เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 12 : Ep9 : เฝ้าระยะห่าง(จบบท)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


วางจำหน่ายแล้วในรูปแบบ Ebook 
เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...” 


เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจากห้องครัว “ครับมุข...” ผมหยุดความคิดลง พร้อมวางอัลบั้มรูปภาพของเธอไว้ในกล่องอย่างดี ผมชอบแอบถ่ายรูปตอนเธอทำงานบ้านยามเผลอ มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ผมจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ เพราะรูปภาพเหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีต ให้ระลึกถึงแม้ยามที่เราแก่เฒ่า นี่คือภรรยาสุดที่รักของผม ชีวิตของผมที่ถูกเติมเต็มด้วยเธอคนนี้คนเดียว เสน่หารักนี้คือเธอ...







เข้าสัปดาห์ที่สองแล้วที่มุขธิดาไปกลับระหว่างบ้านของเธอกับบ้านของอนุชิน ในช่วงแรกเขาเซ้าซี้กับเธอเล็กน้อย อยากให้เธอพักที่บ้านของเขาเลย มันสะดวกสบายกว่า เขาให้เหตุผลว่าอย่างนั้น ทว่าเธอยังคงยืนยันเช่นเดิม เธอไม่ต้องการค้างคืนบ้านใคร ถ้าหากว่าพอไปกลับเอง เธอขอไปกลับเองจะดีกว่า...

“ดูใบหน้าลูกสดชื่นขึ้นมากนะชิน ไม่หมองคล้ำเหมือนแต่ก่อน...”

 อรพินเงยหน้าขึ้นจากจานผลไม้ หลังจากปอกผลส้มลูกสุดท้ายวางเรียงลงบนจานเปล เธอเอ่ยทักบุตรชายคนโตพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น รู้สึกพอใจมากกับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

 ไม่คิดว่าการฝืนใจยอมกลืนน้ำลายตนเองสักครั้ง เพื่อให้หญิงสาวที่หนหนึ่งเคยสร้างปัญหาให้กับครอบครัวของเธอเอาไว้มากมาย จนถึงขั้นเกือบตัดเป็นตัดตายกันมาแล้วครั้งหนึ่งนั้น วันนี้เจ้าหล่อนจะทำให้ลูกชายของตนเองนั้นมีอาการดีวันดีคืน เรียกได้ว่า พลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือก็ว่าได้

ร่างกายที่เคยซูบผอมเริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้น ผิวกายหมองคล้ำเพราะห่างจากการถูกดูแลเอาใจใส่ วันนี้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เริ่มเป็นอนุชินคนเดิมที่ทั้งหล่อและสมาร์ต  

“ป้าต้องขอบใจหนูมุขมากๆเลยนะ ที่เอาลูกชายของป้าคนเดิมกลับคืนมาให้” มารดาอนุชินหันใบหน้าขาวผ่องที่เคยผ่านช่วงเวลาอมทุกข์มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ด้วยอาการเจ็บป่วยของบุตรชายที่ดูจะแย่ลงไปทุกวัน ทอดสายตาเอ็นดูมองหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าทำกายภาพอยู่บนพื้น

 อนุชินเริ่มมีอาการเศร้าซึม ไม่พูดไม่จากับใครทั้งนั้น เริ่มนับตั้งแต่เขารู้ความจริงเกี่ยวกับขาที่เดินไม่ได้ ชายหนุ่มจึงปล่อยสภาพร่างกายให้ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ เลิกสนใจไยดีกับสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะเรื่องรูปร่างของตนเอง ลูกชายของนางปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนมีสภาพไม่ต่างจากซากผักที่เน่าเสียพร้อมทิ้ง จนในที่สุดภาวิณีลูกสะใภ้ของนางถึงกับยื่นคำขาด ขอหย่าและแบ่งสินสมรสในที่สุด

ถ้าจะโทษ คงต้องโทษเวรกรรมที่เคยได้กระทำไว้กับหญิงสาวตรงหน้านางตอนนี้ ถ้าหากย้อนอดีตกลับไปได้อีกสักครั้ง นางจะไม่คิดกีดกันความรักของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย

“หนูมุขหยุดมือแล้วลุกขึ้นมาทานส้มนี้ก่อนสิ ป้าปอกเอาไว้เผื่อ” อรพินยื่นจานส้มพร้อมมองอดีตคนรักของบุตรชายคนโตด้วยสายตารู้สึกผิดอยู่เต็มหัวใจ...

“ขอบคุณค่ะ” มุขธิดาหยุดมือ รีบยกขึ้นไหว้ขอบคุณตามมารยาท

 คุณอรพินยิ้มรับพร้อมทอดสายตาเอื้อเอ็นดูลงมองหญิงสาวที่ตัวนางเคยดูถูกเหยียดหยามเอาไว้สารพัด กีดกันต่างๆนานา ไม่ให้เจ้าหล่อนคบกับอนุชิน นางทำแม้กระทั่งเคยยื่นเงินให้มุขธิดา เพื่อขอร้องให้หญิงสาวเดินออกไปจากชีวิตลูกชายของนางเสียที

 เนื่องจากฐานะหรือแม้กระทั่งหน้าตาทางสังคม มันช่างดูแตกต่างกันจนเทียบไม่ติด ครอบครัวนางรับไม่ได้กับเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ตัวนางที่ไม่ชอบ แม้แต่สามีนางเองก็รับไม่ได้เช่นกัน อนุชินเป็นบุตรชายคนโต กิจการต่างๆของครอบครัวย่อมต้องตกเป็นของเขาทั้งหมด ดังนั้นหญิงสาวที่จะสามารถยืนเคียงคู่กับอนุชินได้ ต้องเท่าเทียมเสมอหน้าเสมอตาเท่านั้น  ทำให้นางต้องลุกขึ้นมาขัดขวาง ไม่ยอมปล่อยให้ทั้งคู่ลงเอ่ยกันได้ เมื่อตัวนางนั้นได้หมายตาลูกสาวของเพื่อนสนิทเอาไว้เป็นคู่ครองให้อนุชินอยู่แล้วทั้งคน

นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทำเอานางเจ็บจนเข้ากระดูกดำ ดันมองคุณค่าของมนุษย์เพียงแค่หน้ากากทางสังคมเท่านั้น ครั้นในวันที่บุตรชายคนโตของนางล้ม แทนที่คนเป็นภรรยาจะช่วยเข้าประคับประคองจับมือกันฝ่าฟันอุปสรรคนี้ด้วยกัน แต่ภาวิณีกลับเลือกเดินหันหลัง ทอดทิ้งให้สามีตัวเองจมอยู่กับความทุกข์ทรมานเพียงลำพัง ถือว่ามันเป็นบทเรียนราคาแสนแพงสำหรับตัวนางเอง นางยอมรับ นางมองคนผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

“เพราะผมมีความสุข ร่างกายก็เลยพลอยดีวันดีคืนตามไปด้วยครับแม่”

คนบนรถเข็นวิลแชร์พูดเสริม ชายหนุ่มยิ้มอ่อนให้คนเบื้องล่าง ตอนนี้มุขธิดานั่งคุกเข่าลงข้างรถเข็นเขาเพื่อช่วยทำกายภาพบำบัด เธอกำลังขยับฝ่าเท้าของเขาขึ้นรถ เป็นการกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนมากขึ้น

“ขอบคุณนะมุข ที่ช่วยทำให้ผมดีขึ้น” อนุชินเอ่ยพร้อมลอบมองใบหน้าคนเคยรัก

แม้นภายในใจนั้นเขาอยากเอื้อมมือลูบแก้มเนียนใสของหญิงสาวใจแทบขาด แต่ต้องหักห้ามเอาไว้ เพราะรู้ตัวดี ณ เวลานี้เขาทำตามใจตัวเองยังไม่ได้ คงต้องรอเวลา รอให้มุขธิดายอมใจอ่อนให้เขาเดินกลับเข้าไปยืนอยู่ตรงหัวใจเธออีกครั้ง

ก็เขาดันทำเลวไว้กับเธอตั้งมากมาย ไอ้เท่าทุกวันนี้ที่มุขธิดาไม่เชิดหน้าหนีเขาเหมือนกับอดีตภรรยาคู่ใจ นับว่าบุญที่เขาเคยทำเอาไว้บ้าง ยังพอมีหลงเหลือ ต่อแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะหมั่นทำความดีกับเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกๆวัน เพียงหวังไว้เรื่องเดียวเท่านั้น ขอให้มุขธิดายอมเปิดใจ ให้เขาได้เป็นคนยืนเคียงข้างเธอในอนาคตข้างหน้าเป็นพอ   

 “มันเป็นหน้าที่ของฉันนี่คะ คุณไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก” เธอบอกเขาแล้วคลี่ยิ้ม ทำเอาคนแอบหวังใจฝ่อ ก่อนฮึดสู้ใหม่อย่างไม่คิดยอมแพ้

มุขธิดาวางลำขาซูบผอมของชายหนุ่มลงเหยียบพื้นหญ้านุ่ม อยากให้เขาได้สัมผัสกับธรรมชาติบ้าง เธอเลยพาเขาออกมาทำกายภาพด้านนอกในทุกๆเช้า ไม่อยากให้เขาอุดอู้นอนเหมือนผักอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียว

ในช่วงวันแรกที่เธอเข้ามาทำงาน มารดาของเขา คุณอรพินตามมาเฝ้าดูแลลูกชายไม่ห่างสายตา ท่านคงกลัวถ่านไฟเก่าจะลุกติดอีกครั้ง ถึงขั้นขนข้าวของมาพักกับลูกชายเลยก็ว่าได้ อาจเพราะกลัวเธอจะพักในบ้านกับชายหนุ่มสองต่อสอง ทั้งที่ก่อนหน้า ท่านมักไปกลับระหว่างบ้านของตัวเองกับบ้านของบุตรชายคนโต ไม่ได้พักอยู่ที่นี่เป็นการถาวร โดยช่วงค่ำ การดูแลอนุชิน ตกเป็นหน้าที่ของแม่บ้านเก่าแก่ที่เคยเลี้ยงดูอนุชินจนเติบใหญ่นั่นเอง...

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ป้าต้องขอบใจหนูมุขมากจริงๆ ที่ทำให้ชินเขาอยากกลับมาเดินได้อีกครั้ง กำลังใจของคนป่วยสำคัญที่สุดจ้ะ”

“ดิฉันเต็มใจที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถค่ะ อย่างน้อยก็เอ่อ...เราสองคนก็เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน”   หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ เธอเลี่ยงใช้คำว่าคนรัก มันไม่มีประโยชน์จะรื้อฟื้นเรื่องเก่า ขุดคุ้ยไปก็เสียเวลา รั้งจะทำให้เจ็บกันเสียทุกฝ่าย

อนุชินถอนหายใจ มองสบตาสื่อความหมายไปให้มารดารับรู้ อรพินเองก็รู้สึกไม่ดีนักกับสิ่งที่ตนเองและสามีเคยล่วงเกินกับเด็กสาวคนนี้เอาไว้ไม่น้อย...

“ป้าต้องขอโทษหนูมุขด้วยนะ ที่เคยพูดไม่ดีกับหนูเอาไว้สารพัดเลย” คนสำนึกผิดพูดขึ้น

“แล้วก็เลิกเรียกคุณท่าน แต่เปลี่ยนมาเรียกป้าแทนจะได้ไหม เรียกคุณท่านมันฟังดูห่างเหินกันเกินไป ถ้าหนูไม่รังเกียจพวกเรา ช่วยรับคำขอโทษนี้จากป้าด้วยนะ ป้าขอโทษ...” คุณอรพินเอ่ยขอโทษจากใจ มุขธิดาช้อนสายตาขึ้นมองท่านพร้อมยกมือไหว้

“ค่ะคุณป้า หนูไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น และหนูก็ไม่ได้ติดใจเรื่องเก่าพวกนั้นอีกแล้วด้วย คุณป้าลืมมันไปเถอะนะคะ” ด้วยนิสัยไม่ใช่คนเรื่องมาก แล้วไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น หญิงสาวจึงยอมตามใจคุณอรพิน เธอขยับกายนั่งราบลงบนพื้นหญ้า ค่อยๆนวดตรงบริเวณน่องเพื่อคลายกล้ามเนื้อให้ชายหนุ่มต่อ

คนอายุมากกว่าครึ่งชีวิตรู้สึกตื้นตันหัวใจ ยิ่งเห็นหญิงสาวไม่ได้ถือโกรธ ความละอายใจเหล่านั้นมันเริ่มเกาะกินความรู้สึกทำให้นางอดรู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมาไม่ได้

 เพราะแม้แต่ตอนล่าสุด นางยังคิดไม่ดีกับมุขธิดา นางไว้ใจหญิงสาวกลัวจะเจ้าหล่อนเข้ามาฉวยโอกาสกล่อมอนุชินให้กลับไปคืนดี เพื่อหวังทรัพย์สมบัติมากมาย ทว่าเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ มันทำให้คนใจมืดบอดอย่างนางได้มองเห็นอะไรได้มากขึ้น

คนที่อยากฉวยโอกาสกลับไปรักกันอีกครั้ง ไม่ใช่มุขธิดา แต่กับเป็นลูกชายคนโตของนางเองต่างหากละที่ต้องการ...

 

 

“แกว่าอะไรนะสันติ มุขธิดาไปไหน?...”

เจ้าของร่างกายกำยำสูงสง่า ขยับเก้าอี้ทำงานเซไปทางด้านหลัง ตวัดสายตาขุ่นคลักมองหน้าไอ้ลูกน้องคู่ใจ อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์หมาย

“ไปทำงานที่บ้านคุณอนุชินครับ แกเป็นพี่เขยของคุณภาวิน เพื่อนสนิทของคุณปลา” สันติยื่นภาพประกอบลงบนโต๊ะทำงานของผู้เป็นนาย เมื่อวานเขาใช้ให้ลูกน้องแอบถ่ายเอาไว้ได้ ในใบรายงานระบุอาชีพของหญิงสาว เธอเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่คิดว่าโลกมันจะกลมได้ถึงขนาดนี้ ไปๆมาๆก็วนเวียนอยู่รอบคนใกล้ตัวทั้งนั้น

“สามีของภาวิณีน่ะเหรอ...” อานนท์ขมวดคิ้วเข้ม เขาพอจะจำได้เพราะเคยไปร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งของสองคนนี้เมื่อหลายปีก่อน สามีของภาวิณีพี่สาวของภาวินเพื่อนในกลุ่มของไอ้ปลาลูกพี่ลูกน้องของเขา เป็นชายหนุ่มไฟแรงที่หน้าจับตามากคนหนึ่ง อีกทั้งนายอนุชินสามีของภาวิณียังทำสัญญาเป็นลูกค้ารายใหญ่กับบริษัทลูกของเขาด้วยเช่นกัน

 แล้วหนูหริ่งไปทำงานอะไรอยู่ที่บ้านหมอนั่น และเพราะความคิดนี้ ทำเอาคนขี้หงุดหงิดหลุบตามองเอกสารในมือ ที่มีรูปภาพใบหน้าขาวใสเด่นชัดบนแผ่นกระดาษ ใจคอเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หัวใจมันเต้นโครมครามขึ้นมาอีกจนได้...

“ครับ...แต่ได้ข่าวว่าตอนนี้ เป็นอดีตสามีแล้วนะครับ” สันติรายงานข้อมูลเพิ่ม

“อดีต!” ชายหนุ่มเลิกคิ้วส่งสายตาเป็นคำถาม

“ใช่ครับ ทั้งสองคนได้หย่าขาดจากกันไปเมื่อช่วงต้นปีก่อน หลังจากคุณอนุชินประสบอุบัติเหตุ”

“หย่ากัน...แล้วมุขไปทำงานอะไรที่นั่นวะ” อานนท์แทบเต้นผาง เขาตวาดเสียงเข้มเอ่ยถามด้วยความไม่สบอารมณ์นัก ถึงเขาเป็นคนเอ่ยปากบอกไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับเจ้าหล่อนอีก แต่เขาไม่ไว้ใจเจ้าหล่อน กลัวจะกลับไปหาไอ้ปลา เลยสั่งคนให้ตามเฝ้าหญิงสาวเอาไว้ พร้อมส่งคนสืบดูแม่นี่ทำงานอะไรกันแน่ วันที่เขาเจอเจ้าตัวอยู่บ้านไอ้เสือ เขาไม่แน่ใจเธอเป็นคนใช้หรือทำงานอะไรกันแน่

รอยจูบวันนั้นยังติดตราตรึงใจอยู่ตรงริมฝีปากไม่จางหาย และคงไม่ใช่แต่เพียงรอยจูบเท่านั้น เพราะแม้แต่รอยฝ่ามือทั้งห้านิ้วของเจ้าหล่อนยังฝังแน่นในใจเขาไม่ลืมเลือนเหมือนกัน

“เธอถูกว่าจ้างให้ไปเป็นนางพยาบาลพิเศษเพื่อทำกายภาพบำบัดให้คุณอนุชินโดยเฉพาะครับ คือคุณอนุชินเธอประสบอุบัติเหตุรถคว่ำจนกลายเป็นอัมพฤกษ์ช่วงล่างขาเดินไม่ได้มาสักระยะ และนั่นละครับที่เป็นสาเหตุการหย่าขาดของคุณภาวิณี”

“อืม...นั้นแกช่วยไปเตรียมกระเช้าผลไม้ให้ฉันที แล้วตอนบ่ายฉันจะออกไปข้างนอกไม่กลับเข้าบริษัท ถ้ามีใครติดต่อมาบอกฉันไม่ว่างแล้วกันนะ แกไม่ต้องตามฉันออกไปหรอก”

“ครับ...ว่าแต่แล้วนี่คุณนนท์จะเอากระเช้าผลไม้ไปเยี่ยมใครหรือครับ มีใครเป็นอะไร” สันติเริ่มสงสัย อยู่ดีๆสั่งให้เขาจัดหากระเช้าผมไม้ทำไม หรือมีใครป่วยที่เขายังไม่รู้เรื่อง

อานนท์ตวัดสายตาขึ้นจ้องคนถาม สันติถึงกับสะดุ้ง

“มึงไม่ต้องยุ่งกับกูสักเรื่องจะได้ไหม บอกให้ไปทำอะไรก็รีบไปทำซะสิ อย่ามากวนอารมณ์กูให้หงุดหงิดหนักกว่าเดิม ไอ้เรื่องเก่ากูยังไม่ได้ชำระความเอากับมึงเลยไม่ใช่หรือไง” อานนท์แสร้งขึ้นเสียงดัง สะบัดมือไล่ให้ลูกน้องคู่ใจออกไปให้พ้นจากห้องทำงาน ไม่อยากให้มันซักไซ้อะไรมากความ เหตุเพราะตอนนี้ในหัวเขาเพิ่งคิดอะไรดีๆขึ้นมาได้

ยัยตัวแสบ อย่าคิดว่าฉันจะไม่เอาคืนเธอ อานนท์ยกมือขึ้นลูบซีกแก้มมันยังรู้สึกชา เขายังจำวันนั้นได้ขึ้นใจ พอถอนจูบใบหน้าเขาก็หันตามแรงตบ ดังนั้นเขาสมควรอย่างยิ่ง จะต้องไปเอาคืนยัยตัวแสบนั่นให้ได้มันถึงจะถูกต้องที่สุด...

สันติรีบโค้งตัวลงอ่อนน้อม เขาขยับขาก้าวออกจากห้องเมื่อเห็นแววตาเรืองแสงได้จากเจ้านายสุดที่รัก แม้นในใจยังสงสัยเต็มเปี่ยม แต่เพราะรู้จักนิสัยขี้หงุดหงิดของเจ้านายของตนเองดีกว่าใคร การไม่ยื่นมือลงไปกวนน้ำให้ขุ่นหนักกว่าเดิม ย่อมเป็นการเอาตัวรอดที่สวยงามที่สุดแล้วในตอนนี้

 

 

บ้านของอนุชินหลังใหญ่โตโอ่อ่าสมดั่งฐานะบุตรชายคนโตของคุณสหโชค เจ้าของบริษัทนำเข้าอะไหล่รถยนต์รายต้นๆของเมืองไทย เมื่อตอนนั้นเขาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับชายหนุ่มผู้นี้นัก เพราะไม่คิดเกี่ยวข้องอะไรนอกเหนือจากเรื่องของงาน เนื่องจากตอนนั้น คุณสหโชคยังดำรงตำแหน่งเป็นประธาน ไม่ใช่อนุชิน จวบจนกระทั่งอนุชินขึ้นครอบครองตำแหน่งประธานบริษัทแทนคุณสหโชค เขากับชายหนุ่มคนนี้ถึงได้มีเรื่องพบปะพูดคุยกันมากขึ้น อาจตามงานเลี้ยงบ้าง หรือไม่ก็เกี่ยวกับงานที่ต้องประสานร่วมมือกันในบางเรื่อง แต่ไม่ถึงขั้นสนิทสนม

“ผมเพิ่งได้ทราบข่าวร้ายของคุณ ต้องขอโทษด้วยนะครับที่มาเยี่ยมล่าช้า”

พอหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาตามคำเชิญ อานนท์ที่หันหน้าไปยกมือไหว้สวัสดีคุณ อรพิน จึงหันมาสนทนากับเจ้าของบ้านหนุ่ม อนุชินขยับร่างย้ายจากเก้าอี้วิลแชร์มานั่งยังโซฟาอีกตัว โดยมีนางพยาบาลคนพิเศษคอยช่วยเหลือไม่ห่าง สร้างความหมั่นไส้ให้แขกผู้มาเยือนยิ่งนัก

มุขธิดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสนใจเขา ใบหน้าขาวใสเฉยเมย แสดงท่าทางเหมือนไม่เคยรู้จักเขามาก่อน

“ไม่เป็นไรครับ จริงๆผมก็ไม่ได้บอกใครมากนัก มีเพียงเพื่อนในกลุ่มไม่กี่คนที่รู้เรื่องอุบัติเหตุของผม” อนุชินบอกพลางกุมมือบางที่ช่วยพยุงตนเองนั่ง แสดงความเป็นเจ้าของต่อหน้าแขกหนุ่ม มุขธิดาตกใจเกือบจะชักมือหนี แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงยอมให้อนุชินกุมมือเธอไว้อย่างนั้น

และวูบหนึ่งเธอสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งแววตากร้าวกระด้าง กำลังมองมายังเธอ...

“แต่ดูอาการของคุณตอนนี้ อีกไม่นานก็น่าจะกลับมาเดินได้ป๋อแล้วนะครับ ผมขอเอาใจช่วยคุณอีกแรง” ปากนั้นพูดกับเจ้าของบ้านก็จริง ทว่าสายตาคมกริบนั้นจดจ้องไปทางนางพยาบาลตาไม่กะพริบมากกว่า ก็จะไม่ให้หายวันหายคืนได้ยังไง ก็เล่นได้พยาบาลดีเสียขนาดนี้ มาช่วยทำกายภาพบำบัดหรือมาหาเรื่องให้ท่าจับผู้ชายรวยๆก็ไม่รู้

ยิ่งมีประสบการณ์จากเขาสั่งสอนมาให้เสียหลายท่า คงไม่คิดจะเอามาใช้กับคนพิการขาเป๋หรอกนะยัยหนูหริ่ง

คนคิดอกุศลในใจชักเริ่มหงุดหงิด นึกไม่ชอบใจใหญ่เมื่อเห็นเจ้าหล่อนยอมปล่อยมือน้อยให้อนุชินกุมไว้ สายตาหวานเกินธรรมดานั้นก็อีก มันทำให้เขารู้สึกกรุ่นในอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“เมื่อก่อนอาการชินเขาหนักกว่านี้อีกนะคะ ป้านี้กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยก็ว่าได้ อดสงสารเขาไม่ได้ คนเคยเดินเหินได้คล่องแคล่ว แล้วต้องมานอนแบ็บเป็นซากผักจะขยับไปไหนแต่ละที ลำบากเหลือเกิน” คุณอรพินกล่าวเสริมเสียงนุ่ม หลังจากท่านเดินเข้าไปสั่งเด็กรับใช้ให้ยกน้ำผลไม้สดมาออกมาต้อนรับแขก

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่บ้านหลังใหญ่โตหลังนี้ของบุตรชายคนโต ขาดแขกผู้มาเยี่ยมเยือน พอวันนี้ได้รับเกียรติจากคนดั่งอย่าง อานนท์ บูรณกำจร คุณอรพินจึงรู้สึกปลื้มใจมากเป็นพิเศษ ไม่เคยคิดว่าชายหนุ่มจะให้ความสำคัญกับแค่ลูกค้าธรรมดา โดยการลงทุนมาเยี่ยมด้วยตัวเอง

ผิดกับมุขธิดา ตอนเธอเห็นเขาก้าวขาลงมาจากรถมาครั้งแรก หัวใจเธอนั้นหล่นวูบ ใจหายแทบแย่ กลัวเขามาอาละวาดอะไรกับเธออีก ทั้งที่วันนั้นเธอก็ยอมรับเงินจากเขา เพื่อยุติความสัมพันธ์ใดๆทั้งหมด เขาบอกจะเลิกวุ่นวาย หาเรื่องกับเธออีก แล้วต่างคนต่างอยู่ เงินก้อนนั้นยังนอนอยู่ในห้อง เธอคิดว่าจะยกให้ป้าเอาไปใช้หนี้สินให้เสี่ยชัย ต่อไปจะได้เสียดอกได้น้อยลง

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนเวลา เดี๋ยวอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะคะคุณนนท์ อย่าเพิ่งหนีกลับเสียละ ป้าอยากอวดฝีมือการทำอาหารให้คุณนนท์ลองชิมดู จะสู้คุณหญิงละไมได้หรือเปล่า...” เนื่องจากตัวนางเองนั้นเป็นสมาชิกมูลนิธิเดียวกันกับแม่ของชายหนุ่ม พอได้พูดคุยกันพอสมควรมาก่อน

“ยินดีครับ พอดีเย็นนี้ผมไม่มีธุระที่ไหนต้องไปทำต่อ ยังไงต้องขอรบกวนคุณป้าด้วยนะครับ”  คนแข็งกระด้างพูดจาอ่อนน้อมลง จนทำให้คนที่ได้รับแต่ความรุนแรงกระด้างกระเดื่องจากเขามาโดยตลอดรู้สึกขัดหูขัดตา มุขธิดาเหลือบสายตาวาวใสขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลา ประจวบเหมาะพอดีที่อานนท์นั้นกำลังเหล่สายตามองมาทางเธออยู่เหมือนกัน มุขธิดาเกือบเผลอตัวสะดุ้ง ดีที่รีบก้มหน้าหลบสายตาของราชสีห์ได้ทัน ก่อนแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กลบเกลื่อน อานนท์ทันเห็นเขายิ้มติดมุมปากไม่ให้ใครเห็น

และการที่อานนท์ไม่ปฏิเสธตอนถูกคุณอรพินชวนทานข้าวเย็น เป็นเพราะเขาอยากรู้ความจริงบางอย่าง มุขธิดาอยู่ค้างบ้านหลังนี้เลยหรือว่าไปกลับบ้านของตนเองกันแน่

“นั้นนั่งคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวป้าต้องขอตัวเข้าไปดูของในห้องครัวเสียหน่อย สั่งเด็กเขาให้จัดเตรียมเครื่องปรุงไว้รอ กลัวจะทำกันไม่เป็น”

“ให้มุขเข้าไปช่วยด้วยคนนะคะคุณป้า” หญิงสาวที่นั่งสงบปากสงบคำมานานเอ่ยอาสา เมื่อเธอรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศโดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายตาดูแคลนของนายซาตานตัวร้าย เขาจ้องเธอเหมือนเธอกำลังก่อการร้ายอะไรอย่างนั้นแหละ คนประสาท

“จะดีหรือมุข คุณพักบ้างก็ได้นะ ลำพังแค่ดูแลผม มุขก็เหนื่อยจะแย่ ยังจะไปช่วยคุณแม่ท่านทำอาหารอีกทำไม” อนุชินบอกเพราะอดเป็นห่วงหญิงสาวไม่ได้ มุขธิดาไม่เคยนิ่งเฉย เมื่อเธอว่างจากการดูแลเขา เธอมักจะอาสาทำนู่นทำนี้เสมอ

มุขธิดาก้มลงยิ้มอ่อนให้เจ้าของบ้าน

“ฉันไม่เหนื่อยสักนิดนี่คะ อยากช่วยคุณป้าทำอาหารมากกว่า” เธอตบหลังมือเขาเบาๆ เพื่อบอกว่าไม่เป็นไร ให้เธอเข้าไปช่วยทำอาหารเสียดีกว่ามานั่งทนเห็นหน้าคนที่เธอเกลียด

แขกของบ้านหรี่ตามองมือทั้งสอง รู้สึกเคลือบแคลงใจถึงความสัมพันธ์สองคนนี้ เขาชักสีหน้าเล็กน้อย แต่แอบไม่ให้ใครจับสังเกตได้ รู้สึกหมั่นไส้ตงิดๆ ทำไมสองคนนี้ถึงได้ดูไม่เหมือนคนไข้กับนางพยาบาลธรรมดา สายตาสองคนนี้ดูเหมือนมันมีความพิเศษต่อกัน

มันคงต้องมีอะไรนอกเหนือ มากไปกว่าที่เขาเห็นตอนนี้ ซึ่งเขาต้องสืบรู้ให้ได้...

อาหารมื้อค่ำสำหรับเจ้าของบ้านที่ห่างหายจากการต้อนรับแขกมานาน ถือว่ารสชาติของมันอร่อยถูกปากมากกว่าทุกวัน การสนทนาบนโต๊ะอาหาร ส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับฝ่ายเจ้าของบ้าน ส่วนแขกหนุ่มมีหน้าที่คอยรับฟังพร้อมกับพยักหน้าเออออตามเท่านั้น ในเมื่อสายตาของอานนท์ มัวแต่สอดส่ายมองหาแม่สาวพยาบาลพิเศษของอนุชินอยู่ รสชาติอาหารจะอร่อยหรือไม่ อานนท์ยังรับรสสัมผัสไม่ได้ด้วยซ้ำ

มุขธิดาขอปลีกตัวเข้าไปช่วยงานในห้องครัวต่อ โดยให้เหตุผลว่าเธอยังไม่หิวมาก แล้วจะขอทานข้าวข้างในห้องครัวกับคุณแม่บ้านใหญ่เลย แม้นอนุชินกับคุณอรพินจะคัดค้าน ทว่าหญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิม ทั้งสองจึงไม่บังคับอะไรต่อ ปล่อยให้หญิงสาวขลุกตัวอยู่ในห้องครัว เพราะตอนนี้แขกผู้มาเยือนนั้นสำคัญที่สุด 

จนเมื่อถึงเวลาดึกพอสมควร อานนท์เลยเอ่ยปากขอตัวกลับ ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะเขาได้ยินเด็กรับใช้เดินเข้ามารายงานเจ้าของบ้านทั้งสอง มุขธิดาขอตัวกลับบ้านก่อนเวลา เนื่องจากเกิดอาการปวดท้องเฉียบพลัน มันเลยทำให้อานนท์คลายใจเรื่องที่พักของหญิงสาว มุขธิดาไปกลับระหว่างบ้านตนเอง ไม่ได้อาศัยค้างคืนที่บ้านของคนไข้...  

แต่ไอ้อาการป่วยกะทันหันของหญิงสาว ทำเอาอานนท์คันหัวใจยุบยับ นั้นมันข้ออ้างหลบหน้าเขามากกว่า มารยาของหญิงสาวทั้งนั้น ทำไมเขาจะไม่รู้ เห็นมีแต่ไอ้หมอนี่ละมั้งที่หลงเชื่อ ตื่นตัวทำเหมือนหนูหริ่งกำลังจะตาย อานนท์ถึงกับส่ายหัว

คราแรกทั้งอนุชินกับคุณอรพินมีท่าทางตกใจมาก เอ็ดเด็กรับใช้ที่เข้ามารายงานเสียงข่ม ทำไมถึงเพิ่งมาบอก แล้วปล่อยให้มุขธิดากลับบ้านเองได้ยังไง ทั้งที่เกิดอาการเจ็บป่วยแบบนั้น แทนที่จะให้อยู่พักผ่อนให้หายดีเสียก่อน ห้องหับของบ้านมีออกมากมาย  

 เด็กรับใช้รีบลนลานอธิบายเพิ่มเติมปากคอสั่น คุณพยาบาลทานยาจนค่อยยังชั่วแล้วก่อนกลับ อาการปวดท้องไม่ร้ายแรงอะไรมาก แค่โรคกระเพาะธรรมดา และที่สำคัญ เป็นความต้องการของคุณพยาบาลเองที่ห้ามไม่ให้บอกใคร ด้วยเห็นว่าเจ้าของบ้านกำลังติดต้อนรับแขกอยู่นั่นเอง...

อานนท์เลี้ยวรถออกจากบ้านของอนุชิน เมื่อกล่าวคำล่ำลากับเจ้าของบ้านเรียบร้อย ชายหนุ่มขับรถมาตามถนนในซอยมืดเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาคมกริบสะดุดเข้ากับร่างบอบบางคุ้นตา เจ้าหล่อนกำลังเดินแอบอยู่ริมข้างทาง ในมือยกโทรศัพท์แนบหู ไม่ได้สนใจรถยนต์ที่กำลังขับผ่านตนเอง

 อานนท์เขม้นสายตาเข้มจ้องมองร่างผอม ดูให้แน่ใจหนูหริ่งป่วยจริงหรือไม่ เมื่อนึกถึงอาการปวดท้องของเจ้าหล่อนขึ้นมา

ว่าแต่มืดค่ำป่านนี้ แถมยังเป็นซอยเปลี่ยว ทำไมเจ้าหล่อนยังกล้าเดินเท้าเปล่าออกมาเพียงลำพัง ไม่กลัวถูกฉุดบ้างเลยหรือไงกันนะ แทนที่จะเรียกรถรับจ้างให้ไปส่งหน้าปากซอยก็ได้ คนแอบเป็นห่วงแต่ไม่ยอมรับบ่นอุบอิบในใจ

อานนท์เกือบจะชะลอรถเข้าข้างทาง ครั้นพอดีมีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดเทียบข้างหญิงสาวตัดหน้าเขาเสียก่อน อานนท์จึงขับต่อเรื่อยๆ

ใครวะ!

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคมเริ่มบึ้งตึง อานนท์ค่อยๆผ่อนความเร็วของรถลง โดยไม่ให้ผิดสังเกต...

“ขึ้นมาเลยมุข...” เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ร้องสั่งผ่านหมวกกันน็อค โดยไม่ลืมยื่นอีกใบส่งให้ผู้เป็นน้องสาว มุขธิดารับมาถือไว้แล้วจัดการสวมใส่ศีรษะทันที

“มุขหิวจังเลยพี่โมช แวะเข้าตลาดโต้รุ่งก่อนนะ มุขอยากกินก๋วยเตี๋ยวไก่มะระร้านป้าฟอง...” มุขธิดาร้องขอพร้อมกับกระโดดขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ของพี่ชาย เขาอาสาจะขับมารับเธอกลับ เนื่องจากวันนี้ไม่มีโอให้ทำ พรุ่งนี้ติดวันหยุด พี่โมชจึงไม่รีบร้อนกลับบ้านไปพัก

“หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว บิดเลยพี่ชาย...” เธอร้องสั่งเสียงทะเล้น เมื่อยื่นมือทั้งสองข้างโอบรัดรอบเอวหนาเอาไว้กันตก และภาพนั้นทำให้คนในรถสปอร์ตกำพวงมาลัยเข้าหากันแน่นจนนิ้วมือไร้เลือดหล่อเลี้ยงดูซีดขาว

“อ้าว...ไหนมุขบอกว่าบ้านนายชินเขาเลี้ยงข้าวเย็นทุกมื้อ ปกติพี่ก็ไม่เห็นเรากลับไปกินข้าวที่บ้านเสียหน่อย” คนเป็นพี่ตะโกนถามแข่งกับเสียงลม

คนฟังย่นจมูกให้ไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้เธออดข้าวเย็น

 ก็จะไม่ให้เธอหิวจนไส้จะขาดได้ยังไงไหว กว่าจะนึกหาทางเลี่ยงกลับออกมาจากบ้านอนุชินได้ โดยไม่ต้องออกไปเผชิญหน้ากับไอ้ซาตานใจร้าย  เธอต้องแกล้งทำเป็นปวดท้อง เพื่อให้คุณป้าแม่บ้านเชื่อ แล้วยอมอนุญาตให้เธอกลับบ้าน ถึงแม้นจะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมื่อเธอต้องปล่อยหน้าที่ในการดูแลอนุชินขึ้นห้องพัก ให้คุณแม่บ้านจัดการต่อ แต่จะทำอย่างไรได้ เธอไม่อยากเห็นหน้าไอ้คนน่ารังเกียจนี่นา...

“วันนี้มุขไม่ได้ร่วมโต๊ะกับชินเขาหรอก พอดีชินเขามีแขกมาหาที่บ้านน่ะ”

และแขกที่ว่านั่น พอเห็นท่าทางสนิทสนมของหนุ่มสาวบนรถมอเตอร์ไซค์ เขาถึงกับกัดฟันกรอด หัวใจร้อนรน มองภาพหวานชื่นของทั้งคู่ยามกอดกันแนบชิดอยู่บนรถ ทำให้ อารมณ์หงุดหงิดวิ่งลิ่วๆขึ้นหัวสมองสูงปรี๊ด

อานนท์ยกฝ่ามือฟาดลงบนพวงมาลัยอย่างแรง เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงมือสักนิดแต่เขากลับรู้สึกเจ็บตรงหน้าอกด้านซ้ายนี้มากกว่า นี่เขาเป็นอะไรไป มันเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจของเขากันแน่ ทำไมเขาต้องเกิดอาการทุรนทุราย ยามเมื่อเห็นหนูหริ่งกำลังระริกระรี้อยู่กับผู้ชายอื่นต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นอนุชิน หรือแม้กระทั่ง ไอ้หนุ่มเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ข้างหน้าเขานี้ด้วย

ไม่ได้หึง เขาไม่ได้หึงยัยนี้เด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ อานนท์รีบสะบัดใบหน้าเรียกสติ...

 เจ้าหล่อนมีดีอะไรกัน ทั้งที่เขายังหาไม่เจอสักข้อเดียว ทั้งจนทั้งไร้สกุลรุนชาติ หาความทัดเทียมกับเขาไม่ได้สักอย่าง หรืออาจเป็นเพราะความแปลกใหม่ในรสรักที่เขาได้เฉยชม ทำให้เขายังนึกติดใจ จนไม่อาจเพิกเฉยต่อมุขธิดาได้...

อานนท์เม้มปากสนิท พร้อมกับเหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ พารถสปอร์ตพุ่งทะยานผ่านหน้ารถมอเตอร์ไซค์ไปด้วยความแรงสูง จนเกิดลมปะทะเข้ากับตัวรถมอเตอร์ไซค์จนเกือบทำให้เสียหลักล้ม ดีที่ปราโมชไม่ได้บิดค้นเร่งเร็วนัก เนื่องจากถนนเส้นนี้นั้นเป็นถนนส่วนบุคคลแถมยังเป็นซอยแคบอีกต่างหาก

 เขาเลยประคองตัวรถให้วิ่งได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ย่นใบหน้าคมเข้มมองท้ายรถแรงไปจนสุดตา ภายในใจได้แต่นึกก่นด่าไอ้รถตีนผี คิดว่าถนนนี้เป็นของมันคนเดียวหรือไงกันวะ ถึงได้ขับเสียเร็วโดยไม่แกลงใจรถคันอื่นในซอยแคบ...

ส่วนคนซ้อนท้ายนั้นจำได้แม่นยำ รถที่ขับผ่านไปด้วยความเร็วสูงจนเกือบทำให้รถมอเตอร์ไซค์ของเธอเสียหลักล้ม ใครเป็นคนขับ มุขธิดากำมือเข้าหาเอวพี่ชายไว้ เธอได้แต่รู้สึกเจ็บใจ ต่อให้หนียังไงเขาก็ยังคงตามมาราวีเธอได้ตลอดสินะ นายอานนท์ บูรณกำจรณ์ ไอ้คนสารเลว...

 

 

คนหัวเสียเดินกระแทกลมหายใจหนักหน่วงเข้าคอนโดส่วนตัว วันนี้เขาขี้เกียจกลับเพนท์เฮาส์หรือจะพูดตามตรง เขาไม่ได้กลับไปนอนค้างที่นั่นนับตั้งแต่วันที่เขาพาหนูหริ่งไปปู่ยี่ปู่ยำ เมื่อภาพในวันนั้นมันยังคงตามหลอกหลอนจนทำเอาเขานอนหลับไม่เต็มตาสักวัน อีกทั้งกลิ่นหายหอมประหลาด ไม่ได้เหม็นสาบอย่างที่เขามักชอบพูดใส่หน้าเจ้าหล่อน กลิ่นกายหอมอ่อนเย็นชื่นใจ มันยังคงคละคลุ้งฟุ้งกระจายติดเตียงนอน

 และแม้กระทั่งทุกซอกทุกมุมในเพนท์เฮาส์ของเขาก็ว่าได้...

อานนท์กำลังเอื้อมมือกดตัวเลขบนหน้าแผงไฟของลิฟต์ พอดีสัญญาณโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาเสียก่อน อานนท์หยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอ เพราะคิดว่าถ้าหากเป็นพิชยา เขาจะไม่รับสายเจ้าหล่อน ทว่าไม่ใช่อย่างที่เขากลัว แต่ปรากฏเป็นชื่อของไอ้เลขาหนุ่มคู่กาย อานนท์จึงคลายอารมณ์เบื่อหน่ายเป็นหงุดหงิด หัวคิ้วเข้มย่นเข้าหากัน ดึกป่านนี้มันยังมีเรื่องอะไรโทรมารายงานเขาได้อีกวะ...

ชายหนุ่มกดรับสายเมื่อสัญญาณยังคงส่งเสียงดัง แล้วคนด้านข้างที่กำลังยืนรอลิฟต์เหมือนกันหันมามอง อานนท์เดินเลี่ยงออกมาหยุดยืนอีกทาง พร้อมส่งเสียงเข้มติดรำคาญกรอกใส่ตอนกดรับสาย...

“ว่าไงสันติ มึงมีเรื่องสำคัญอะไรโทรมาหากูเสียดึกป่านนี้” อานนท์ส่งเสียงรำคาญอย่างไม่จริงจังสักเท่าไหร่ ก็คงจะเป็นเรื่องสำคัญอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคนรู้ใจเขาเสียทุกอย่าง จะกล้าโทรมารบกวนในเวลาดึกดื่นป่านนี้ทำไม เพราะมันเป็นเวลาพักผ่อนสำหรับเขา ด้วยเคยสั่งห้าม อะไรที่ไม่สำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตายห้ามโทรมาเด็ดขาด

ส่วนปลายสายกำลังคิดหนัก เรื่องนี้ไม่รู้สำคัญพอสำหรับเจ้านายหรือเปล่า สันติแอบกลืนน้ำลาย พร้อมกรอกเสียงรายงานเรื่องที่ตัวเองไปจัดการมาเมื่อช่วยเย็น ทุกอย่างสำเร็จเป็นไปตามความต้องการของคุณอานนท์ทุกประการ แม้นในตอนแรกเขาต้องเสียแรงเจรจานานหลายชั่วโมงสักหน่อย แต่ทุกอย่างลงเอยด้วยดี

ที่ว่าล่าช้าเพราะดูเหมือนทางนั้น ดันมีความต้องการในสิ่งเดียวกันกับเจ้านายเสียด้วย เขาแอบสังเกตจากแววตายามเจรจาพูดคุยกัน ดูเหมือนไอ้หมอนั่นมันแอบคิดไม่สื่อกับลูกค้าสาวอยู่ไม่น้อย ถึงได้ไม่ยอมรามือง่ายๆ เขาจำเป็นต้องยื่นเสนอพร้อมจำนวนเงินมากกว่าของจริงกว่าหลายเท่าตัว ทว่าฝ่ายนั้นยังคงเล่นแง่ให้เขาต้องปวดหัว แม้นสุดท้ายทุกอย่างจะลงเอ่ยได้ดีก็เล่นเอาเขาต้องข่มใจมากพอดู

แต่เขาไม่ได้ไว้วางใจเสียทีเดียว ยังกลัวมันจะเล่นสกปรกขึ้นมา จึงต้องดักทางกันมันไว้ก่อน 

“ผมจัดการตามที่คุณนนท์สั่งเรียบร้อยแล้วนะครับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนแต่ว่าเอ่อ...” สันติเล่าถึงปัญหาที่เขาไม่สบายใจ และต้องการคำสั่งให้ลงมือจัดการอะไรสักอย่างจากเจ้านาย

อานนท์รับฟังด้วยท่าทางนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการอะไรออกมา ซึ่งแตกต่างจากดวงตาราชสีห์ร้ายของเขา มันกลับส่งประกายเข้มจัดเมื่อลูกน้องรายงานทุกอย่างจบ  

“พรุ่งนี้มึงส่งคนของเราไปเฝ้าเอาไว้ก็แล้วกัน แต่ยังไม่ต้องทำอะไรจนกว่ากูจะสั่ง” สันติตอบรับคำสั่ง รู้สึกโล่งใจแทนใครบางคน

อย่างน้อยคงจะปลอดภัยขึ้นมาก ถ้าหากอยู่ในความดูแลของนายอานนท์...

 “อืม...แค่นี้ใช่ไหม เรื่องสำคัญของมึง” อานนท์กรอกเสียงเรียบนิ่งเมื่อเขาพยายามข่มให้มันสงบ ไม่อยากให้ไอ้ลูกน้องตัวดีมันจับผิดสังเกต คิดว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

“ครับ...” สันติตอบรับ

“พรุ่งนี้กูขอเอกสารทุกอย่างก่อนแปดโมงเช้า แล้วแจ้งยกเลิกนัดทั้งหมดให้กูตลอดทั้งวัน ถ้าใครมีปัญหา โอนสายมาให้กูจัดการ...” อานนท์สั่งเสียงเข้ม ดวงตาราชสีห์ผยองวาวโรจน์เมื่อนึกถึงคำพูดของสันติ มันนึกว่ามันเป็นใคร ริอาจจะเล่นกับราชสีห์ร้ายอย่างเขาได้ง่ายอย่างนั้นเหรอ

เหอะ!ไอ้กระจอก อะไรที่มันขึ้นชื่อว่าเป็นของเขา หมาตัวไหนมันก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องได้ทั้งนั้น...

 

 โปรดติดตามตอนต่อไป...


 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha