เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 13 : Ep10 : เรื่องวุ่นวายของผู้ชายขี้หงุดหงิด(จบบท)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


พร้อมให้โหลดซื้อแล้ววันนี้

เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...” 



เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจากห้องครัว “ครับมุข...” ผมหยุดความคิดลง พร้อมวางอัลบั้มรูปภาพของเธอไว้ในกล่องอย่างดี ผมชอบแอบถ่ายรูปตอนเธอทำงานบ้านยามเผลอ มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ผมจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ เพราะรูปภาพเหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีต ให้ระลึกถึงแม้ยามที่เราแก่เฒ่า นี่คือภรรยาสุดที่รักของผม ชีวิตของผมที่ถูกเติมเต็มด้วยเธอคนนี้คนเดียว เสน่หารักนี้คือเธอ...




เข้าสู่วันที่สามเห็นจะได้ มุขธิดาต้องยืนเก้ออยู่หน้าบ้านของตนเอง สายตาสดใสมองผ่านลอดซี่รั้วออกสู่ถนน ยังไม่เห็นมอเตอร์ไซค์เจ้าประจำขับมาจอดสักที ทำให้เสียงเอะอะโวยวายพลอยหายตามไปด้วยอีกต่างหาก มันเลยทำให้ชีวิตของเธอ เหมือนขาดหายอะไรสักอย่าง

เอ...สองคนนั้นหายหน้าไปไหนกันน่า ทำไมไม่เห็นมาเก็บดอกเลยสามวันนี้

ภายในใจนั้นไม่ได้รู้สึกยินดีกับการไม่ต้องเสียเงิน เมื่อสำนึกในด้านดีตามสายอาชีพงาน ทำให้มุขธิดาแอบกังวลใจเรื่องอุบัติเหตุเสียมากกว่า หญิงสาวเดินหน้ามุ่ยเข้ามานั่งรอยังโต๊ะม้าหินอ่อน คอยชะเง้อคอยื่นยาวออกเป็นระยะ กะจะโทรสอบถามให้ได้ความกระจ่าง เธอก็ไม่กล้า กลัวเสี่ยอนุชัยเจ้านายของเพื่อนซี้สองคนนั้นเป็นผู้รับสาย เธอไม่อยากสนทนากับผู้ชายแบบนั้น กลัวเขาจะเข้าใจเตลิด หลงคิดว่าเธอเปลี่ยนใจ ยอมเป็นภรรยาลับซึ่งควบตำแหน่งพี่เลี้ยงของลูกชาย

ปราโมชเดินออกมาหน้าบ้านเหลือบเห็นน้องสาวนั่งหน้ามุ่ย

“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะมุข ไม่รีบเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว เดี๋ยวก็ได้ไปบ้านนายชินเขาสายหรอก หรือวันนี้เราหยุด” ปราโมชเดินลากรองเท้าผ้าใบคู่กายมาหย่อนสะโพกนั่งลงบนม้าหินอ่อน เขาเลิกหน้ามองสีหน้ายุ่งเหยิงของน้องสาวแล้วส่ายหัว ยังมีเรื่องอะไรให้ต้องคิดมากนักหนา

“ก็พี่เชิดกับพี่ดำนะสิพี่โมช ไม่เห็นมาเก็บดอกบ้านเราตั้งสามวันแล้วน่ะสิ ไม่รู้เกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า มุขรู้สึกใจคอไม่ดี” มุขธิดาบอกพี่ชาย รู้สึกอดเป็นห่วงสองชายฉกรรจ์หน้าโหดไม่ได้เหตุใดถึงไม่ยอมมาเก็บดอกเบี้ย จะว่าครอบครัวเธอชำระหนี้จนครบหมดทุกบาททุกสตางค์ก็ไม่ใช่   เงินก้อนแรกที่เธอได้จากอานนท์มา นำไปจ่ายเป็นเงินต้นให้เสี่ยชัยจำนวนยังไม่ถึงครึ่งของเงินต้นด้วยซ้ำ

“นั่นสินะ...พี่กะจะถามเราอยู่พอดี เห็นเงียบมาสามวัน ไม่เห็นไอ้สองตัวนั่นมาแหกปากหน้าบ้านเราให้หนวกหู” ปราโมชเงยหน้าขึ้นหลังจากผูกเชือกรองเท้าเสร็จ เขาแสดงความแปลกใจไม่ต่างจากคนเป็นน้อง ก่อนตบเท้าลงกับพื้นเบาๆเพื่อเตรียมความพร้อม

“หรือจะรวบเก็บทีเดียวตอนสิ้นเดือน แต่คนนิสัยเค็มยิ่งกว่าเกลืออย่างเสี่ยชัย ไม่น่ายอมให้ลูกค้าเก็บดอกรายวันรวบยอดทีเดียวตอนสิ้นเดือนแน่นอน”

“นั่นนะสิ มุขถึงกลัวทั้งสองคนจะไปเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา ศัตรูยิ่งเยอะแยะอยู่ด้วย”

สิ่งที่เธอกังวลใจคือเรื่องความปลอดภัยของพี่ทั้งสองคนนั้นมากกว่าเรื่องเงินทอง ตอนนี้ทางบ้านเธอเริ่มคล่องตัวมากขึ้น สามคนต่างช่วยกันทำงานหาเงินอย่างเต็มที่ ยิ่งพอพี่โมชได้ทำงานประจำเพิ่มมาอีกคน บวกกับตัวเธอยังได้งานพิเศษคอยดูแลอนุชิน เรื่องเงินสำหรับเอาไว้จ่ายดอกเบี้ยรายวันจึงไม่มีปัญหาให้กลัดกลุ้มเหมือนช่วงแรก

“แต่พี่ว่าตอนนี้มันสายมากแล้วนะ มุขควรเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะดีกว่า เพราะพี่จะรีบไปทำงานแล้วเหมือนกัน เอาไว้พรุ่งนี้พี่จะโทรไปหาเสี่ยชัยให้ จะถามข่าวไอ้สองคนนั้นให้ด้วย ถ้าเกิดตายขึ้นมาจริงจะได้ทำบุญกรวดน้ำไปให้ถูก”

 ปราโมชพลิกข้อมือดูนาฬิกาพร้อมกับพูดจาเย้าแหย่ เขายังไม่เคยลืมวันแรกที่ปะทะกับไอ้โหดสองตัวนั่น มันขู่เขาไว้ซะมากมาย แล้วมันจะแปลกอะไร ถ้าหากสองคนนั้นเกิดถูกยิงตายขึ้นมา สร้างศัตรูไว้เสียรอบตัว ทำตัวกร่างคิดว่าใครๆต้องยอมสยบลงให้ ก็ถ้าเขาไม่ติดหนี้นายของพวกมัน มีรึใครเขาจะยอมให้มันข่มขู่

“พี่โมชก็ไปแช่งเขา...” มุขธิดาค้อนพี่ชายตากลับ พลางลุกขึ้นยืนเพื่อเดินเข้าบ้านจัดการตัวเอง วันนี้อนุชินมีนัดตรวจที่โรงพยาบาล เขานัดให้เธอเลยไปที่นั่นโดยไม่ต้องย้อนเข้าบ้านของเขาให้เสียเวลา วันนี้เธอเลยไม่ค่อยรีบเท่าไหร่ เนื่องจากโรงพยาบาลดังกล่าวอยู่ใกล้เส้นทางบ้านของเธอนั่นเอง

ปราโมชมองแผ่นหลังบอบบางของมุขธิดา ริมมุมปากกระตุกยิ้มบาง ดวงตาคมกริบดูอ่อนแสงลง เขานึกขอบคุณสวรรค์บนฟ้า ที่ส่งน้องสาวผู้แสนดีคนนี้มาให้ครอบครัวของเขาดูแลต่อจากพ่อแม่แท้ๆของเจ้าตัว

น้องสาวเขาก็นิสัยแบบนี้เสียทุกที พอคุยถูกคอกับไอ้สองตัวนั่นเข้าหน่อย ใจนั้นก็อ่อนยวบยาบ แค่มันหายตัวกันไปสามสี่วันมานั่งหน้าอมทุกข์ กังวลกลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง...

 

 

ผลการตรวจร่างกายครั้งนี้สร้างความดีใจให้กับครอบครัว ปราบดากรณ์ยิ่งนัก นับว่าเป็นข่าวดีในรอบสองปีก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณอรพิน ท่านถึงกับเดินเข้ามาสวมกอดมุขธิดาด้วยความรู้สึกซึ้งใจ

เพราะอีกไม่นานนางจะได้ลูกชายคนเก่งกลับคืนมาเสียที  

“ป้าไม่รู้จะขอบคุณหนูมุขยังไงให้สมกับความดีของหนู ป้าขอบคุณนะ ขอบคุณจากหัวใจที่หนูทำเพื่อตาชินหลายอย่างเหลือเกิน” ท่านเอ่ยขึ้นหลังจากดึงร่างบอบบางของมุขธิดามานั่งลงบนเก้าอี้ด้านหน้าห้องตรวจ รอยยิ้มดีใจผุดขึ้นเต็มวงหน้านวล หญิงสาวยิ้มดีใจเช่นกัน  

“เพราะชินได้กำลังใจดีจากทุกคนด้วยหรอกค่ะ ลำพังแค่มุขคนเดียว ชินคงไม่ฟื้นตัวเร็วขนาดนี้”

มุขธิดาตอบรับท่านพร้อมรอยยิ้มกระจายเต็มดวงหน้างดงาม วันนี้หัวใจเธอรู้สึกเบาโหวง ไม่ได้รู้สึกหน่วงลึกเหมือนวันแรกที่เจอหน้าคนเคยทำร้ายหัวใจเธอมาก่อน  ถึงแม้นการจากลากับอดีตชายคนรัก จะทำให้เธอต้องเสียน้ำตาอย่างหนัก และคิดว่าเธอคงลืมเขาได้สนิทใจ ทว่าเมื่อวันนี้ที่ได้กลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง หัวใจเจ้ากรรมของเธอนั้นกลับยังมีเขาไม่เคยลืม แต่เธอจะไม่ยอมกลับไปยืนในจุดที่เธอเองได้เดินผ่านมาด้วยความเจ็บปวดทรมานอีกแล้ว สิ่งที่เธอมีให้กับอนุชินได้ดีที่สุดตอนนี้ คือความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น

“อีกเรื่องที่ป้าอยากขอบหนูมากๆ คือที่มุขยอมให้อภัยพวกเราทุกคน” มุขธิดายิ้มในหน้าก่อนบีบมือท่านเพื่อให้กำลังใจ

“หนูเข้าใจดีค่ะคุณป้า อย่าเก็บเอาเรื่องเก่ามาคิดมากอีกเลย ถ้าหากเป็นหนูก็คงต้องทำแบบนั้นเหมือนกันล่ะค่ะ” คนเข้าใจดีระบายยิ้มสดใสสื่อให้คุณอรพินคลายวิตกในใจ พร้อมส่งสายตาอย่างที่ตนเองพูดเพื่อยืนยันจากใจแท้จริง เพราะไม่ต้องการให้คนแก่ต้องขุดเอาเรื่องเก่าในของอดีต เก็บมาทำให้ปัจจุบันนั้นเป็นทุกข์ใจอีกต่อไป

“ตอนนี้ป้าจะไม่ห้าม จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือวุ่นวายกับชีวิตรักขอตาชินอีก ที่แล้วมาป้าไม่ดีเองเอาแต่มองคนแค่เปลือกนอก มองแค่ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเท่านั้น ไม่เคยมองลึกเข้าไปถึงความดีหรือแม้กระทั่งจิตใจ ผลตอบแทนมันก็อย่างที่หนูเห็น อดีตลูกสะใภ้ของป้า เขาสามารถทิ้งตาชินได้ภายในพริบตา เขาไม่แม้แต่จะอยู่ร่วมทุกข์กับชินเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่สุด ป้าจะรอหนูกลับมาเป็นลูกสะใภ้ของป้าเหมือนเดิม อย่าทำให้คนแก่ผิดหวังนะหนูมุข” คุณอรพินมัดมือชกกับประโยคสุดท้าย

มุขธิดาเตรียมอ้าปากพูด เพื่อแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อเธอนั้นมีคำตอบเอาไว้ในใจตั้งแต่รับปากเป็นนางพยาบาลพิเศษนั่นแล้ว ครั้นจะพูดปฏิเสธไปเลยตอนนี้ มันคงดูไม่สมควรสักเท่าไหร่ เอาไว้ถ้าอนุชินหายดีเป็นปลิดทิ้งจนเดินได้คล่องเมื่อไหร่ เธอจะพูดกับเขาอย่างเปิดใจอีกที...

“คุณพินคะ...ใช่คุณพินจริงๆด้วย”

และพอดีกับที่มีเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งท่านแต่งตัวภูมิฐาน น่าเคารพยำเกรง นอกเหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้มุขธิดาตัวชาวาบ จังหวะการเต้นของหัวใจช้าลง เมื่อคนข้างกายของหญิงวัยกลางคนผู้นั้น คือคนที่เธอไม่คิดว่าจะได้เจอ เขากำลังยืนหน้าขรึมไม่ห่างจากสายตา   

“คุณพี่ละไม สวัสดีค่ะ” คุณอรพินรีบยกมือขึ้นไหว้ทันทีตอนที่นางเอี้ยวตัวตามเสียงทัก และรู้ว่าคือใคร นางคลี่ยิ้มก่อนลุกขึ้นยืน

“มาหาหมอเหมือนกันหรือคะนี่ ไม่ได้เจอกันที่สมาคมเสียนานเลย คิดถึงจะแย่” คุณหญิงละไมเดินส่งยิ้มมาหยุดยืนตรงหน้าคุณอรพินกับมุขธิดา นางทอดสายตาอบอุ่นมองหน้าหญิงสาวที่ยกมือขึ้นไหว้ รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เหมือนนางจะเคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อน

มุขธิดากำลังจะยกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่มตามมารยาท พอดีเขาสะบัดหน้าพรืดจนเธอยกมือเก็บแทบไม่ทัน

“คิดถึงเหมือนกันค่ะ วันนี้น้องไม่ได้มาหาเองหรอกค่ะคุณพี่ พาตาชินเขามาตรวจเช็กร่างกายตามหมอนัด”

“ลูกชายคนโตนะหรือคะ ตายจริง แล้วนี่เป็นอะไรมากหรือเปล่า ทำไมไม่เห็นส่งข่าวบอกกันบ้าง พี่จะได้ไปเยี่ยมเยียน”

คุณหญิงละไมรีบดึงแขนคุณอรพินให้นั่งลงพร้อมกันบนเก้าอี้ด้วยท่าทางตกใจ นานเกือบครึ่งปีเห็นจะได้ที่เพื่อนสมาคมคนนี้หายหน้าหายตาไปเลย และด้วยความที่สนใจเรื่องของเพื่อนร่วมสมาคม ทำให้คุณหญิงลืมพ่อลูกชาย อานนท์ยืนหน้ามุ่ยหลังจากยกมือไหว้คุณอรพิน ก่อนเดินผ่านเลยหน้ามุขธิดาถัดเก้าอี้อีกฟากฝั่ง นั่งกอดอกยกขาขึ้นไขว่ห้างยังฝั่งตรงข้าม มุขธิดารีบก้มใบหน้าลงงุด ตอนเห็นเขาเดินเข้ามาใจเธอเกือบหล่น หลงคิดว่าเขาจะมานั่งข้างๆเธอเสียอีก พอเห็นเขาเดินเลยนั่งห่างออกไปอีกฝั่ง หญิงสาวถึงกับพ่นลมหายใจ

สายตาพญาราชสีห์ตวัดมองค้อน ก่อนจะเสมองทิศทางอื่น ไม่ได้ให้ความสนใจร่างบางที่เอาแต่นั่งก้มหน้า เขานะเห็นแม่หนูหริ่งนั่งประจอประเจกับคุณอรพินตั้งนานแล้ว นึกหมั่นไส้กับภาพครอบครัวสุขสันต์เสียมากกว่า ดูทำท่าทางเข้าสิ เหมือนแม่ผัวลูกสะใภ้นั่งกุมมือให้กำลังใจเพื่อรอผัวกับลูกชายออกมาจากห้องตรวจก็ไม่ปาน...

 คุณแม่ทั้งสองท่านนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนลืมดูเวลา  อาจลืมแม้กระทั่งตัวเองพกพาเอาลูกชายตัวโตของตนมาโรงพยาบาลด้วย ซึ่งคนหนึ่งกำลังนั่งหน้าตาบูดบึ้ง ส่วนอีกคนนั้นดีหน่อยที่ยังติดคุยถึงอาการอยู่กับคุณหมอประจำในห้องตรวจ

 แต่สำหรับมุขธิดาได้แต่นั่งกระสับกระส่ายอย่างไร้สุข ด้วยเหตุผลเพราะคนนั่งฝั่งตรงข้ามเป็นเหตุ เห็นเขาจ้องมาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรยิ่งทำให้เธอรู้สึกคันผิวระยิบไม่กล้าขยับเขยื้อน ขนาดหายใจยังต้องค่อยๆเลย

 คราแรกเธอสะดุ้งโหยง รีบหลุบเปลือกตาลงมองมือบนตัก ตอนเธอเห็นดวงตาของเขาเหมือนลุกโชนด้วยไอร้อนของไฟ ก่อนจะรีบก้มหน้าลงดุจเดิมด้วยหัวใจตุ๊มๆต่อมๆ จนเมื่อรู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนมีลมร้อนพัดผ่านผิวกาย และลำแขนเรียวเสียดสีเข้ากับอะไรสักอย่าง ก่อนเธอจะกลายร่างเป็นหินตัวแข็งทื่อ เมื่อเธอสะดุดเข้ากับลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่เหนือศีรษะ

นายอานนท์ คนบ้า เขาจะลุกขึ้นมานั่งข้างเธอทำไมกันนะ มุขธิดาเม้มกลีบปากอิ่มเข้าหากันแน่น นี่เขาคิดจะทำอะไรเธออีก...

กลิ่นน้ำหอมสำหรับผู้ชายรอยเอื่อยเตะจมูกเล็กรั้น ทำเอามุขธิดารีบขยับเบี่ยงกายเข้าใกล้ร่างคุณอรพินมากกว่าเดิม ท่านไม่ได้สนใจ ด้วยว่าคงกำลังติดพันในการพูดคุยอยู่คุณหญิงละไม

“ทำเป็นลืมผัวเก่า...” มุขธิดาถึงกับมือสั่นหน้าร้อนวูบวาบตอนได้ยินเขาพูดขึ้นมาลอยๆ แต่ก็พยายามข่มอาการสั่นเอาไว้พร้อมทำเป็นนิ่งเฉย คนปากสุนัขไหนบอกจะไม่ยุ่งกับเธออีกแล้วไง

“ระวังจะท้องไม่มีพ่อขึ้นมาก็แล้วกัน เล่นมีทั้งผัว ทั้งชู้ในเวลาใกล้เคียงกันขนาดนี้ เกิดท้องขึ้นมาใครจะกล้ารับ” คำพูดเจ็บทรวงยังคงดังลอยๆขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่เธอไม่คิดจะต่อปากต่อคำให้เปลืองน้ำลาย แม้นส่วนลึกอยากจะบอกเขาใจแทบขาด มันจะไม่มีวันนั้น วันที่เธอท้องลูกของเขา ไม่มีทางที่เธอจะยอมปล่อยให้ตัวเองตั้งท้องกับผู้ชายจิตไม่ปกติ ชอบมองคนไม่เป็นคนเพียงแค่เขาเกิดมาด้อยกว่า แต่มุขธิดาทำเพียงนั่งก้มหน้า ไม่แสดงอารมณ์ใดเพื่อเป็นการโต้เถียงต่อคำยั่วยุ ไม่อยากให้เขาได้ใจคิดว่าเธอรู้สึกรู้สากับคำพูดเหล่านั้นของเขา อยากพ่นอะไรออกมาก็แล้วแต่เลย ตามสบาย

 นานครั้งเธอถึงจะเงยหน้าขึ้นมองประตูห้องตรวจสักครั้ง ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้อนุชินออกมาจากข้างในห้องนั้นเสียที เพราะเธอกลัวจะหมดความอดทนลงเสียก่อนลุกขึ้นมาอาละวาด ฟาดหน้าของคนปากเสียสักฉาดให้หายโมโห

อานนท์มองตามสายตาของหญิงสาว หัวใจหนุ่มเริ่มร้อนรุ่ม อยากจะกระชากร่างเล็กนี้ให้หัวสั่นหัวคลอน แล้วตะโกนใส่หน้าดังๆ ผัวนั่งขนาบข้างอยู่ตรงนี้ทั้งคน แต่แม่เจ้าประคุณกลับส่งสายตาปรอยคอยมองหาแต่ชู้

ว่าแต่ แล้วนี่เขายอมรับแม่นี่เป็นเมียตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ ทั้งที่เขาปฏิเสธหัวชนฟ้ามาตลอด เขาไม่ได้คิดอะไรพิเศษกับเจ้าหล่อนเกินเลยมากกว่าความต้องการเพื่อสนองตอบอารมณ์ของตนเองเท่านั้น ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วย จะสำคัญพอให้เขาหงุดหงิดไปทำไม

อานนท์กัดปาก ย่นใบหน้าหล่อ รู้สึกหงุดหงิดตนเอง จนพาลนึกโมโหคนด้านข้างตามไปด้วย...

 “มองหาแต่ชู้ คิดว่ามันจะกลับมาหาเธออีกหรือไง ระวังตัวเอาไว้บ้างก็ดี มันจะหลอกฟันแล้วเขี่ยเธอทิ้งอีกครั้ง เหมือนอย่างที่มันเคยทำกับเธอครั้งก่อนนี้ไง”

 คราวนี้มุขธิดาถึงกับหันใบหน้าขวับ ตวัดสายตาเขียวขุ่นมองอานนท์อย่างไม่พอใจ ทั้งที่พยายามตั้งใจจะไม่สนใจคำพูดของเขาแล้วแท้ๆ แต่มันก็อดไม่ได้ ยิ่งเป็นเรื่องราวอดีตความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอนุชิน นี่เขาไปรู้ไปได้ยินมาจากไหน ใครเป็นคนเล่าให้เขาฟัง หรือว่าจะเป็นคุณอรพินที่หลุดปากบอกเขาในวันนั้น

 ทว่านี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอแท้ๆ เขามายุ่งวุ่นวายอะไรด้วย หรือเขาจ้างนักสืบเพื่อสืบประวัติของเธอ แต่จะรู้มาจากไหนเขาก็ไม่มีสิทธิ์มาละเมิดเรื่องส่วนตัวของคนอื่นทั้งนั้น คงคิดว่าตัวเองมีเงินแล้วคิดอยากจะทำอะไรก็ได้สินะ คนนิสัยไม่ดี

“คงไม่คิดว่าฉันจะรู้สินะ” อานนท์ถามเสียงยั่ว

“แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยเล่า...” เธอกัดฟันตอบ

“นอนด้วยครั้งเดียวบอกไม่เกี่ยว ต้องนอนกับเธอสักกี่หนหึ...ฉันถึงจะเกี่ยวได้”

คนชอบพูดยั่วยุอารมณ์โกรธโน้มใบหน้าลงถาม นัยน์ตาคมกล้าแสมองไปยังประตูห้องต่างๆ เป็นการกลบเกลื่อนพิรุธเพื่อไม่ให้ทั้งสองแม่จับได้ ตอนนี้เขากำลังเล่นสงครามน้ำลายอยู่กับแม่พยาบาลคนพิเศษของอนุชิน

พยาบาลพิเศษซึ่งควบตำแหน่งอดีตคนรักเก่าอย่างนั้นรึ หึ...ถูกไอ้หมอนั้นมันเฉดหัวทิ้งไปครั้งหนึ่งแล้วแท้ๆ ยัยหนูหริ่งยังไม่รู้จักหลาบจำเอาซะบ้างเลย ยังกล้าคิดหวนกลับไปคืนดี เพื่อจุดถ่านไฟเก่าให้มันลุกพรึบขึ้นมาอีกครั้งหรือไง

“คนปากเสีย”

“จะลองจูบกับฉันอีกสักครั้งไหมล่ะ พิสูจน์ดูไงว่ามันเสียจริงหรือเปล่า” เขาตอบโต้ไม่ลดละ ดูสิหนูหริ่งจะยังทำปากเก่งกับเขาได้สักกี่น้ำ เมื่อกี้ยังเห็นนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่แท้ๆ พอแตะไอ้อนุชินเข้าหน่อย กล้าลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำกับเขาเชียวนะ

“เชิญคุณไปจูบกับชะนีเถอะฉันเหม็นขี้หน้าคุณเหลือเกิน” มุขธิดาตอบกลับเสียงสะบัด แอบส่งค้อนให้ชายหนุ่มอย่างลืมตัว

“จูบกับเธอนี่ละดีที่สุด สนุกกว่ากันตั้งเยอะ”

“จะได้ถูกฉันตบให้อีก หรือคราวก่อนคุณเกิดติดใจอยากให้ฉันตบคุณอีก”

“ถูกใจปากเธอมากกว่า ถึงจะดูสกปรกไปนิด แต่ก็ไม่เลวจนฉันทนไม่ไหว”

“ไอ้ผู้ชายโรคจิต” มุขธิดากัดฟันด่าตวัดสายตาเขียวปั๊ดมองอานนท์

“ยัยผู้หญิงสกปรก” อานนท์เองก็ไม่คิดยอมแพ้เช่นกัน

 ทั้งสองแอบส่งสายตาวาวโรจน์เพื่อใช้ห้ำหัน จนเมื่อประตูห้องตรวจเปิดกว้าง สงครามน้ำลายถึงได้ยุติลง

“มุขครับ...อ้าว คุณนนท์สวัสดีครับ”

อานนท์ขยับตัวลุกขึ้นยืนค้อมศีรษะเพื่อเป็นการทักทาย เมื่อรถเข็นวิลแชร์ของคนป่วยถูกเข็นพามาถึงตรงหน้าเขา อนุชินเอ่ยทักทายเสียงสุภาพ โดยไม่ลืมส่งยิ้มอบอุ่นให้นางพยาบาลพิเศษของตนเอง

มุขธิดาเดินเข้าไปยืนแทนที่คุณหมอ แตะมือลงกับที่เข็นรถของอนุชินไว้อย่างรู้หน้าที่ อานนท์เขม้นตามองอย่างขัดใจ แต่พยายามเก็บอาการเหล่านั้นไว้อย่างสุดฤทธิ์ ส่วนคุณหมอวัยกลางคนเดินเข้าไปพูดคุยกับคุณอรพินหลายประโยคก่อนจะขอตัวเข้าตรวจคนไข้รายอื่นต่อไป

มุขธิดาที่กำลังจะระบายลมหายใจออกอย่างโล่งอก เมื่อเธอกำลังจะได้หลุดพ้นจากความรู้สึกอึดอัดใจตรงนี้เสียที แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิด

เมื่อคุณหญิงละไมกลับเอ่ยปากเชื้อเชิญให้ทุกคนร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง มุขธิดาถึงกับยืนอึ้ง มองคุณอรพินใจตุ๊มๆต่อมๆ แอบส่ายหน้าเบาๆลุ้นขอให้ทั้งท่านพูดปฏิเสธด้วยเถิด เพราะเธอไม่อาจทนเห็นหน้าของนายอานนท์ได้นานกว่านี้อีกแล้วนะสิ

 ทว่าทั้งคุณอรพินกลับเห็นดีเห็นงาม พูดตอบตกลงตามคำเชิญของคุณหญิงละไม ก่อนทั้งสองครอบครัวจะนัดแนะสถานที่ โดยที่เธอได้แต่ยืนใบหน้าสลดรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตไปโดยปริยาย

 เสี้ยวหนึ่งนั้นเธอแอบเห็นใบหน้าถูกใจของอานนท์ ดูเหมือนเขาจะดีใจมากเป็นพิเศษ เขาคงกำลังคิดหาคำพูดร้ายๆ เพื่อเอามาเล่นงานเธออีกตามเคย ผู้ชายนิสัยเลวอย่างเขาคงดีแต่เที่ยวทำร้ายผู้หญิงไม่มีทางสู้นั่นแหละ คิดอะไรดีๆกับเขาเป็นเสียที่ไหน...

 

 

“ทำไม? เวลาอยู่ต่อหน้าผัวตัวเอง มันทำให้กลืนข้าวไม่ลงคอหรือไง ไม่เหมือนเวลาอยู่กับชู้สองต่อสองสินะ เห็นทำหน้าระรื่นระริกระรี่ แทบจะป้อนข้าวกันด้วยปากอยู่แล้วมั้งนั่น”

คนพาลกำลังยืนกอดอกพิงหน้าประตูทางเข้าห้องน้ำ มุขธิดาชะงักเท้า ปรายหางตามองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มเพียงเล็กน้อย แล้วคิดจะเดินต่อ หมายให้ตนเองเร่งฝีเท้าเพื่อเดินให้ถึงโต๊ะอาหารให้ไวที่สุด เธอเบื่อจะฟังน้ำคำร้ายกาจจากผู้ชายจิตบกพร่องอย่างนายอานนท์เต็มทน ขนาดเธอขอตัวมาเข้าห้องน้ำ เขายังตามออกมาราวีเธออยู่ได้ นี่เขาไม่คิดเบื่อบ้างหรือไง ถึงได้คอยตามไล่จิกไล่กัดเธอไม่เคยห่าง ทั้งที่เขากับเธอสมควรจะยุติความสัมพันธ์ใดๆต่อกันไปตั้งแต่วันนั้น ตามข้อตกลงที่เขายินยอมถ้าเธอรับเงินก้อนนั้นเอาไว้

มุขธิดาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หมายใจจะเดินให้ถึงห้องอาหารให้เร็ว ทว่าความตั้งใจนั้น กลับต้องสะดุด เมื่อข้อมือเล็กของเธอถูกคนไวกว่าฉุดรั้งเอาไว้ ก่อนเขาลากเธอเข้าไปยังที่ลับตาผู้คน

มุขธิดาใจหาย ไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำอุจอาจกับเธอในร้านอาหาร

“เอ๊ะ!คุณนนท์ปล่อยฉันนะคะ” เธอพยายามแกะนิ้วมือแข็งแรงตรงข้อมือออก รู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยกับการจู่โจมเอาแต่ใจของเขา ใจเธอนั้นกลัวคนในห้องอาหารจะผิดสังเกต เหตุใดเธอถึงหายออกมานานนัก อีกอย่าง เธอไม่แน่ใจว่าอานนท์ให้เหตุผลกับพวกนั้นตอนลุกออกจากโต๊ะอาหารว่าอะไร กลัวเขาบอกออกมาเข้าห้องน้ำเหมือนกัน และมันคงดูไม่ดีแน่ ถ้าทั้งเธอกับเขา หายตัวออกมานานพร้อมกับเช่นนี้

“ไม่ปล่อย” คนพาลก้มหน้าพูดเสียงยั่ว นึกชอบใจใบหน้าตื่นกลัวของหนูหริ่ง เห็นแล้วมันทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้เป็นกอง

อาจด้วยเพราะหลายวันมานี้ เขารู้สึกปวดหัวกับการตามหาข้อผิดพลาดบางอย่างเกี่ยวกับงาน ตอนนี้เขากำลังสั่งตรวจสอบรื้อค้นรายละเอียดย้อนหลังเมื่อหลายปีก่อน จึงพบเข้ากับข้อผิดสังเกตหลายจุดตรงตารางส่งสินค้า ราวกับเหมือนมีใครมาแก้ไขโดยที่เขาไม่รู้ และคนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับแผนกนี้ คือคนเก่าคนแก่ ที่บิดาเขาไว้ใจมาเนิ่นนาน

การได้ต่อล้อต่อเถียงกับหนูหริ่งทำเอาอารมณ์เครียดก่อนหน้านี้ดีขึ้นเป็นกอง

“คุณคิดจะทำบ้าอะไรอีกคะคุณนนท์ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนได้ยิน” เธอกระตุกข้อแขนเพื่อต้องการให้มันหลุด แต่ทว่าอานนท์แข็งแรงกว่า เขาเพิ่มแรงบีบข้อแขนของเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม

“อยากร้องก็ร้องสิ ใครห้ามปากเธอไว้ละ ถ้าเธออยากให้ไอ้ชู้รักของเธอมันรู้ว่าเราสองคนเคยเล่นจ้ำจี้กันมาก่อนก็ตามใจเธอนะ ฉันไม่แคร์อะไรอยู่แล้ว” คนพาลลอยหน้าตอบ

“เอ๊ะ! ก็ไหนคุณสัญญากับฉันว่าคุณจะเลิกตอแยกับฉันแล้วไง ทำแบบนี้คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย พูดจาสับปลับ ไม่มีอะไรจริงสักอย่างเดียว” มุขธิดาขึ้นเสียงขุ่น

“ก็พิสูจน์มาแล้วไม่ใช่หรือ ลูกผู้ชายหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันสามารถทำให้เธอส่งเสียงกระเส่าใต้ร่าง คุณนนท์คะ คุณนนท์ขา มุขขอ...”

“คนจิตสกปรก ปากเสีย คุณก็รู้อยู่แก่ใจ ฉันไม่ได้สมยอม วันนั้นคุณขืนใจฉันต่างหาก” หญิงสาวโมโหจนตัวสั่นเทิ้ม กำมือข้างที่ถูกเขาจับไว้แน่น รู้สักอับอายในสิ่งที่เขายกเอามาล้อเลียน ในเมื่อวันนั้นเธอถูกเขาล่อลวงให้หลงเพลิดจนติดกับเสน่หาอันหอมหวาน เธอไม่อาจควบคุมร่างกายได้อย่างตั้งใจ เขาแตะนิดแตะหน่อย ร่างกายของเธอพลอยอ่อนยวบ มันเหมือนมีไฟร้อนลวกไปตามผิวกายเธอ ยอมปล่อยให้เขาได้เชยชมสมใจ จับจูงเธอเดินเข้าสู่สรวงสวรรค์ สถานที่ที่เธอไม่เคยพบพานมาก่อนเลยในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า...

“แล้วไง เมื่อสุดท้ายเธอนั้นก็ยอมให้ฉัน...อยู่ดี” คนพูดละสิ่งที่คิดไว้ในใจ พร้อมกวาดตามองร่างเล็กตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แล้วคลี่ยิ้มมุมปากด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

ภาพร่างน้อยอวบอิ่มนอนร้องครวญครางใต้ร่างกำยำ ยามเขาแทรกกายกระแทกเข้าหา เธอส่งเสียงหวานกรีดร้อง ขอให้เขาปรนเปรอความสุขล้ำให้ไม่ขาดปาก เขาไม่เคยลืมแม้เสี้ยววินาที มันยังจำฝั่งอยู่ในหัวใจทั้งดวงนี้ของเขาอยู่เลย ถึงเขาจะสั่งให้สมองหยุดคิดเรื่องไร้สาระ พร้อมก่นด่าตัวเองให้เลิกทำตัวเหลวไหล ทำเหมือนผู้ชายแรกรักยามเจอสาวถูกใจ เมื่อผู้หญิงอย่างมุขธิดาไม่ได้มีคุณค่าพอให้เขาต้องมาจดจำเจ้าหล่อนเอาไว้ตรงหัวใจดวงนี้เลยนี่นา หัวใจที่เขายังไม่คิดยกให้ใครมาก่อน

 ทว่าหัวใจเจ้ากรรมมันกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ทุกลมหายใจเข้าออกของเขานับตั้งแต่วันนั้น มันยังมีผู้หญิงคนนี้เดินเล่นอยู่ตลอดมา เขาถึงได้รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน จนคิดหาทางระบายออก ลงกับตัวต้นเหตุอยู่นี่ไง

เขาไม่อยากยอมรับ และไม่รู้หรอกไอ้อาการบ้าบอนี้มันจะเรียกมันว่าอะไร ก็ช่างหัวมันปะไร เพราะถึงอย่างไรเขากับมุขธิดาคงไม่มีทางลงเอยกันได้ ในเมื่อหญิงสาวที่เขาวางมาตรฐานเอาไว้ เธอผู้นั้นต้องดูเหมาะสมและคู่ควรกับตำแหน่ง นายหญิงของ บูรณกำจร ไม่ต่างกับคุณย่าคุณยายและคุณแม่ของเขานั่นเอง...

และเธอคนนั้นคงไม่ใช่มุขธิดา

คนไม่ใช่ช้อนสายตาเจ็บปวดขึ้นตัดพ้อ

“คุณคงมีความสุขกับการได้รังแกผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้คนหนึ่งมากสินะ...”

“อย่าเรียกว่ามีความสุขเลย เรียกมันเป็นความสะใจจะดีกว่า” อานนท์รู้สึกใจหายตอนสบตากับหญิงสาว เขาสัมผัสได้ว่าเธอเจ็บปวดไม่น้อยกับเรื่องวันนั้น ทว่าเขากลับเลือกแสดงออกตรงกันข้าม ไม่อยากให้เจ้าหล่อนได้ใจ เขารู้สึกหวั่นไหวกับเธอจนน่าโมโห

“ฉันไปทำอะไรให้คุณ”

“ไม่รู้สิ เธอทำให้ฉันหมั่นไส้ละมั้ง” อานนท์คิดหาข้ออ้างง่ายๆที่ทำเอามุขธิดาถึงกับไปไม่เป็น

“แค่ความหมั่นไส้นี่นะ ที่ทำให้คุณสามารถลงมือทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งได้ลงคอ” มุขธิดาร้องลั่น พยายามบิดข้อมือของตนเองออกจากฝ่ามือเหนียว

“ฉันไปทำลายชีวิตเธอตอนไหน เรียกมันว่า เป็นการให้ความสุขกับเธอมันถึงจะฟังเสนาะหูมากกว่า อย่าเที่ยวกล่าวหากันนักสิมุขธิดา วันนั้นเธอออกจะมีความสุขไม่ใช่หรือไง แถมยังได้เงินใช้ด้วยอีกต่างหาก”

อานนท์หลิ่วตามองร่างเล็กอย่างหมิ่นแค้น คะนองปากมากกว่าคิดจริงจัง

“คนไร้สำนึก”  มุขธิดากัดฟันกรอด อกใจแทบระเบิด นึกเกลียดชังสายตาหยามหมิ่นของเขาจับใจ  เขาไม่รู้หรือไง เธอเคยเจอกับสายตาประเภทนี้มาตลอดทั้งชีวิต แม้กระทั่งคนที่เธอเคยมอบหัวใจให้เขา ก่อนจากกันวันสุดท้าย เขากลับส่งสายตาแบบนี้มองมายังเธอไม่ต่างกัน ทั้งที่ตอนคบกัน เขาไม่เคยมองเธอด้วยสายตาเช่นนี้สักครั้ง จวบจนวันนั้นที่อนุชินต้องเลือก ระหว่างความรักกับความสุขสบาย เขาเป็นคนลงมือกระชากฟางเส้นสุดท้าย ด้วยสายตาและคำพูดดูถูกความต่างชนชั้นของเธอ ความเจ็บปวด ณ ตอนนั้น มันยังดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำสำหรับความรู้สึกของเธอที่มีในตอนนี้...

มุขธิดารู้สึกเหนื่อยและท้อหัวใจ ดวงตาสุขสกาวเริ่มแดงก่ำน้ำตาไหลคลอ เขาเห็นเธอเป็นตัวอะไร แค่รู้สึกหมั่นไส้แค่นั้นถึงกับลงมือทำลายความภูมิใจกันได้เลือดเย็น

อานนท์ย่นหน้า ตัวชาวาบ สะท้านหัวใจอย่างไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน เขาเกลียดน้ำตาของมุขธิดา เขาไม่อยากเห็นมันอีก น้ำตาของเจ้าหล่อนเปรียบเหมือนเข็มหลายพันเล่ม ถูกโยนเข้าทิ่มตำหัวใจเขาจนรู้สึกเจ็บปวดทรมานขึ้นมา

ชายหนุ่มผละร่างถอยห่าง ตกใจกับสิ่งที่เขาสัมผัสมันได้ถึง ไม่คิดว่าเขาจะรู้สึกรู้สากับผู้หญิงคนนี้มันเสียทุกอย่าง อานนท์หรี่ตามองหญิงสาวอีกครั้ง เขาเห็นน้ำตาเม็ดหนึ่งร่วงลงข้างแก้ม หัวใจเขากระตุก เขาทนไม่ได้...

“อย่าร้อง...”

 คำสั่งที่มาพร้อมกับการถูกรวบตัวเข้าไปกอดปลอบใจ พร้อมซบใบหน้าคมคายลงบนศีรษะทุยหอมกรุ่น ทำเอาคนตัวเล็กกว่ายืนตัวแข็งทื่อ ดวงตาสุขสกาวเบิกโตหัวใจเต้นโครมคราม กะพริบตาถี่ๆเพื่อให้น้ำตาหยุดไหล พลางยืนให้เขากอดรัดเอาไว้โดยไร้การขัดขืน  เพราะเธอมัวแต่ยืนตกตะลึงกับการกระทำของอานนท์

 เขาเป็นบ้าอะไรอีก หรือว่าผีเขา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนเธอตามไม่ทัน...

คนสับสนในอารมณ์ลูบแผ่นหลังบอบบางอ่อนโยน

“ฉัน...เอ่อ...ไม่ได้ตั้งใจ จะทำให้เธอ...เอ่อ...ร้องไห้อีก”

คำพูดติดขัดดังขึ้นแผ่วผิว อานนท์รู้สึกขาดความมั่นใจ ไม่แน่ใจ และเริ่มทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์เช่นนี้  แต่พอหลุดปากพูดแล้ว เขานั้นแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย นี่เขากำลังพูดบ้า ปัญญาอ่อนอะไรออกไปวะ มันไม่ใช่เขา ไม่ใช่นายอานนท์ บูรณกำจร ตัวจริงแน่ๆ

อานนท์ย่นหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน เมื่อเขาเริ่มสับสนในความคิดของตนเอง ทำไมเขาต้องรู้สึกไม่ดียามเห็นน้ำตาของมุขธิดา รู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นเธอไม่สนใจ และไม่ชอบใจเอาเสียเลยยามเห็นเธอให้ความสนิทกับชายหนุ่มคนอื่น เขาไม่เคยรู้สึกห่วงแหน อยากแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของใครมาก่อน

ไม่แม้กระทั่งหญิงสาวที่เขาเคยพูดคุยด้วยมาก่อน...

ความมั่นใจของเขาถูกสั่นคลอน เขาต้องมีความมั่นใจกับทุกสิ่งที่ลงมือทำ และเขาไม่ใช่เด็กน้อยเพิ่งริรัก ที่จะมาพูดจาติดๆขัดๆยามเมื่อใกล้ชิดกะอีแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง มุขธิดาทำให้เขาเสียศูนย์ เสียความมั่นใจ จนไม่เหลือภาพลักษณ์ของนายอานนท์คนเดิม

อานนท์เม้มริมฝีปากขบคิดหนัก

และถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันคงไม่ได้การเอาเสียแล้ว เขาคงต้องหยุดตัวเอง คงต้องยอมตัดใจให้เด็ดขาด เลิกยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงด้อยมาตรฐานสำหรับเขา ก่อนทุกอย่างจะสายจนเกินแก้ไข เขาจะไม่มีทางยอมทำในสิ่งที่หัวใจพลั้งเผลอมากไปกว่าความเหมาะสมและคู่ควร

“ฉันว่าเราควรจะกลับเข้าไปในร้านอาหารกันได้แล้ว”

 อานนท์ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้น เพิ่มน้ำเสียงให้ฟังดูกระด้าง เขากำลังคิดจะดันร่างในอ้อมแขนออกห่าง เมื่อตั้งใจมุ่งมั่น เขาจะเลิกยุ่งกับแม่หนูหริ่งเสียที ในเมื่อมุขธิดาเองก็แสดงท่าที ไม่ได้อยากเกี่ยวสัมพันธ์สวาทอะไรกับเขาต่อ แถมเจ้าหล่อนยังดูรังเกียจเขามากมายเสียด้วยซ้ำ  และอาจด้วยเหตุผลนี้ มันเลยทำให้เขาเกิดอยากเอาชนะ เลยยังตามตอแยเจ้าหล่อนไม่เลิก ชายหนุ่มโยนให้ความรู้สึกอยากเอาชนะเป็นตัวรับผิดชอบในที่สุด เขาจะไม่ยอมดึงเอาเรื่องของหัวใจ เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้หญิงแบบมุขธิดา  

แต่ทว่าความตั้งใจนั้นกลับถูกพับเก็บใส่ลิ้นชัก เพราะคำพูดต่อมาของหญิงสาวเป็นเหตุให้อานนท์สะดุดลมหายใจ ความคิดก่อนหน้าเริ่มไขว้เขว วงแขนที่กำลังจะปล่อยลง ค้างชะงัก

“อย่าเพิ่งเลยค่ะ ฉันอยากยืนตรงนี้ต่ออีกสักหน่อย” ว่าพลางกระชับวงแขนกอดร่างใหญ่ไว้แนบสนิท เบียดร่างนิ่มของตนเข้าหาร่างแกร่ง อาการตัวแข็งทื่อก่อนหน้าปรับเปลี่ยนเป็นอ่อนระทวย ก่อนหลับตาพร้อมซบหน้าลงกับหน้าอกอบอุ่น อานนท์หรี่ตาลงมองการกระทำของมุขธิดา เขาเริ่มรู้สึกเหมือนหญิงสาวดูแปลกไป

“ฉันคงต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองเสียใหม่” มุขธิดาดันร่างออกเล็กน้อยพร้อมช้อนสายตาหวานขึ้นมองสบตาคมกริบ พยายามข่มอาการขยะแขยงผู้ชายคนนี้ฝังไว้ในใจ คนอย่างนายอานนท์ ถ้าเธอยิ่งหนีเขาจะยิ่งไล่ตาม ยิ่งสนุกเมื่อเห็นเธอขลาดกลัว มุขธิดาเลยคิดใช้สติปัญญาสำหรับคิดวางแผนกำจัดอานนท์ให้ออกจากชีวิตของเธอเป็นการถาวร

 และตอนนี้ดูเหมือนเขากำลังสนุกมากกับการเล่นเกมแมวไล่จับหนูไร้ทางสู้อย่างเธออยู่สินะ เขาถึงยังคอยตามตื๊อ จิกกัดเธอไม่เลิกรา พอเห็นเธอสู้ไม่ได้เขาเลยสนุกใหญ่ ถ้าเขาสนุกกับการเล่นเกมนี้นัก เธอจะยอมกระโดดลงไปร่วมเล่นด้วยก็ได้ เธอจะไม่ยอมปล่อยให้เขาเล่นสนุกอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นเธอจะต้องเลิกหนี แล้วเปลี่ยนเป็นกระโจนเข้าใส่มันเสียเลย แล้วมาคอยดูก็แล้วกัน เกมนี้ใครจะแพ้ ใครจะชนะ

“ความคิดอะไรของเธอ” อานนท์ขมวดคิ้วเข้ม ถามเสียงเย็น เขาเริ่มได้กลิ่นไม่ดี

“ก็ความคิดที่ว่า ฉันน่าจะหันมาจับคุณมากกว่าจะหนีไง...”

 “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ! เธอคิดจะจับฉัน?อย่างนั้นเหรอ” อานนท์เริ่มเสียงดัง ส่งเสียงโวยวายถามย้ำ พร้อมขยับร่างหนาแล้วดันร่างเล็กกว่าออกห่าง เหมือนคำพูดจากปากมุขธิดา กลายเป็นของร้อนลวกตัวเขาอย่างไรอย่างนั้น

“ใช่ค่ะ...” มุขธิดาพยักหน้ายืนยันแล้วยิ้มยั่ว เธอเห็นแววตาเขาสับสน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากกว่าปฏิกิริยาของเขาที่แสดงออกมา

“ฉันจะจับคุณให้ได้” มุขธิดายิ่งย้ำคำเดิมน้ำเสียงหนักแน่น เพื่อให้แผนนี้สำเร็จเร็วขึ้น ก่อนกระแซะร่างอิ่มเข้าหาอย่างท้าทายอารมณ์ ทว่าอานนท์กลับถอยหลัง ยกมือขึ้นเบรกห้ามไว้

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย แล้วช่วยเก็บความคิดโง่ๆของเธอกลับไปด้วย”

“ทำไมล่ะคะ ความคิดฉันมันดูโง่ตรงไหน ฉันว่านี่เป็นหนทางฉลาดที่สุดแล้วต่างหาก” หญิงสาวยังฝืนทำสีหน้ายิ้มระรื่น เธอกำลังเดินถูกทางแล้ว 

“ฉลาดกะผีเธอนะสิ” อานนท์ตวาดลั่น เริ่มหงุดหงิดกับท่าทีดูเปลี่ยนไปของหญิงสาว

“อ้าว! ก็คุณออกจะร่ำรวยใหญ่โต ถ้าฉันจับคุณได้ ฉันก็กลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร สบายไปร้อยชาติเลยนะนั่น”

“หันไปสองกระจกแล้วชะโงกหน้าดูตัวเองก่อนจะคิดจับฉัน ยัยหนูหริ่งสกปรก มันมีตรงไหนที่คิดว่าเธอจะจับฉันได้ ความสวยอย่างนั้นเหรอ...เหอะ!” อานนท์กวาดตามองรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า พร้อมส่ายหัว มุขธิดาเริ่มไม่พอใจ แต่เธอสะกดกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้ กลัวแผนจะแตกเอาเสียก่อนมันจะสำเร็จ

“ผู้หญิงที่ฉันควงเล่น ที่คิดว่าดูแย่ที่สุด มันยังดูดีกว่าเธอร้อยเท่าพันเท่าด้วยซ้ำ ไหนบอกมาหน่อยสิ เธอจะควักของดีอะไร เพื่อเอามันมาจับฉันได้” อานนท์เหยียดปากออก เขายกมือขึ้นกอดอกส่งสายตาท้าทาย รอฟังดูสิว่าหนูหริ่งจะยกเอาอะไรขึ้นมาเสนอ เพื่อจับเขา

“ไม้เด็ดฉันมีแน่ และคุณก็ออกจะติดใจมันด้วยซ้ำนี่คะ ไม่อย่างนั้นคุณจะตามตื๊อ ถึงขั้นหาเรื่องเข้าใกล้ฉันทำไม” ทันทีที่จบคำพูด มุขธิดากลั้นใจยื่นมือสั่นน้อยๆออกไปลูบไล้ลำแขนล่ำของเขา แล้วช้อนสายตาหวานเชิญชวน

“หรือว่าคุณจะเถียง ว่าไม่จริง”

“ยัยผู้หญิงบ้า...”

อานนท์เบ้หน้า ส่งสายตาขุนเขียวมองหญิงยั่วตรงหน้า อยากปฏิเสธว่าไม่จริง แต่พอถูกยั่วเข้าหน่อยใจเขาดันแกว่งไม่เป็นท่า อานนท์เลยผลักร่างน้อยจนเซไปทางด้านหลังด้วยความโมโห ก่อนกระแทกส้นเท้าเดินหน้าแดงก่ำกลับออกไปด้านนอกมุมอับลับตาคน เพื่อเดินกลับเข้าไปด้านในห้องอาหาร

มุขธิดาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลูบใบหน้านวลเพื่อคลายความกังวล

“เฮ้อ!ค่อยหายใจสะดวกขึ้นมาหน่อย” เธอส่ายหัวพร้อมเม้มปากตนเองไว้แน่น คิดว่าคราวนี้เขาคงไม่กล้าเอาตัวเองเข้ามาใกล้เธออีกแล้วละ คงต่างคนต่างอยู่ ไม่ตามมาราวีกันอีก เขาคงกลัวเธอจะไล่ตามจับเขาอย่างที่เธอแสดงออกไปเมื่อกี้

จบสิ้นกันเสียทีนะ ไอ้คนจิตไม่ปกติ บาย...

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha