียงผู้ป่วย สองดวงตาต่างสบมองกันด้วยความร้าวราน  อนุชินเป็นฝ่ายหลบตามองมือตัวเองแทนใบหน้าขาวใส ก่อนเปิดปากซีดเซียวของตนฝืนขึ้นยิ้มน้อยๆส่งไปให้หญิงสาวแทน

 อนุชินดีใจที่ได้เจอรักเก่าอีกครั้ง ถึงต้องมาเจอในสภาพนี้ เขาก็รู้สึกดีใจที่สุด เพราะกลัวว่ามุขธิดาจะไม่ยอมมา

 แต่เธอก็มาจริงๆ มายืนอยู่ตรงหน้าของเขาแล้วตอนนี้ มาเป็นกำลังใจให้เขาได้หยัดยืนสู้ชีวิตเพื่ออยู่ต่ออีกครั้ง ชีวิตบัดซบล้มเหลวนี้ มันยังมีลมหายใจเพื่ออยู่รอดวงใจอีกครึ่งดวงที่หายไป หายไปเพราะฝีมือของเขาเองแท้ๆ เขาเป็นคนเฉือนมันทิ้งด้วยมือนี้ มือที่ครั้งหนึ่งเคยโอบประคองร่างบอบบางจับจูงกันเดินต่อสู้ฝ่าฟันขวากหนามต่างๆจากรอบด้าน เขามักคอยปลุกปลอบใจเธอไม่ให้ยอมแพ้ ให้เธอเข้มแข็งเพื่อความรัก เพื่อเขา เพื่อเรา และเพื่ออนาคตในวันข้างหน้า

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาถูกกดดันจากทางบ้านมากเข้า เขากลับเป็นฝ่ายปล่อยมือนั้นเสียเอง เขามันเลวชาติที่เห็นความสุขสบายส่วนตัวสำคัญมากกว่าความรักบริสุทธิ์ มุขธิดารักเขามาก เธอยอมทนให้ครอบครัวของเขาดูถูกเรื่อยมา  ทว่าครั้งสุดท้าย คำสั่งประกาศิตจากครอบครัวผ่าลงตรงกลางใจ ถ้าเขาไม่ยอมตัดขาดกับหญิงสาว บิดาจะตัดเขาออกจากกองมรดก แล้วยกทุกอย่างให้กับน้องชายเขาแต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์สมบัติมหาศาลทำให้เขาลังเล ถ้าเลือกมุขธิดาเขาจะไม่เหลืออะไรติดตัว นอกจากความรักโง่ๆที่บิดาคอยก่นดาเขาอยู่เป็นประจำ

 และแล้วเขาก็ตัดสิใจเลือกความสุขสบายส่วนตัว ยอมเฉือนหัวใจตัวเองทิ้ง ปล่อยให้มุขธิดาเจ็บปวดเสียใจแต่เพียงลำพัง โดยที่เขาไม่แม้แต่จะแยแสห่วงใยความรู้สึกนั้นของหญิงสาวอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับหญิงสาวที่ทางบ้านเลือกให้ ท่านเล็งเห็นถึงความเหมาะสมทุกประการ ภาวิณีคือผู้หญิงที่สามารถเดินเคียงข้างเขาออกสู่สังคมโดยเขาไม่ต้องอายใคร   

แต่ในวันที่เขาล้ม หมดสิ้นทุกอย่าง ภาวิณีกลับเป็นคนแรกที่เลือกเดินจากชีวิตเขาไปอย่างไร้เยื่อใย ภาพสะท้อนตอนนั้นทำให้เขานึกถึงมุขธิดา เพราะเขาเคยทำกับเธอเหมือนอย่างที่ภาวิณีกำลังทำกับเขาไม่ผิดเพี้ยน

มุขธิดารวบรวมพลังใจ เตือนสติตนเองเขาคือคนไข้ จงตัดความเคืองขุ่นใจทิ้ง แล้วจงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงสาวจึงขยับเข้าใกล้ทอดสายตาอ่อนมองคนไข้ของตนเอง

 “ฉันไม่คิดว่าจะเป็นคุณ...” พอมุขธิดาลากเท้าเดินมาถึงข้างเตียง เธอหยุดยืนนิ่งกวาดตามองความผิดปกติของช่วงขา มันดูลีบเล็กผิดสัดส่วน

ขาเขาไปโดนอะไรมาถึงได้เป็นแบบนั้นนะ 

คนมีความหลังไม่ค่อยดี คลี่ยิ้มมุมปากอย่างฝืดเฝื่อน อนุชินรู้สึกวูบโหวงในอกขึ้นมา เมื่อสรรพนามเรียกขานของอดีตคนรักช่างฟังดูห่างเหิน เขาไม่กล้าทักท้วงหรือร้องขอให้มุขธิดากลับมาเรียกเขาเหมือนครั้งวันวาน เมื่อประจักษ์แก่ใจตัวเองดี เขามันเลวแค่ไหน

“มุขสบายดีนะ...” อนุชินเอ่ยถามแก้กระดาก

“ค่ะ...ฉันสบายดี”

มุขธิดาตอบรับน้ำเสียงนุ่ม พยายามไม่ให้มันสั่นเครือ เธอกำลังปรับความรู้สึกของตนเองให้เป็นปกติ ให้คิดถึงหน้าที่รับผิดชอบเข้าไว้ เธออาจจะยังรู้สึกกับเขาไม่เคยเปลี่ยนไปจากครั้งเมื่ออดีตหลายปีก็จริง แต่นั่นมันจะเป็นเพียงอดีต เป็นบทเรียนครั้งหนึ่ง ที่มันสอนให้เธอเข้มแข็งและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

มุขธิดามองร่างผอมตรงหน้าอีกครั้งพร้อมส่งยิ้มให้กับบทเรียนของตนเอง  อย่างน้อยเขาก็สอนให้เธอรู้จักกับคำว่ารักตัวเองให้เป็นนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร...

พอนึกถึงคำว่าบทเรียน หญิงสาวถึงกับสะดุดใจ เมื่อภาพใบหน้าบูดบึ้งของคนไร้หัวใจลอยเข้ามาซ้อนทับ สะกิดหัวใจเธอให้เจ็บหน่วง เหมือนที่เธอเคยถูกคนไร้หัวใจย่ำยีไม่ต่างจากโสเภณีขายเรือนร่างอย่างนั้นนะเหรอ แล้วแบบนั้นเธอยังจะเรียกมันว่าบทเรียนสำหรับตัวเองได้อีกหรือไม่นะ ก็คงต้องเรียกมันเป็นแบบนั้น เพราะเขาสอนให้เธอรู้จักกับคำว่า เกลียดเข้าไส้...

เมื่อเช้ากว่าเธอจะปีนรั้วหนีออกมาทางด้านหลังบ้านได้ ทำเอาเธอลุ้นจนเหงื่อแตก พอพี่โมชเข้ามาเรียกเธอในห้อง ให้ออกไปหาลูกค้าที่มีเรื่องกันในร้านอาหารวันนั้น แวบแรกเธอตกใจจนคิดทำอะไรไม่ถูก รีบวิ่งไปแอบมองร่างสูงของคนใจร้ายผ่านลอยแยกผ้าม่านชั้นบน  เธอเห็นเขายืนกอดอกอยู่นอกรั้วบ้าน ใบหน้ายังคงหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากเช่นเดิม และแน่นอนมันดูบูดบึ้งไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นเธอลนลานหวาดกลัว เพราะไม่อยากเจอหน้าเขาอีก ไม่รู้เขามาทำไม ทั้งที่เธอชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้กระทำจนสาแก่ใจเขาแล้วนี่ ชดใช้ให้จนแม้แต่ความภาคภูมิใจสิ่งสุดท้ายก็ไม่เหลือ แล้วนี่เขายังจะมาหาเรื่องใส่ความอะไรเธอนักหนา มันสมควรจะจบไปตั้งแต่วันอัปยศนั่นแล้วไม่ใช่หรือไง...

เธอปฏิเสธที่จะออกไปพบเขา แต่ไม่ได้เล่าเนื้อความใดให้พี่โมชเข้าใจมากนัก เธอแค่บอกว่าต้องรีบไปทำงาน เพราะติดเครสสำคัญช่วงเช้า ขอให้พี่โมชช่วยลงไปบอกให้เขากลับไปก่อน เอาไว้เธอจะติดต่อกลับไปเอง พอคล้อยหลังพี่โมชเท่านั้น เธอจึงกระโจนเผ่นแน่บปีนรั้วหนีออกมาอีกด้านทันที

 “มุขครับ...” เสียงแหบเรียกซ้ำ เพราะเขาถามเธอไปหลายประโยคแต่หญิงสาวกลับเอาแต่ยืนนิ่ง หัวคิ้วของเธอขมวด ไม่รู้มีเรื่องอะไรให้คิดมาก อาจจะเป็นเรื่องของเขาก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องของตนเอง เขาจะต้องพูดกับมุขธิดาให้เข้าใจ

“เอ่อ...คะ” คนถูกเรียกซ้ำสะดุ้งเล็กน้อย เลื่อนใบหน้าไปมองชายหนุ่ม

“นั่งลงก่อนสิ ยังไม่ต้องทำอะไรหรอก ผมอยากคุยกับมุขมากกว่าน่ะ” อนุชินเริ่มเกริ่นนำ เขาชี้ให้เธอนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียง

“ผมจ้างคุณเป็นพยาบาลพิเศษ คุณคงรู้เรื่องนี้แล้ว” หญิงสาวพยักหน้า เพราะหัวหน้าบอร์ดเรียกเธอเข้าไปคุยถึงรายละเอียดตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแค่ไม่รู้ว่าเป็นเขาแค่นั้น

“แต่คุณคงต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านของผม อันนี้คุณขัดข้องหรือเปล่ามุข คือว่า...ตอนนี้ผมอยู่คนเดียว มันน่าจะสะดวกกว่าไปกลับ” ชายหนุ่มจ้องใบหน้าหวานเว้าวอน หวังรอคอยคำตอบตกลงจากปากหญิงสาว เนื่องจากตอนนี้ภรรยาเก่าได้ขอหย่าและย้ายออกไปจากบ้านซึ่งเป็นเรือนหอได้หลายเดือน มารดาเขาเลยคิดว่าจ้างพยาบาลพิเศษมาคอยดูแลเขาแทนท่านอีกแรง เขาเลยนึกถึงมุขธิดา พอได้ข่าวมาบ้างจากเพื่อนเก่าๆ หญิงสาวทำอาชีพอะไรอยู่ตอนนี้

มันอาจดูเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวจนไม่น่าให้อภัย แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อไม่อาจหวนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดครั้งนั้นได้อีกแล้ว ตอนนี้เขาเพียงเดินย้อนกลับมาที่เก่า เพื่อทวงความรักของตนเองกลับมา

มุขธิดากำลังจะถามถึงภรรยาของเขา แต่คิดว่าคงดูไม่เหมาะสมนัก เธอจึงปิดปากเงียบพร้อมส่ายหน้า  ความจริงมันเป็นเรื่องปกติที่เธอต้องเข้าไปร่วมอาศัยบ้านของผู้ว่าจ้าง หลายรายเธอก็ปฏิบัติเช่นนั้นไม่เคยมีปัญหาใด เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยสะดวกในการเคลื่อนย้ายร่างกายเวลาต้องการทำธุระส่วนตัว ข้อนี้เธอย่อมเข้าใจดี แต่ทว่ากับอนุชิน เธอคงต้องปฏิเสธ

“ขอฉันไปกลับดีกว่าค่ะ คงสะดวกใจมากกว่า” เธอบอกเขาตามตรง และแน่ใจว่าเขาต้องเข้าใจ อะไรคือสะดวกใจสำหรับเธอ

อนุชินพยักหน้าจำยอมพลางถอนหายใจ

“ผมเข้าใจและก็อยากขอโทษกับเรื่องที่แล้วมาด้วย ผมคงดูเลวชาติในสายตาของมุขไปแล้วสินะ มุขถึงไม่ยอมไปอยู่บ้านของผม” คนรอคอยคำตอบใบหน้าสลดลง ชายหนุ่มเอื้อมมือมาจับมือน้อยที่มันเคยให้ความอบอุ่นกับเขาเรื่อยมา กุมเอาไว้แน่นเพราะกลัวหญิงสาวจะสลัดมันทิ้ง เหมือนที่เขาเคยสลัดเธอทิ้งมาก่อน พลางช้อนสายตาผิดหวังจับจ้องใบหน้างดงามไม่เลือนหนีไปไหน เพียงหวังขอโอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ชายไร้ค่าอย่างเขา ขอให้เขาได้แก้ตัวสักครั้ง เพื่อชดใช้ในสิ่งที่เขาเคยกระทำไว้ในอดีต

“อย่าคิดมากสิ ฉันลืมมันไปหมดแล้วล่ะค่ะ เรื่องมันนานมาแล้วนะคะ แต่ที่ต้องปฏิเสธเพราะเห็นไม่สมควรกับอะไรหลายๆอย่างด้วย ไม่ใช่เพราะเรื่องเก่าอย่างที่คุณเข้าใจเสียทีเดียว” มุขธิดาไม่ได้ชักมือออกจากอุ้งมือร้อนของอดีตคนรัก เธอปล่อยให้เขากุมมือไว้อย่างนั้น อยากทดสอบหัวใจตัวเอง

“คุณป่วยมานานแล้วหรือคะ แล้วทำไมขาถึงเดินไม่ได้” สอบถามพร้อมก้มมองไปยังร่างกายผ่ายผอมไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมให้เห็น

“สองปีแล้วที่ผมต้องทนนอนเป็นซากผักอยู่บนเตียง”

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้ร้ายแรงแบบนี้” เห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาเธอเองก็อดใจหายไม่ได้

“ผมเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ และก็เป็นอย่างที่มุขเห็นนี่ละ หมอบอกว่าผมยังมีโอกาสกลับมาเดินได้เหมือนเดิม แต่คงต้องใช้ระยะเวลานานสักหน่อย” และมันก็นานพอที่จะทำให้ภรรยาคนงามของเขา ซึ่งทางครอบครัวเห็นว่าเหมาะสมกันในทุกประการขอหย่า หลังจากตำแหน่งงานของเขาถูกโอนถ่ายกลับคืนให้น้องชายรับผิดชอบจนหมด  และเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“แน่นอนค่ะ คุณต้องกลับมาเดินได้เหมือนเดิม ฉันจะเอาใจช่วย และจะพยายามช่วยคุณทุกวิถีทาง ให้คุณกลับมาเดินได้ใหม่อีกครั้งนะคะ” หญิงสาวให้คำมั่น เธอวางมืออีกข้างทาบมือใหญ่ของเขาไว้ อนุชินรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาทันทีเหมือนได้น้ำทิพย์ชโลม เพียงแค่นี้เขาก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก  

“ขอบคุณมากนะมุข ที่คุณไม่คิดหันหลังให้ผมอีกคน” เขาพูดเสียงสั่นน้ำตาของลูกผู้ชายคลอเบ้า ดวงตาที่เคยดูมั่นใจแดงก่ำ ยามได้เห็นน้ำใจของคนที่เขาเคยทำร้ายจิตใจเอาไว้เมื่อครั้งอดีต มันอดตื้นตันใจไม่ได้ขึ้นมา โดยปัดความละอายใจทั้งหมดทิ้งไป

“มันเป็นหน้าที่ของฉันนี่คะ ก็คุณเสียเงินจ้างฉัน ยังไงฉันก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” มุขธิดาไม่อยากทำให้อนุชินไขว้เขวจึงรีบพูดตัดน้ำใจ 

“จะด้วยเหตุผลเพราะอะไรก็ช่าง ผมไม่สนใจหรอก แค่คุณไม่ปฏิเสธที่จะช่วยผม เท่านี้ผมก็มีความสุขจะแย่อยู่แล้วรู้ไหม” อันที่จริง ใจเขาก็ร่วงลงฮวบกับคำพูดของหญิงสาวเหมือนกัน แต่ช่างหัวมัน เพียงได้กลับมาใกล้ชิดกับมุขธิดาอีกหน เพียงแค่นี้ก็นับว่าสวรรค์ยังเข้าข้างคนเลวอย่างเขาไม่น้อย เขาจะใช้โอกาสสำคัญนี้ ดึงเอาหัวใจอีกครึ่งดวงที่เขาโยนทิ้งไป กลับมาแทนที่คนเก่าที่จากไปให้ได้...

 

 “นนท์คะ...พิต้ามาชวนไปทานข้าวกลางวันข้างนอกด้วยกันค่ะ”

ยังไม่ทันที่เจ้าของห้องจะเอ่ยปากอนุญาต ร่างระหงในชุดรัดรูปสีดำก็ผลักบานประตูเดินนวยนาดเข้ามาด้านในเสียก่อน พิชยาแย้มยิ้มหวานหยดเป็นใบเบิกทาง อานนท์เพียงปรายตามอง เนื่องจากอารมณ์เมื่อช่วงเช้านี้ยังขุ่นอยู่ภายใน มันยังไม่กลับเข้าที่เข้าทางสักเท่าไหร่ มีอย่างที่ไหนปล่อยให้เขายืนรออยู่เป็นชาติ สุดท้ายกลับออกมาบอกเขาหน้าตาเฉย แม่หนูหริ่งออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแล้ว มันโกหกเขาชัดๆ ในเมื่อเขาเห็นหนูหริ่งเพิ่งเดินเข้าบ้านไปหยกๆ

 ก็แค่จะเอาเงินค่าตัวมาให้ เขาไม่ได้นึกติดใจหรือพิศวาสอะไรกับผู้หญิงจนๆอย่างเจ้าหล่อนสักหน่อย ในเมื่อเล่นตัวอยากให้เขากินฟรีก็ตามใจ เขาเลยเดินหันหลังกลับขึ้นรถ ขับตรงมาบริษัททันที เดี๋ยวจะคิดว่าตัวเองสำคัญ จนเขาต้องคอยงอนง้อ ...

“ไปสิ...ผมกำลังหิวอยู่เหมือนกัน” อานนท์กระแทกแผ่นหลังเหวี่ยงปากกาลงบนหน้าเอกสารที่ตนเปิดค้างเอาไว้ อ่านต่อก็ไม่เข้าหัวอยู่ดี

พิชยายิ้มกว้าง ไม่คิดว่าเขาจะตอบรับเธอง่ายดาย ไม่แม้จะบ่ายเบี่ยงอ้างติดธุระเหมือนครั้งที่ผ่านมาสักคำเดียว แบบนี้มันก็เข้าทางเธอนะสิ กินข้าวเสร็จเธอจะชวนเขาไปเที่ยวต่อ ถ้าโชคเข้าข้างเธออาจจบลงด้วยอาการเร่าร้อนบนเตียงอย่างที่เธอรอคอยก็ได้ ...

“หิวข้าวหรือว่าหิวอย่างอื่นด้วยล่ะคะ...” พอจบประโยคร่างระหงจึงหย่อนบั้นท้ายกลมกลึงนั่งลงบนลำขาเจ้าของห้องพอดี เธอยิ้มหวานพลางวาดลำแขนโอบรอบลำคอหนา โน้มใบหน้าสวยคมหมายมอบจุมพิตให้หายคิดถึง หรือไม่อาจต่อยาวไปจนเลยอาหารเที่ยง เธอพร้อมสำหรับเขาเสมอ

อานนท์เบี่ยงใบหน้าหล่อหลบอย่างนึกเซ็ง เขาไม่มีอารมณ์พิศเจ้าหล่อนมาก่อน จนริมฝีปากอิ่มสีแดงสดพลาดลงบนแก้มสะอาดแทน พิชยาดึงใบหน้าออกห่างพร้อมส่งค้อนควัก

“แหม่นนท์คะ ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวกับพิต้าตลอด ทีกับคนอื่นไม่เห็นหวงแบบนี้บ้างเลย” เจ้าของร่างอวบอัดตัดพ้อต่อว่า  ชม้ายชายตาขึ้นมองอย่างผิดหวัง

“ผมหิวข้าว ไม่ได้หิวอย่างอื่น ลุกขึ้นเถอะผมหนัก” คนหวงตัวตอบเสียงห้วน เขาดันร่างเซ็กซี่ออกห่างโดยไม่คิดรักษาน้ำใจคนฟังว่าจะรู้สึกแย่แค่ไหน เพราะชายหนุ่มรู้สึกฉุนกลิ่นน้ำหอมของหญิงสาวจนเขาแสบจมูกไปหมด ไม่เห็นจะหอมชื่นใจเหมือนกับ...

ช่างเหอะ! อานนท์ย่นใบหน้าเครียด นี่เขาจะคิดถึงยัยนั่นอีกทำไม

“ปากร้ายจังเลยนนท์เนี่ย...นั้นก็ได้ค่ะ พิต้าอยากไปดูหนังต่อด้วย ทานข้าวเสร็จแล้วเราไปดูหนังกันต่อนะคะ”

“ผมคงไม่...”

“อย่าปฏิเสธพิต้าอีกเลยนะคะนนท์ขา พิต้าขอ ตามใจพิต้าหน่อยนะคะ...นะ”

เธอยื่นปลายนิ้วขึ้นปิดริมฝีปากได้รูปของคนกำลังเผยอขึ้นปฏิเสธ พยายามส่งสายตาอ้อนวอนขอให้เขาใจอ่อน

“นานแล้วนะที่เราสองคนไม่ได้ออกเดตจริงจังกันสักที” เธอยังอ้อนเขาต่อ

อานนท์กลอกตาไปมา นิ่งคิดอยู่สักครู่...

“นั่นก็ตามใจ...”

สุดท้ายเขาจำยอมตอบตกลงเจ้าหล่อนออกไป ถึงแม้อาจดูฝืนใจ แต่ก็เอาเถอะ เผื่อบางทีการเอาอกเอาใจของพิต้าจะช่วยทำให้อารมณ์หงุดหงิดของเขาตอนนี้ พอทุเลาขึ้นมาได้บ้าง...

 

 

        อานนท์ยืนกอดอกพร้อมหย่อนสะโพกพิงฝากระโปรงรถของตนเองไว้ คอยยืดคอชะเง้อมองผ่านลอดรั้วไม้ซี่เล็กๆ เพียงหวังได้มองเห็นความเคลื่อนภายในบ้านหลังซอมซ่อ คล้ายจะพังแหลไม่พังแหลตรงหน้า ดึกจนป่านนี้ทำไมหนูหริ่งถึงยังไม่กลับ จะว่าไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านพิต้าก็ไม่น่าจะใช่ ในเมื่อเขาใช้อำนาจไม่ชอบธรรม สั่งให้ผู้จัดการร้านไล่เจ้าหล่อนออกตั้งแต่วันเกิดเรื่องแล้วนี่นา

ให้สันติไปคอยสอดส่อง เจ้าหล่อนก็ไม่ได้กลับเข้าทำงานที่นั่นอีก นอกจากไอ้ปลา ไอ้ลูกพี่ลูกน้องตัวดี มันยังเสนอหน้าเข้าไปนั่งกินข้าวที่นั่นเกือบจะทุกวัน มันไม่รู้สึกรู้สาอะไรบ้างหรือไงนะ หรือมันแค่ต้องการได้นอนกับผู้หญิงสักคนหนึ่งเท่านั้นเป็นพอ สันดานแบบนี้คงแก้ไม่หายแล้วจริงๆ เขาเองชักเหนื่อยกับการตามล้างตามเช็ด คิดว่าถ้าเกิดเรื่องอีกคราวนี้ เขาต้องจัดการกับมันขั้นเด็ดขาดเสียที

อานนท์ไม่รู้อีกเรื่อง การที่ประภาวิธยังคงเสนอหน้าเข้าไปนั่งรับประทานร้านอาหารที่ร้านBlack groundอยู่เป็นประจำ เพราะชายหนุ่มต้องคอยรับส่งเหยื่อรายล่าสุดต่างหาก ตอนนี้ประภาวิธยังไม่มีใครเข้ามาใหม่ เลยต้องพึ่งพาร่างกายของแม่เด็กเสิร์ฟใจง่าย ประทังชีวิตรองท้องรอเสียก่อน ของมันยังใหม่สด คนเจ้าชู้ยังไม่นึกเบื่อ กะว่าถ้าได้เจอน้องมุขคนงาม ชายหนุ่มจะได้สานสัมพันธ์กันต่อให้จบนั่นเอง...

อานนท์พรูลมหายใจ ยกข้อมือขึ้นดูเวลาก่อนจะย่นหัวคิ้ว

“หรือจะไปหารายได้พิเศษที่อื่นทำอีก...”

 อานนท์เม้มริมฝีปากหยักได้รูปเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เบี่ยงสายตาคมกล้ามองผ่านไปยังด้านในตัวบ้าน

จนแล้วยังไม่เจียมตัว จำนวนเงินในซองที่เขาวางให้บนโต๊ะ อาจทำให้ชีวิตของเจ้าหล่อนสุขสบายขึ้นกว่าเดิม ยังทำหยิ่งไม่สนใจ...

เพราะหลังจากเกิดเรื่อง จนเขาได้เสียกับเจ้าหล่อนในวันนั้น เขาถึงได้รู้ความจริงอีกอย่าง มุขธิดาไม่ได้ทำงานที่ร้านอาหารนั่นเป็นประจำ เจ้าหล่อนจะมาทำเฉพาะช่วงที่มีพนักงานในร้านขอลาป่วย นัยว่ามาทำเพื่อหารายได้พิเศษอะไรทำนองนั้นมากกว่า...

หึ...แล้วไอ้รายได้พิเศษบ้าบออะไรนั่น คงหนีไม่พ้นเอาตัวเขาแลก หรือเปล่านะ? อานนท์ฉุกใจคิดนิดนึง คิ้วเข้มเรียงตัวโดดเด่นขมวดมุ่น พลางเคาะนิ้วลงฝ่ากระโปรงรถเมื่อเริ่มใช้ความคิด

 แต่เอ...แล้วทำไมมุขธิดาถึงยังบริสุทธิ์อยู่อีกล่ะ เลือดบนพื้นพรมนั้นเกิดจากอะไร ถ้าไม่ใช่เขาทำรุนแรงจนเจ้าหล่อนถึงกับเลือดตกยางออก ก็คงเป็นเลือดยืนยันความบริสุทธิ์  พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครา ใบหน้าบูดบึ้งกลับดูสลดลงเล็กน้อย แววตาราชสีห์หม่นมัว ก่อนสลัดมันทิ้งตามนิสัย เพราะให้ถึงอย่างไรเรื่องที่เกิดขึ้นมานี้ จะโทษเขาเป็นฝ่ายผิดเพียงคนเดียวเขาไม่ยอมรับหรอก ต้องโทษหนูหริ่งนั่นด้วยสิ ในเมื่อเจ้าหล่อนอยากตกอยู่ในสถานการณ์ชวนให้เขาสงสัยไปทำนองนั้นก่อนทำไม

เขาก็แค่เฮ้อ!...ช่างเถอะ แค่เอาเงินมาให้ ทุกอย่างจะได้จบๆเสียที เขาจะได้ไม่รู้สึกไร้ความสุขในการใช้ชีวิตตามปกติเหมือนหลายวันที่ผ่านมา อยากผ่อนคลายเขาก็ทำไม่ได้ ใจมันไม่มีความสุขเอาเสียเลย

อานนท์ระบายลมหายใจเสียงดังจนคนเดินผ่านไปมาต่างหันมามอง สะดุดตาชายหนุ่มตั้งแต่รถที่เขาขับ สงสัย คนระดับนี้มายืนด้อมๆมองๆอะไรหน้าบ้านคนอื่น

 ชายหนุ่มเมินสายตาไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นพวกนั้น เขาสะบัดศีรษะแรงๆเพื่อต้องการผ่อนคลายความรู้สึกซ่อนเร้น กดมันจมลึกหล่นสู่ตะกอนหัวใจ

จิตใจอานนท์เริ่มฟุ้งซ่าน ร้อนรนมาตลอดหลายวัน ไร้สมาธิในการทำงานจนเขาอยากจะบ้าตาย วันนี้ตอนออกไปทานข้าวกับพิต้า หวังให้อาการหงุดหงิดงุ่นง่านพวกนี้ได้จางหาย แต่เอาเข้าจริง เปล่าเลย เพราะมันดันรู้สึกแย่หนักมากกว่าเก่า จนเขาต้องขอตัวแยกกลับ ไม่ไปต่อไนต์คลับตามคำชวนของหญิงสาว โดยให้เหตุผลสั้นๆ เขามีงานด่วนต้องรีบกลับไปแก้ไขให้ทันส่งลูกค้าในวันพรุ่งนี้เช้า

งานด่วนของเขาก็คือการบึ่งรถขับมาจอดยังสถานที่เมื่อเช้า ตรงจุดเดิมที่เดิม บ้านหลังเก่าทรุดโทรมของหนูหริ่ง พอได้มาเห็นแหล่งที่อยู่ของเจ้าหล่อน เขาได้แต่แอบนึกหวั่นใจ อยู่กันเข้าไปได้ยังไงกัน บ้านเล็กเท่ารูหนู ฝาไม้ทั้งซีดเก่าไม่รู้จะพังลงมาวันไหนด้วยซ้ำ

          “แล้วนี่หนูหริ่งไปไหนของเขานะ ดึกป่านนี้ยังไม่คิดจะโผล่หัวกลับเข้าบ้าน จะปล่อยให้เขาถูกยุงกัดตายก่อนหรือไง...โธ่โว้ย!

 คนขี้หงุดหงิดบ่นอุบ เดินกระสับกระส่ายวนไปมารอบตัวรถตนเอง พอเริ่มไม่ได้ดั่งใจหนักเข้า เขาเลยยกมือขั้นทุบลงบนฝ่ากระโปรงรถเสียงดังตุบมันเสียเลย พร้อมเตรียมตัวหันข้าง กระชากประตูรถเตรียมก้าวขาเข้าไปนั่งด้านใน เปิดแอร์เย็นฉ่ำอุรา เผื่ออารมณ์ฟุ้งซ่านจะบรรเทา ยิ่งยืนอยู่ตรงนี้ยุงก็เริ่มเยอะ กัดเขาจนแขนลายพร้อยหมดแล้วเนี่ย...

ครั้นพออานนท์กำลังจะก้าวขาขึ้นไปนั่งอย่างใจคิด สายตาคมดั่งราชสีห์เหลือบไปเห็นคนที่ใจเขาเฝ้ารอ เจ้าหล่อนเดินตรงดิ่งมายังรั้วบ้าน ตรงบริเวณที่เขาจอดรถเอาไว้พอดี

กลับมาซะทีนะหนูหริ่ง คนเฝ้ารอคอยจ้องเขม็งไปยังร่างบอบบาง แววตาวาวใสด้วยความรู้สึกพึงพอใจ หัวใจเขานั้นเริ่มขยายพองโตอย่างห้ามไม่ได้ ริมฝีปากได้รูปก็เกือบกระตุกยิ้มออกมากว้างแล้วเชียว ดีที่ยังยับยั้งมันเอาไว้ได้ทันเสียก่อน

 โดยไม่รอช้าอานนท์รีบผลักบานประตูรถออกกว้าง ก้าวฉับๆเดินตรงเข้าไปขวางหน้าคนที่กำลังก้มหน้าก้มตามองพื้นถนนโดยไม่นึกสนใจสิ่งรอบตัว

มุขธิดามัวคิดถึงเรื่องของอนุชิน เรื่องราวหลายอย่างถูกท้ายทอดออกจากปากเขาเล่าสู่ให้เธอฟังมากมาย ถามว่ายังโกรธเขาไหม เธอยอมรับว่ายังโกรธเขาอยู่มาก มากจนเคยคิดจะไม่ให้อภัยผู้ชายคนนี้ แต่พอเอาเข้าจริง ใจเธอกลับอ่อนยวบ ถึงจะไม่กลับมาเหมือนเดิม แต่เธอพร้อมจะให้อภัยเขา ตั้งใจจะช่วยรักษาขาเขาให้กลับมาเดินได้อย่างที่ให้คำมั่นเขาไปนั่นแหละ เธอเลยไม่ทันเห็นรถหรูของอานนท์

 “อุ๊ย!” หญิงสาวเผลอหลุดเสียงร้องด้วยความตกใจ ใบหน้าขาวนวลพลันซีดเผือดลงทันตายามเมื่อเธอเห็นว่าเป็นใครมายืนขวางทางเธอเอาไว้

“ทำไมถึงเพิ่งกลับ” เจ้าของเรือนกายสูงสง่าก้มใบหน้าลง กระชากเสียงถาม ความสูงที่ต่างกันมากทำให้มุขธิดาต้องแหงนใบหน้าขึ้นมองเขา

มุขธิดาเม้มปากเข้าหากันแน่น หัวใจเต้นกระสับกระส่ายจนต้องปลุกปลอบมันให้นิ่งสงบ พยายามใช้สติไตร่ตรองให้มากเข้าไว้อย่าเพิ่งใช้อารมณ์โมโหตอนนี้

“ไปแร่ขายของเก่าที่ไหนมาอีกล่ะ ถึงได้กลับเอาป่านนี้”  

มุขธิดาสูดลมหายใจเข้าปอด เธอไม่คิดตอบคำถามใดๆของเขาทั้งนั้น ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับผู้ชายจิตไม่ปกติ เลยเบี่ยงกายหลบออกห่าง ไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขามากกว่าครั้งที่พลาดพลั้งเสียให้เขาไปเมื่อวันก่อน

 “ฉันถาม ไม่ได้ยินหรือไง” อานนท์ชักเท้าขยับร่างตามเดิรขวางหน้าเอาไว้อีก ไม่ยอมปล่อยหญิงสาวหลบเลี่ยง คนอุตส่าห์มายืนดักรอ ยอมปล่อยให้ยุงกัดจนคันคะเยอไปทั้งแขน เรื่องอะไรจะปล่อยให้หนูหริ่งเดินเข้าบ้านโดยไม่พูดกันสักคำ

“หรือว่าจะหูหนวกเสียแล้ว แค่โดนฉัน...ไม่กี่ที งั้นจะให้ฉันช่วยแหย่...หูให้อีกก็ได้นะ”

อานนท์ต้องการพูดเย้าแหย่ หวังได้เห็นหญิงสาวตอบโต้กลับมาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เดินหนีไม่พูดไม่จา แต่ทว่ามุขธิดายังคงเก็บปากเก็บคำ ใบหน้าขาวลออบูดบึ้ง  มีเพียงสายตาของเจ้าหล่อนเท่านั้น ที่มันบ่งบอกถึงความรู้สึก

 ยัยตัวดีนี่คิดจะยั่วโมโหเขาอีกแล้วใช่ไหม ถามอะไรถึงไม่ยอมตอบ ทำกับเขาเหมือนเป็นอากาศธาตุ ไม่พูดไม่สนใจ ไม่ตอบโต้ ประเดี๋ยวเถอะ พ่อก็ได้จับปล้ำมันเสียตรงนี้ จะได้สมใจเขา เปลี่ยนจากเสียงพูดเป็นเสียงร้องครวญครางใต้ร่างเขาแทนเสียเลย

มุขธิดาผ่อนลมหายใจ เหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจไม่ปิดบัง ถึงเธอตอนนี้เธอยังรู้สึกหวาดผวาในใจไม่หาย ร่องรอยตามร่างกายยังพอมีให้ระลึกถึงความน่าขยะแขยงในตัวผู้ชายคนนี้ ไม่ใช่เธอไม่นึกกลัวเขา เพียงแต่เธอไม่รู้จะหนีเขาไปทางไหนต่างหาก เลยต้องพยายามนิ่งไว้ ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน

  หญิงสาวเริ่มคิดหนัก มองหาคนช่วยก็ไม่มี กรรมอะไรของเธอกันหนอ จะขอความช่วยเหลือจากใครแต่ละครั้ง สวรรค์ไม่เคยเข้าข้าง พลางกัดกลีบปากอิ่มของตนเองเข้าหากันจนห้อเลือด ก่อนตัดสิใจเดินหันหลังกลับไปอีกทางหนึ่งก็ได้ ในเมื่อเขาไม่ให้เธอเดินไปข้างหน้า เธอจะเดินย้อนกลับอีกทาง ซึ่งมันมีทางเชื่อมเข้าทางด้านหลังบ้านของเธอได้เหมือนกัน เพราะเมื่อเช้าเธอก็หนีเขาออกทางนั้นมาแล้ว

อานนท์กัดฟันกรอดตอนเห็นมุขธิดาเดินสะบัดหน้าหันหลังให้ตัวเอง ชายหนุ่ม พยายามระงับอารมณ์ไม่ค่อยสงบมากนักลง เพราะมันกำลังเพิ่มเลเวลจนขึ้นสูงปรี๊ด ยับยั้งไม่ให้ถลาเข้าไปขย้ำเนื้อขาวน่ากินของแม่ตัวเล็กให้แหลกคามือไปเสียก่อนตอนนี้...

“มุขธิดา กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ นั่นเธอจะไปไหน...” เขาเร่งฝีเท้าเดินตามไปติดๆ รั้งข้อมือน้อยไว้แน่น ก่อนกระชากจนร่างเล็กปลิว บังคับให้เดินตามเขาไปขึ้นรถที่จอดอยู่ข้างทางเดิน เยื้องถัดไปจากหน้าบ้านหญิงสาวเล็กน้อย

“คุณนนท์...ปล่อยฉันนะคะ คุณจะพาฉันไปไหน” คนถูกกระชากให้เดินตามพยายามสะบัดข้อมือของตนให้หลุดจากการเกาะกุม นัยน์ตาตื่นตระหนก กลัวเขาจะพาเธอไปย่ำยีเหมือนวันนั้นอีก

“ตามมาเงียบๆ อย่าทำสะบัดสะบิ้งถ้าไม่อยากอายเพื่อนบ้านของเธอตอนนี้”

คนขี้หงุดหงิดเอี้ยวใบหน้าถมึงทึงก้มลงมาขู่ ดวงตาเขาช่างน่ากลัวเหลือเกิน เลยทำให้หญิงสาวจำต้องหยุดดิ้นรน ปล่อยให้เขาจับจูงไปจนถึงรถรถสปอร์ตคันโก้ พอเขาเปิดประตูรถได้ จึงจัดการดันร่างเล็กเข้าไปนั่งด้านใน ชี้หน้าเธอให้นั่งนิ่งๆห้ามลงมา ก่อนที่ตัวเองจะเดินอ้อมเข้ามานั่งอีกฝั่ง

“เอานี่...เอาไป” พออานนท์ก้าวขาขึ้นมานั่งอีกฝั่ง ซองสีขาวจึงถูกโยนลงบนตักของหญิงสาวทันที

“ค่าพรหมจรรย์ของเธอ ฉันให้” คนให้เหยียดมุมปากไหวไหล่ มองใบหน้าซีดเซียวพร้อมเลิกคิ้ว ส่งสายตาบอกให้เปิดดูเงินในซองนั่น

“เปิดดูสิ พอใจหรือเปล่า” เขาคะยั้นคะยอให้หญิงสาวเปิด ใจนั้นเต้นโครมคราม ให้มันได้อย่างนี้สิไอ้นนท์ ทำไมต้องรู้สึกอะไรมากมายให้ยัยนี่ด้วยนะ

“ฉันไม่รับค่ะ...” มุขธิดาวางซองเงินไว้บนคอลโซนหน้ารถ เธอช้อนสายตาเด็ดเดี่ยวมองเจ้าของรถอีกครั้ง ต้องการยืนยันว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวเพื่อแลกเงิน

“เมื่อไหร่คุณจะเชื่อฉันสักที ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัว”

“ก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อ แต่อยากจะให้ ก็รับๆเอาไปเหอะน่า

“คุณเชื่อแต่คุณก็ยังจ่ายเงินฉันนี่นะ” มุขธิดาย้อนเสียงห้วน

อานนท์ไม่ตอบเขาเอนร่างพิงพนักเบาะรถแทน

“แล้วเมื่อคุณจะเลิกยุ่งกับฉันสักที ในเมื่อความจริงมันสมควรจะต้องจบลงตั้งแต่ในวันที่คุณได้ทำลายศักดิ์ศรีของฉันจนย่อยยับ แล้วทำไมคุณถึงยังตามมาตอแยฉันอยู่อีก อย่าบอกนะว่าคุณติดใจฉัน...” คำถามของหญิงสาวเล่นเอาคนเก็บอาการเบิกตาโต ลนลานรีบค้านเสียงกระด้าง

“ไอ้ลีลาห่วยแตกแบบนั้นน่ะเหรอ จะทำให้ฉันรู้สึกติดใจเธอได้ หลงตัวเองมากไปหรือเปล่าหึ...ยัยหนูหริ่ง” คนไม่ติดใจแต่เอ่ยเถียงกลับปากคอสั่นไม่ต่างกับคนร้อนตัว ดวงตาราชสีห์หลุบต่ำมองเรือนราวขาวนวลตรงหน้าพร้อมกลืนน้ำลาย

เขาแกล้งตีหน้ายักษ์ให้หญิงสาวแทน...

“แต่คุณก็ตามตอแยฉันไม่เลิก...” มุขธิดาต้อนชายหนุ่ม

“ฉันไม่ได้ตามตอแย หรือนึกพิศวาสอะไรเธอทั้งนั้นแหละ ฉันแค่ต้องการจะเอาเงินมาให้ เพราะฉันไม่เคยใช้บริการใครฟรีๆ...”  อานนท์ตอกย้ำสิ่งอัปยศ

 มุขธิดานิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วใช้สติไตร่ตรอง จึงเอ่ยปากถาม...

“ถ้าฉันรับเงินก้อนนี้ของคุณไว้ คุณจะเลิกตอแยไม่มาวุ่นวายกับชีวิตของฉันอีกแล้วใช่ไหม”  เธออยากฟังคำยืนยัน ถ้าหากเธอยอมรับเงินก้อนนี้เอาไว้ เขาจะไม่มาวุ่นวายอะไรกับเธออีก

“มันก็แน่อยู่แล้วสิ หรือเธอคิดว่าตัวเองวิเศษจนฉันอยากได้มาก บอกไว้ก่อนเลยนะ ฉันไม่เคยกินของเก่าซ้ำซาก โดนเฉพาะของเก่าราคาถูกข้างถนนอย่างเธอ” เขาส่งแววตาหยามหมิ่นมาให้หญิงสาว มองปราดอย่างดูถูกไม่ไว้หน้า มุขธิดาเม้มกลีบปาก กำมือเข้าหากันแน่น สกัดกั้นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ  ปล่อยให้อานนท์พูดจาดูถูกเธอไปได้ตามสบาย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไปเสียที

“นั้นฉันจะรับเงินก้อนนี้เอาไว้ก็แล้วกัน จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันเสียที...”

 มุขธิดาเอื้อมมือหยิบซองสีขาวตรงหน้ามาถือไว้ในอุ้งมือ ป่วยการจะยืดเยื้อ ยิ่งเธอปฏิเสธ เขากลับยิ่งยัดเยียดความอัปยศให้เธอไม่หยุดหย่อน

“ถ้าคุณหมดธุระแล้ว นั้นฉันไปละ หวังว่าเราคงไม่ต้องมาเจอกันอีก สวัสดีค่ะ”

มุขธิดากำเงินในมือไว้แน่น เอ่ยปากลาเขา พร้อมโน้มกายหวังผลักบานประตูรถสปอร์ตออก แต่ยังช้ากว่าอุ้งมือใหญ่ อานนท์เคลื่อนตัวรวดเร็วจนหญิงสาวตกใจ เขากระชากร่างบอบบางมาไว้เต็มอ้อมแขน ตะโบมมอบจูบดูดดื่ม อย่างเอาเป็นเอาตายเป็นการส่งท้าย จนหญิงสาวหายใจหายคอแทบไม่ทัน ดิ้นรนขัดขืนก็เสียแรงเปล่าเขาไม่สะทกสะท้านสักนิด แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาควานหาความหวานจากโพรงปาก จนในที่สุดเธอจำต้องยอมอยู่นิ่งให้เขาจูบเธอจนพอใจ...

 

 โปรดติดตามตอนต่อไป...

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


พระเอกมันเลวค่ะสงสารนางเอกมาก😓😓😓
โดย Pimchanok.pimjampa | 8 months, 1 week ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha