เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 14 : Ep11 : เงามืด (จบบท)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจากห้องครัว “ครับมุข...” ผมหยุดความคิดลง พร้อมวางอัลบั้มรูปภาพของเธอไว้ในกล่องอย่างดี ผมชอบแอบถ่ายรูปตอนเธอทำงานบ้านยามเผลอ มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ผมจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ เพราะรูปภาพเหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีต ให้ระลึกถึงแม้ยามที่เราแก่เฒ่า นี่คือภรรยาสุดที่รักของผม ชีวิตของผมที่ถูกเติมเต็มด้วยเธอคนนี้คนเดียว เสน่หารักนี้คือเธอ...


เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...”



ย่างเข้าสู่เดือนที่ห้า พัฒนาการเดินของอนุชินเริ่มเข้าสู่ปกติ เขาไม่ต้องคอยพึ่งไม้เท้าช่วยพยุงตัว สามารถเดินเองได้ด้วยตัวเองอย่างคล่องแคล่ว สุขภาพร่างกายของเขาก็เช่นกัน มันกลับมาหล่อสมบูรณ์แบบเหมือนดั่งเดิม และตอนนี้เขากลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนเกิดอุบัติเหตุได้อีกครั้ง แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังทางด้านสรีระร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามเขาใช้น้ำหนักลงที่ส่วนขาโดยการเดินเร็วๆเด็ดขาด เขาทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด เพราะไม่อยากกลับไปนอนเป็นผักไร้ชีวิตเหมือนหลายปีที่ผ่านมา มันทรมานจนเขาเข็ดขยาด

 อาจด้วยเพราะเขามีกำลังใจที่ดี ทั้งจากครอบครัวเอง และคนดูแลพิเศษ มุขธิดาคือกำลังใจสำคัญที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา เธอคือเหตุผลหลักที่ทำให้เขาอยากกลับมาเป็นอนุชินคนเก่า เพื่อต้องการกลับไปแก้ไขอดีต ที่เขาเคยทำเลวระยำเอาไว้มากมายกับหญิงสาว ช่วงเวลาไม่นานเลยกับการได้รับความดูแล เอาใจใส่ จากผู้หญิงที่เขาเคยทอดทิ้งเธออย่างไม่ไยดี ร่างกายทุกส่วนของเขา เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในทางที่ดีขึ้น เขามีความมุ่งมั่นจะต้องทำมันให้สำเร็จ เพื่ออยากกลับไปทำเรื่องราวดีๆ ให้คนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตครอบครัวด้วยในอนาคต

ตอนนี้เขากลับมามีชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น เข้าสังคมและกลับเข้ารับตำแหน่งงานที่บริษัทบิดาได้เช่นเก่า ในทุกวันเขาจะต้องมาขลุกตัวเองอยู่ในบ้านหลังน้อย เมื่อมุขธิดากลับเข้าทำงานในส่วนของโรงพยาบาลเต็มตัว เมื่อคนไข้อย่างเขา หายเป็นปกติ

“อย่าเด็ดอย่างนั้นสิชิน เดี๋ยวผักก็ได้ช้ำมือหมดพอดี” เสียงหวานเอ็ดขึ้น เมื่อเธอเหลือบเห็นดอกแคในมือใหญ่ ถูกบีบเสียเละและซ้ำดูไม่น่ากิน

“ก็มันดึงยากจะตายไอ้ไส้ส้มๆตรงนี้” คนไม่เคยทำโอดครวญ ก่อนวางดอกแคลงในกะละมังสังกะสี ที่มีน้ำเปล่าสะอาดใส่ไว้ครึ่งกะละมัง

“นั้นชินอยู่เฉยๆไปเลย ส่วนที่เหลือเดี๋ยวมุขทำเอง” มุขธิดาแกะเนื้อปลาลงในครกหิน เมื่อพริกสีแดงหอมกลิ่นกะปิตำไว้จนแหลกพร้อม เหลือขั้นตอนทำน้ำแกงส้มเพียงแค่แกะเนื้อปลาใส่อีกแค่อย่างเดียว เป็นอันเสร็จสิ้น

“แต่ชินอยากช่วย” ชายหนุ่มยังคงมีความพยายาม

“นั้นชินมาทำนี่ก็ได้ค่ะ เอากุ้งพวกนี้ไปแกะหัวออก” มุขธิดาขยับหยิบชามใบขนาดกลางมาวางไว้ตรงหน้าชายหนุ่ม แล้วสาธิตวิธีการแกะหัวกุ้งให้เขาดู

“สบายมากครับ อันนี้ไม่ยาก” อนุชินยิ้มประจบ พร้อมลงมือแกะหัวกุ้งโชว์

“แล้วเมื่อไหร่พี่โมชถึงจะกลับมาถึง นี่ใกล้หกโมงเย็นแล้วนะ”

ชายหนุ่มถามพลางพลิกนาฬิกาเรือนหรูขึ้นดูเวลา พอดีวันนี้เขาออกมาพบลูกค้านอกบริษัท ใช้เวลาในการเจรจาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย ทางนั้นยินยอมรับข้อเสนอพร้อมทำตามข้อตกลงร่วมกันทุกประการ รอเพียงเซ็นสัญญาทุกอย่างก็เป็นอันเรียบร้อย ลูกค้ารายนี้ทำให้เขาฟันกำไรเหนาะๆถึงร้อยล้านบาท นับเป็นข่าวดีที่สุดหลังจากเขากลับเข้ามาบริหารงานได้อีกครั้ง เขาอยากแชร์เรื่องราวดีๆ ของเขาให้มุขธิดาได้ฟังอีกคน  จึงขับรถเลยมาหามุขธิดาที่บ้านของเจ้าหล่อน เมื่อโทรหามุขธิดาตอนออกมาจากร้านอาหาร แล้วเธอบอกว่ากำลังออกเวรจะกลับบ้านเร็วเหมือนกัน เขาเลยอาสาขับรถไปรับเธอที่โรงพยาบาล และขับมาส่งเธอที่บ้าน เพื่อขอข้าวเย็นทานด้วยสักมื้อ

การเกื้อกูลกันมาเป็นปีทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหญิงสาวดำเนินสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

“คงอีกสักพัก วันนี้วันศุกร์ รถคงติดน่าดู” มุขธิดาเงยใบหน้าพราวเม็ดเหงื่อตรงบริเวณหน้าผากมนขึ้น เพื่อบอกชายหนุ่ม อนุชินมองใบหน้าใสนั้นอย่างเอ็นดู พร้อมล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าสะอาด ช่วยเช็ดเหงื่อนั้นให้ มุขธิดาผงะร่างถอยห่าง ก่อนตวัดสายตาดุห้ามปราม ทว่าอนุชินกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังส่งยิ้มระรื่นใส่ตาของหญิงสาวอีกต่างหาก

“ชินไม่ได้คิดอะไรเกินเลยสักหน่อย อย่าเอาแต่ส่งสายตาดุนักสิ รู้หรอกน่าตอนนี้มุขให้ได้แค่คำว่า เพื่อน...” อนุชินยิ้มแล้วจับผ้าเช็ดหน้ายัดกลับเข้าที่เดิม

มุขธิดาถอนหายใจ เหนื่อยกับการห้ามคนหัวดื้อ เมื่อเขายืนยัน จะกลับมายืนในตำแหน่งเดิมให้ได้ ส่วนเธอยืนยันเสียงแข็ง เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมันก็ดีอยู่แล้ว...

“ไม่คิดก็ดีแล้วค่ะ มุขยังยืนยันคำเดิมอยู่นะ เราเป็นได้แค่เพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น มันจะไม่มีทางพัฒนากลับไปเป็นเหมือนเดิม” หญิงสาวย้ำ จนคนฟังหน้าสลดลง แต่เพียงชั่วอึดใจ อนุชินก็กลับมาหน้าเป็นเหมือนเดิม เขาวางกุ้งในมือลง หันหลังเช็ดมือ ก่อนจะจับมือเล็กของมุขธิดามากุมไว้

“ชินไม่ท้อหรอก ชินบอกแล้วไง มุขไม่จำเป็นต้องฝืนใจถ้าไม่ต้องการ แต่ชินจะพยายามทำให้มุขกลับมารู้สึกและเป็นเหมือนเดิมด้วยความรู้สึกตรงหัวใจแท้จริงให้ได้ ต่อให้นานแค่ไหน ชินก็ไม่สน”

“แม้มันจะไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้น่ะเหรอชิน” มุขธิดาสวนขึ้นถาม เธอไม่อยากให้เขามามัวเสียเวลา จมปลักอยู่กับอดีตที่เขาอยากกลับไปแก้ไข

“มันไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีอะไรคงทนและแน่นอนอย่างที่เราคิดเสมอไปหรอกมุข วันนี้มุขอาจคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ แต่ใครจะรู้ในวันข้างหน้า อนาคตข้างหน้าเราสองคนอาจเปลี่ยนแปลงไปได้อีกหลายอย่าง เราอาจกลับมารักกัน แต่งงานกัน มีลูกและก็มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบก็ได้ ปล่อยให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ จงอย่ากังวลกับการที่ชินกลับเข้ามาหามุขเลย ชินจะไม่ทำให้มุขต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด มุขสบายใจได้นะ ชินขอแค่ได้ดูแลมุขบ้าง ณ ตอนนี้ได้แค่นี้ชินก็ดีใจจะแย่แล้ว” พูดจบคนพูดยาวเหยียดยื่นนิ้วมือขึ้นบีบจมูกเล็กรั้น

“ก็ตามใจชินเถอะ ถ้าอยากจะขึ้นคานตอนแก่”

“ขึ้นไปพร้อมมุข ชินยอม” ท้ายประโยคยังอดหยอดคำหวานไม่ได้ มุขธิดาส่ายหน้า ก่อนจะลงมือจัดการแกงส้มดอกแคต่อ

“เมื่อวันก่อนชินเจอคุณนนท์ด้วยนะ เจอที่ร้านอาหาร” มุขธิดาหยุดชะงักมือที่กำลังคนน้ำแกงในหม้อ ใบหน้าสวยเรียบนิ่ง ไม่เออออคำใดออกมาทั้งนั้น

“ชินเห็นเขาไปทานข้าวกับผู้หญิงสวยเชียวละ ชื่ออะไรน่า...เอ...ชินว่าชินเคยเห็นในหน้านิตยสารตอนมุขเอามาให้อ่าน แต่ชินจำชื่อของเธอไม่ได้ ดูท่าทางสนิทสนมกันมาก ไม่แน่ใจใช่คนรักของคุณนนท์หรือเปล่า” อนุชินพูดไปเรื่อย โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเฉยเมยของมุขธิดา เธอฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ผู้ชายคนนั้นคืออากาศธาตุสำหรับเธอตั้งนานแล้วนี่นา

คงนับตั้งแต่วันนั้นที่ร้านอาหาร หลังจากเธอลั่นวาจาต้องการจะจับเขา นายอานนท์ ผู้ชายจิตไม่ปกติ ได้หายสาบสูญออกจากชีวิตของเธออย่างคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  ซึ่งเธอถือว่ามันเป็นเรื่องราวที่ดีสำหรับตัวเองมาก ไม่ต้องคอยระวังจะมีใครมาคอยดักฉุดทำร้าย หรือคอยพูดจาจิกกัดให้ระคายหัวใจ...

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวในชีวิตของเธอกลับตาลปัตร พลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือ มันดีวันดีคืนขึ้นอย่างน่าแปลกประหลาดใจ เพราะมีแต่เรื่องราวดีๆผ่านเข้ามา นับตั้งแต่ไร้เงาของผู้ชายที่ชื่อ อานนท์ เข้ามาผัวพันในชีวิตของเธอก็ว่าได้

 และหนึ่งในนั้นคือ เงินหนี้สินของครอบครัวเธอ ถูกยกเลิกสัญญากะทันหัน เมื่อเสี่ยชัยโทรมาบอกข่าวดีกับป้าละมัยด้วยตัวเอง หลังจากพี่โมชโทรเข้าไปถามไถ่ ทำไมถึงไม่ยอมมาเก็บดอกเบี้ย เสี่ยอนุชัยเป็นผู้รับสาย แต่วันนั้นเขาไม่ได้อธิบายอะไรมาก บอกปัดแค่ยังไม่ว่าง ผ่านมาอีกเดือนเศษเสียชัยถึงได้โทรติดต่อกลับเข้ามาหาป้าของเธออีก เสี่ยชัยบอกข่าวดีกับป้าละมัยได้ทำการยกเลิกสัญญาเงินกู้ ในส่วนที่เหลือให้กับลูกหนี้ที่มีพฤติกรรมจ่ายดอกเบี้ยตรงและครบตามเวลา ถือเป็นการทำบุญครั้งยิ่งใหญ่สำหรับตัว เพราะเดือนนี้ถือเป็นเดือนเกิดของเสี่ย เสี่ยชัยจึงคิดอยากทำบุญ ตอนแรกอาจฟังดูพิลึก มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องทำนองนี้จากปากของเสี่ยชัยมาก่อน ใครในซอยละแวกนี้ต่างรู้ถึงกิตติศัพท์เสี่ยชัยดีกันทุกครัวเรือน ทั้งเคี่ยวและขี้งกมากขนาดไหน

และเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่ง ทำเอาเธอพี่โมชแทบล้มทั้งยืนเหมือนสวรรค์มาโปรด เกิดมีศูนย์ทนายความเข้ามาในซอยบ้านของเธอ ติดประกาศ สอบถามบ้านไหนมีปัญหาเรื่องคดีความ อยากให้ช่วย พวกเขาพร้อมให้ความช่วยเหลือฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว และบ้านหลังแรกที่ศูนย์ทนายความแห่งนี้มากดกริ่งเรียกเพื่อให้บริการ คือบ้านของเธอนั่นเอง

เรื่องราวดีๆที่พลิกชีวิตครอบครัวหนึ่ง จากทุกข์กลายเป็นสุขได้ชั่วพริบตา ทั้งเรื่องหนี้สินและคดีความของพี่โมช ถูกรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ทั้งหมด จนทางตำรวจค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญ เพื่อสาวจนถึงคนกระทำความผิดได้ในที่สุด ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทางโรงงานทำการปกปิดเอาไว้ ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยที่พี่โมชของเธอพ้นจากคดีความทั้งหมด กลายเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างขาวสะอาด เมื่อทางตำรวจจับตัวคนกระทำผิดที่แท้จริง เข้าไปรับชดใช้กรรมในคุกได้ในที่สุด เรื่องราวดีๆทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนั้น เธอจะถือเสียว่า เป็นเพราะชีวิตของเธอได้หลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายอย่างนายอานนท์ บูรณกำจร ออกมา นั่นเอง...

เขามันเป็นตัวซวยสำหรับเธอ...

เด็กชายตัวน้อยวัยเกือบหนึ่งขวบ กำลังนอนหลับตาพริ้มโดยที่ริมฝีปากแดงแจ๋นั้นอ้าครอบอกอุ่นของมารดาไว้อย่างหวงแหน อานนท์เปิดแง้มประตูบานสีฟ้าเขียวเล็กน้อย พอทำให้คนด้านในรับรู้การมาของเขา ก่อนชายหนุ่มจะปิดประตูลงตามเดิม แล้วเดินย้อนกลับยังห้องนั่งเล่น เจ้าหลานชายตัวอ้วนของเขากำลังกินนมนอน อีกประเดี๋ยวคงหลับ นาทยสุรีคงตามลงมาสมทบ

ในครัวมีนมแจ่มกับลูกมืออีกสามคน เป็นบรรณาการของคุณแม่ ท่านให้มาช่วยกันทำอาหาร เพื่อกินเลี้ยงเล็กๆภายในครอบครัวค่ำนี้

เมื่อวันนี้เขา ซึ่งพร้อมด้วยบิดาและมารดา ต่างอพยพจากบ้านใหญ่มาหาน้องสาวยังบ้านริมน้ำ เป็นบ้านหลังใหม่เอี่ยมอ๋องที่มีเขาพี่ชายที่แสนดี เป็นผู้เนรมิตจัดขึ้นมาตามความต้องการของคุณแม่มือใหม่ เพื่อเป็นการรับขวัญเจ้าหลานชายตัวอ้วนไปในตัวด้วย

นาทยสุรีไม่ต้องการกลับเข้าอาศัยคฤหาสน์บูรณกำจร หลังจากคลอดเจ้าตัวเล็ก หลานชายสุดรักสุดดวงใจของครอบครัว น้องนิ่มขอย้ายมาอาศัยบ้านหลังใหม่ทันทีหลังจากกลับจากโรงพยาบาล  เพราะกลัวปวีณจะตามมาพบเข้าในสักวัน หลังจากเขากับไอ้เสือหันหน้าเปิดอกพูดคุยกันถึงปัญหาขัดแย้งที่ปล่อยให้คาราคาซังมานาน ปัญหาที่มันกัดกินความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรักจนเกิดเป็นรอยแหว่งโหว่ ในวันที่ตัวปัญหาของเรื่องทั้งหมดนี้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หลังจากเจ้าหล่อนคลอดหลักฐานชิ้นสำคัญออกมา และเขาพ้นมลทินจากข้อกล่าวหา ปวีณถึงกับไหล่ตก ทรุดกองลงกับพื้น ใบหน้าของมันดูเศร้า หมองคล้ำจนไม่เหลือเค้าโครงปวีณคนเดิม มันหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายออกมาต่อหน้าเขา มันขอโทษและอ้อนวอนขอให้เขาบอกที่อยู่ของน้องนิ่ม

และนั่นเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาไม่อาจทำตามคำขอร้องอ้อนวอนของมันได้ เขาเป็นพี่ชายที่รักน้องสาวมาก  สิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือการให้กำลังใจทั้งสองฝ่าย

“นิ่มกำลังให้นมตานันท์อยู่ครับ อีกเดี๋ยวคงตามลงมา” ชายหนุ่มเดินลากขาเข้ามาสมทบกับบิดามารดา พลางหย่อนสะโพกนั่งลงข้างบุพการี คุณหญิงละไมวางผลแอปเปิลลงจานกระเบื้อง แล้วเลื่อนส่งให้สามี ท่านเจ้าสัวนาทเงยหน้าขึ้นมามองลูกชายเล็กน้อยพยักหน้าลงเพื่อตอบรับ ก่อนก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ในมือต่อ

“ปีกว่าแล้วนะครับที่น้องนิ่มใจแข็ง ไม่ยอมอ่อนลงให้ไอ้เสือมันสักที” อานนท์พูดพร้อมระบายลมหายใจ เขาเอนหลังพิงพนักโซฟา สีหน้าเป็นกังวล

“ยิ่งตานันท์โขรกพิมพ์เดียวออกมาเหมือนไอ้เสือไม่ผิดเพี้ยน ผมนี่อดรู้สึกคันปาก อยากยกหูโทรศัพท์ขึ้นโทรหามันทันที อยากบอกที่อยู่ของน้องนิ่มให้ไอ้เสือมันตามมาให้รู้แล้วรู้รอดไป สงสารมันนะครับ ถ้าได้มาเห็นเจ้าตัวยุ่งของพวกเราตอนนี้ คงรักคงหลงยิ่งกว่าเราน่าดู”

“ขืนนนท์ทำแบบนั้น หนูนิ่มจะโกรธเอานะสิลูก ใช่ว่าแม่ไม่อยากเห็นครอบครัวสมบูรณ์ของน้องเสียเมื่อไหร่ แต่ในเมื่อพวกเราตกลงกันเอาไว้อย่างนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของหนูนิ่ม ดังนั้นพวกเราทุกคนต้องเคารพในการตัดสินใจของน้อง” คุณหญิงส่ายหัว ดวงตาผ่านร้อนผ่านหนาวมานานหม่นลง ในเมื่อตัวนางเองนั้นมีความคิดไม่ได้ต่างไปจากลูกชายคนโตสักนิดนี่นา

“อย่ามัวแต่พูดถึงพ่อเสือ เดี๋ยวหนูนิ่มลงมาได้ยิน จะทำให้คิดมากเข้าไปกันใหญ่” คราวนี้ประมุขของบ้านเอ็ดขึ้นเสียงเบา ท่านมองเลยไปยังบันได กลัวบุตรสาวจะลงมาได้ยิน แล้วเก็บเอามาคิดมาก

“ว่าแต่เรื่องพี่เลี้ยงของตาหนูคนใหม่ หนูนิ่มเขาหามาได้แล้วหรือยังหึ คุณหญิง”

น่าจะยังนะคะ น้องเองก็กำลังพยายามช่วยหนูนิ่มประกาศหาอยู่อีกทางเหมือนกันค่ะ”

เนื่องจากคนเก่าขอลาออกกะทันหัน เพื่อกลับไปแต่งงานกับหนุ่มในหมู่บ้าน เลยทำให้นาทยสุรีขาดพี่เลี้ยงลูกชายวัยหนึ่งขวบ ตัวช่วยในบางครั้งยามเธอต้องปลีกตัวทำธุระส่วนตัว ถึงเธอจะยังมีป้าแจ่มคอยช่วยเลี้ยงอีกแรง ทว่าด้วยวัยที่เพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้นาทยสุรีไม่อยากเพิ่มภาระให้แม่นมผู้สูงวัยเหน็ดเหนื่อยมากกว่าเดิม 

“แล้วเราล่ะตานนท์ เรื่องของหนูพิต้า สรุปจะให้พ่อเข้าไปคุยกับไอ้ภพมันเมื่อไหร่ เห็นช่วงนี้ทำตัวติดกันยังกับปาท่องโก๋ ไปไหนมาไหนด้วยกันออกบ่อย ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ขยันลงกันครึกโครม พ่อกลัวฝั่งโน่นเขาจะเสียหาย จัดการตบแต่งให้มันเป็นเรื่องเป็นราวเสียทีก็ดีเหมือนกัน พ่อไม่อยากถูกถอนหงอกเอาตอนแก่” อานนท์เลิกคิ้วเข้มพลางถอนใจ วกเข้าเรื่องนี้อีกจนได้

เจ้าสัวนาทพับหนังสือพิมพ์ในมือ วางบนโต๊ะกระจก เมื่อท่านอ่านจนครบหมดทุกหน้า พร้อมเอื้อมมือหยิบชิ้นแอปเปิลเนื้อขาวส่งเข้าปากเคี้ยวตุ่ยๆ ด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่ท่านยังไม่ลืม เอ่ยปากถามเรื่องสำคัญ ซึ่งตัวท่านนั้นถูกทางฝั่งเพื่อนซี่มันเร่งเร้าถามไถ่มาอีกทีหนึ่ง มากกว่าเหตุผลที่ใช้อ้างเจ้าลูกชายออกไปเมื่อสักครู่ เขาไม่เคยสนใจเรื่องข่าว มากกว่าฟังจากปากของคนในครอบครัว เพราะข่าวย่อมเป็นข่าว จริงแท้อย่างไรขึ้นอยู่กับคนเขียน 

อานนท์ผ่อนลมหายใจยาว ขยับร่างใหญ่โตอึดอัด เขาไม่มีทางแต่งงานกับผู้หญิงอย่างพิต้า นั่นคือความคิดของเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่เขาไม่อาจบอกพวกท่านออกไปตอนนี้ได้ เขายังเห็นแก่มิตรภาพยาวนาน โดยเฉพาะทางฝั่งของผู้ใหญ่ บิดาของเขากับบิดาของพิชยา ท่านทั้งสองเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่ม ถ้าจะมาผิดใจกันเพราะมีเขาเป็นสาเหตุ เขาก็รู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่เหมือนกัน

 แล้วอีกอย่างไอ้ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์พวกนั้น มันก็เป็นฝีมือของพิต้าทั้งนั้นด้วย เจ้าหล่อนเป็นคนลงมือจ้างมาทุกครั้ง หลังจากที่ลากเขาออกไปไหนต่อไหนด้วยสำเร็จ เขาไม่ได้โง่ เพียงแต่เขาไม่พูดออกมาแค่นั้น แล้วที่ไม่ออกมาปฏิเสธข่าวลือ เพราะเขาไม่อยากทำร้ายจิตใจใครในตอนนี้

ถ้าถึงเวลานั้นจริง พวกท่านอาจจะอึ้งกับสิ่งที่เห็นก็ได้...

“นั่นสิแม่ก็อยากให้นนท์จัดการอะไรให้มันถูกต้องเสียที”

อานนท์กลอกตา

“คงยังไม่ถึงเวลานั้นมั้งครับคุณพ่อคุณแม่ เอาไว้ถ้าถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ ผมจะบอกพ่ออีกทีก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ผมยังหวงความโสด ยังไม่อยากรีบแต่งงาน...”

“อ้าวไอ้นี่ อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ ถ้ายังไม่ถึงเวลาตอนนี้ แล้วแกจะรอให้ถึงเวลาตอนไหนกันวะ หรือจะรอให้พ่อกับแม่ตายกันก่อนถึงจะคิดเรื่องแต่งงานได้” ท่านเจ้าสัวนาทขึ้นเสียงดังใส่ลูกชาย อายุมันก็ใช่น้อย ยังนั่งเป็นทองไม่รู้ร้อนทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยลอยชาย แทนที่จะรีบเร่งผลิตหลานให้เขาออกมาเยอะๆ จะได้ช่วยกันบริหารงานในเครื่องบูรณกำจร

“แต่งงานตอนอายุห้าสิบก็ยังเตะปี๊บดังอยู่น่าพ่อ จะเร่งให้ผมหาบ่วงผูกคอเร็วๆทำไมละครับ เอาไว้รอให้น้องนิ่มคืนดีกับไอ้เสือเมื่อไหร่ ไม่แน่ ช่วงนั้นผมอาจอยากมีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนกับเขาขึ้นมาบ้าง ” อานนท์พูดเล่น เพื่อเย้าแหย่บิดา คุณหญิงละไมอดหมั่นไส้เจ้าลูกชายตัวดีไม่ไหว ท่านจึงยกฝ่ามือฟาดลงบนลำแขนกำยำ เสียงดังเพี๊ยะ!

“โอ๊ย! คุณแม่ตีผมทำไมครับเนี่ย” คนถูกตีแกล้งร้องเสียงดัง พลางอ้าวงแขนโอบรอบร่างอวบรั้งเข้ามากอดไว้หลวมๆ เป็นการประจบ

“หมั่นไส้นะสิ แหม่...พูดออกมาได้ ไม่อยากหาบ่วงผูกคอ แล้วไอ้การที่เราออกไปไหนมาไหนกับน้องเขาบ่อยๆนั่น ไม่เท่ากับเราให้ความหวังเขาไว้หรือไง บ่วงอย่างหนูพิต้าน่ะ ออกจะสวย ฉลาด แล้วก็เก่งอีกต่างหาก มีอะไรบ้างที่ทางฝั่งนั้นเขาไม่คู่ควรเหมาะสมกับทางเรา ระวังเถอะพ่อตัวดี เล่นตัวมากๆ สวยแถมเก่งรอบด้านแบบหนูพิต้า จะถูกมือดีคว้าเอาไปกิน” อานนท์แทบอยากจะยกมือขึ้นท่วมหัว ถ้าหากมีมือดีคว้าเอาผู้หญิงสวยครบทุกอย่างตามคำเยินยอของมารดาเขาไปกินจริง นั่นเขาถือเป็นการหมดเวรหมดกรรมเสียมากกว่า  

“คราบคุณแม่...” อานนท์ลากเสียงยาวรับคำมารดาเพื่อตัดบท

ตอนนี้หัวใจเขาว่างเปล่า ไม่รู้สึกรู้สา หรือมีกระจิตกระใจจะนึกถึงสาวคนไหนได้อีก เมื่อตรงนี้ ตรงหน้าอกด้านซ้ายของเขานี่ มันมีเงาดำมืดของผู้หญิงคนนั้นครอบคลุมไว้ทุกซอกทุกมุม

 หลายเดือนมานี้เขาไม่ยอมปล่อยตัวเองให้ทำตามหัวใจ ฝืนรั้งมันไว้สุดกำลัง เมื่อมันเฝ้าเอาแต่คอยเรียกร้อง ตะโกนให้เขาไปหาหนูหริ่ง เขาไม่ได้กลัวจะถูกเจ้าหล่อนจับตามคำพูดของเจ้าหล่อนวันนั้นสักนิด อยากจับก็จับ ถ้าเขาไม่เล่นด้วย ใครหน้าไหนก็จับเขาไม่ได้ ทว่ากลับการที่เขาถอยห่าง หันหลังให้กับเจ้าหล่อน เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องอะไรต่อกันเลยนั้น เป็นเพราะเขากลัวหัวใจตัวเอง กลัวว่ามันจะถลำลึกไปมากกว่านี้ต่างหากละ...

 

 

มุขธิดาล้วงเอาแผ่นกระดาษออกมาจากกระเป๋าสะพาย พร้อมย่นหัวคิ้วเรียงตัวสวยเข้าหากัน ก่อนจดจำรายละเอียดของตัวอักษรทุกตัว แล้วพับเก็บใส่กระเป๋าดังเดิม มันคือที่อยู่ของคนว่าจ้าง ต้องการให้เธอมาดูแลคนไข้ขาเจ็บ  ซึ่งเป็นญาติแท้ๆของพี่พลอยนั่นเอง

เธอขอบคุณความมีน้ำใจงามนี้ของพี่สาวคนสวย พี่พลอยดีกับเธอเสมอ แม้นเธอไม่ได้กลับเข้าทำงานในร้านอาหารร่วมกันอีก นับตั้งแต่มีเรื่องมีราวกันวันนั้น พี่พลอยยังคงคอยช่วยหางานพิเศษมาให้เธอทำอยู่เสมอ...

เมื่อจดจำรายละเอียดที่อยู่ได้อย่างแม่นยำ มุขธิดาจึงเดินเท้าต่ออีกนิด แล้วเลี้ยวขวาตรงหัวมุมถนน ก่อนเดินข้ามไปอีกฝั่ง ตรงปากซอยมีร้านขนมหวานชื่อดังตรงตามรายละเอียดในแผ่นกระดาษบอกเอาไว้เปี๊ยบ พอเดินเลยอีกนิด เธอจึงเห็นซอยที่ระบุไว้ในที่อยู่ มันเป็นถนนแคบๆน่าจะเอาไว้สำหรับคนในซอยนี้เดินมากกว่าให้รถใหญ่ขับผ่าน เพราะดูเหมือนผ่านได้เพียงรถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น ถ้าหากมีรถยนต์ขับผ่านเข้ามา คงติดแหง็กไปไม่ถึงท้ายซอยแน่

หญิงสาวเดินต่อเข้าไปอีกลึก เกือบจะถึงท้ายซอย จนได้เห็นบ้านหลังที่เธอต้องการ มุขธิดาหรี่ตามองบ้านหลังดังกล่าวก่อนหยิบเอากระดาษในกระเป๋าออกมาดูใหม่อีกรอบ เพื่อให้แน่ใจ เธอมาไม่ผิดหลังแน่ๆ ด้วยนึกสงสัย ไหนบอกเป็นญาติแท้ๆของพี่พลอย ทำไมบ้านถึงได้หลังใหญ่โต ราวคฤหาสน์ที่เธอเคยเห็นในละครทีวี ขนาดบ้านอนุชิน ซึ่งถือขั้นระดับมหาเศรษฐี ยังใหญ่โตหรูหราไม่เท่ากับบ้านหลังงามหลังนี้เลยด้วยซ้ำ

หรือเธอจะมาผิดหลัง มุขธิดาก้มมองตัวเลขแผ่นกระดาษในมือ สลับกับตัวเลขสลักสีทองบนแผงสี่เหลี่ยมเคลือบมันวาว ตัวเลขก็เหมือนกันนี่นา คงไม่น่าจะผิดหลัง มุขธิดาเลยเดินกระเถิบเข้าใกล้ตรงซี่ประตูรั้วสูงตระหง่าน สอดส่ายสายตาลอดผ่านลูกกรงทอง ก่อนยื่นมือกดกริ่งสัญญาณ เพื่อต้องการสอบถามข้อสงสัยกับคนที่อยู่ในบ้านหลังโอ่อ่าข้างใน

เธอมาผิดหลังหรือมาถูกหลังกันแน่...

 

 

หลังจากเสพสุขกับร่างอวบอัด ผิวสีน้ำผึ้งจนพอใจ ประภาวิธจึงถอดถอนแก่นกายผละออกห่างจากหลุมสวาท ขว้างถุงยางที่ใช้งานแล้วทิ้งลงถังขยะ ก่อนเกี่ยวเอาผ้าขนหนูตกบนพื้น พันรอบเอวสอบไว้อย่างหมิ่นเหม่ ขยับกายนั่งพิงหัวเตียงอย่างสบายตัวขึ้นเยอะ ปล่อยให้สาวเจ้านอนระทดระทวยหายใจหอบแรง เดี๋ยวค่อยไล่ให้เจ้าหล่อนกลับออกจากคอนโดของเขา หลังจากจบศึกหนักหน่วงเช่นนี้ทุกครั้ง ด้วยเขาไม่เคยให้ผู้หญิงประเภทนี้นอนค้างจนถึงเช้า เพื่อตัดปัญหาต้องคอยหลบตีนของพี่นนท์ นี่เห็นแก่ลีลาของเจ้าหล่อนนั้นเด็ด ถูกใจ เขาจึงเรียกใช้บริการบ่อยหน่อยกว่าใครเพื่อน

 ชายหนุ่มเอื้อมมือหยิบบุหรี่มวนเล็กขึ้นมาจุดสูบ แล้วพ่นควันเอื่อยออกมาลอยอบอวลตามอากาศ ก่อนสูดมันกลับคืนเข้าสู่ร่างกาย เหลือบสายตาวาววับจับจ้องร่างเปลือยเปล่าเร้าอารมณ์พร้อมลูบไล้แผ่นหลังบางเบา

สาวงามกระตุกเฮือก ครวญครางเสียงแหบโหย กว่าศึกรักจะสงบ เล่นเอาเธอเกือบหมดแรงอยู่เหมือนกัน...

“สรุป...เธอจะช่วยฉันใช่ไหม เรื่องมุขธิดา”

ประภาวิธรื้อฟื้นเอาคำเก่าก่อนที่เขากับหญิงสาวผู้นี้จะระเริงรัก จนล่วงเลยเวลามาหลายชั่วโมง เอ่ยปากทวงถามเอาคำตอบ เพราะตลอดเวลา เขาไม่เคยลืมพนักงานสาวเสิร์ฟที่ชื่อน้องมุขคนนั้นได้เลย เขาอยากนอนกับเธอผู้นั้นให้ได้ เขารู้สึกมันเป็นการท้าทาย อะไรที่พี่นนท์สั่งห้าม เขาจะต้องฝ่าฝืนทำมันให้สำเร็จ เพื่อสนองความสะใจให้กับตัวเอง

 หลังจากเกิดเรื่องวันนั้น เขายังคงเฝ้าวนเวียนเข้าไปนั่งรับประทานอาหารร้านของพี่พิต้าเช่นเคย ทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เพียงเพราะเขาต้องการกลับไปเจอหน้าสาวเสิร์ฟแสนถูกใจอีกครั้ง ถ้าหากได้เจอกับเจ้าหล่อนครั้งนี้ เขาจะไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เขาจะจัดการขั้นสุดท้ายกับเจ้าหล่อน รวบหัวรวบหางจับทำเมียมันเสียเลย ดูสิพี่นนท์จะทำอะไรเขาได้ แต่ก็ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน มุขธิดาไม่ได้กลับเข้ามาทำงานในร้านอาหาร พี่นนท์เอาเรื่องโดยการสั่งห้ามรับมุขธิดากลับเข้าทำงาน เขารู้สึกผิดหวัง แต่ไม่ละความพยายาม จนเมื่อเขาสืบข่าวได้จากผู้หญิงใจง่ายคนนี้ เขาจึงเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

พลอย พนักงานเสิร์ฟที่เขาหิ้วเจ้าหล่อนมากินแก้ขัด เจ้าหล่อนรับปากกบอกจะช่วยเขาเรื่องมุขธิดา เขาถึงยังไม่รีบเฉดหัวผู้หญิงคนนี้ เก็บเอาไว้ใช้งานก่อน

 

มุขธิดายืนรอสักพักตรงนอกประตูรั้ว หลังจากเธอกดกริ่งส่งสัญญาณเรียกคนในบ้านหลังใหญ่งดงาม เธอจึงเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินตรงมาหา ดูท่าทางการแต่งตัว น่าจะเป็นสาวใช้ของบ้านหลังใหญ่หลังนี้...

“ใช่คุณมุขธิดาหรือเปล่าคะ” มุขธิดาที่กำลังจะอ้าปากสอบถามจึงต้องเปลี่ยนเป็นผู้ตอบคำถามแทน เธอพยักหน้า พร้อมยืนยัน

“ใช่ค่ะ...ฉันชื่อมุขธิดา เป็นนางพยาบาลที่ทางบ้านหลังนี้ว่าจ้างให้มาดูแลคนไข้” เธอยิ้มสร้างไมตรีพร้อมล้วงกระเป๋าสะพาย ยื่นส่งบัตรประจำตัวในสายอาชีพ เป็นการแนะนำตัวและยืนยันความบริสุทธิ์อีกที สาวใช้คนนั้นทำเพียงปรายหางตามองเฉย แล้วแค่พยักหน้างึกงัก ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับบัตรในมือเธอทั้งนั้น

มุขธิดาจึงรีบเก็บบัตรของตนเองลงกระเป๋าสะพาย พร้อมรอยยิ้มเก้อ เมื่อสาวใช้ตรงหน้า กับแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่เธอแทน  

“คุณผู้ชายกำลังรอคุณอยู่ในบ้าน เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิ” สาวใช้หน้านิ่งเดินตรงมาเปิดประตูรั้วบานเล็กให้เธอรอดผ่าน ใบหน้าของเจ้าหล่อนดูไม่สบอารมณ์หมายยังไม่พอ เจ้าหล่อนยังส่งสายตาคล้ายมองค้อนเธอให้อีกต่างหาก

มุขธิดาจำต้องหุบยิ้ม รีบเก็บไมตรีอันดีนั้นจับยัดใส่กระเป๋าดุจเดิม เมื่อสังเกตดูจากสีหน้าท่าทางของสาวใช้คนนี้ รู้สึกเหมือนคงไม่อยากผูกมิตรกับเธอสักเท่าไหร่

สาวใช้เบี่ยงตัวหลบให้มุขธิดาเดินเข้ามาด้านในรั้วบ้าน พร้อมผายมือเชิญให้หญิงสาวเดินตาม ก่อนจะเดินนำหน้าเข้ายังตัวบ้าน ด้วยท่าทางรีบร้อน

มุขธิดารีบสาวเท้าเดินตามหลังสาวใช้ไปติดๆ เธอไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยหรูของบ้านหลังงามหลังนี้ไปมากกว่าความแปลกใจในหลายๆเรื่อง เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างดูไม่ปกติ พอยิ่งเดินลึกเข้ามาจวบจนใกล้ถึงตัวบ้าน หญิงสาวต้องยกมือขึ้นลูบลำแขนเรียวของตนเอง เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นของอากาศโดยรอบตัว หัวคิ้วเรียงตัวสวยขมวดเข้าหากัน ลมก็ไม่ได้พัดแรงเสียหน่อย ทำไมเธอถึงได้รู้สึกหนาวเยือกทั้งกายแบบนี้นะ

 พอกวาดสายตามองรอบบริเวณตัวบ้านหลังใหญ่โตกว้างขวางหลังนี้ มันดูน่าแปลกใจไม่ใช่น้อย ทำไมเธอถึงไม่ยักจะเห็นคนใช้คนอื่นเดินสวนออกมาเลยสักคน นอกจากหญิงสาวคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น แถมเมื่อเดินเข้ามาจนพ้นโซนต้นไม้สูงหนาตาด้านหน้า จนเข้ามาถึงด้านในตัวบ้าน บริเวณสวนหย่อมรอบข้างทั้งสองปีกซ้ายขวา กลับดูรกร้างเหมือนไร้การดูแลเอาใจใส่มาเป็นเวลานานพอสมควร

“อุ๊ย!ขอโทษค่ะ” มุขธิดามัวแต่เดินคิดอะไรเพลิน เลยไม่ทันระวังตัว เดินชนเข้ากับสาวใช้ที่เดินนำหน้า เมื่อเจ้าหล่อนหยุดกะทันหัน

สาวใช้ชักสีหน้าใส่ ก่อนจะสะบัดเสียงพูดห้วน

 “เดินเข้าไปรอในห้องรับแขกห้องนั้นก่อน เดี๋ยวฉันขอตัวขึ้นไปรายงานคุณผู้ชายข้างบนห้อง ว่านางพยาบาลของท่านมาถึงแล้ว” สาวใช้ใบหน้าบูดบึ้งชี้นิ้วสั่งให้มุขธิดาเดินเลยเข้าด้านใน เธอมองตามนิ้วของสาวใช้พร้อมรับคำเสียงเบา

“ค่ะ...” ตอบรับเสร็จเธอจึงเดินตรงไปยังห้องดังกล่าว สาวใช้คนนั้นเดินแยกตัวขึ้นชั้นบน มุขธิดาถึงกับพรูลมหายใจยาว มันรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่คล่อง ดูเหมือนบ้านกับคนช่างวังเวงพอกัน

พอหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาหลุยส์สีทองได้สักพัก พลันสายตากระจ่างใส ดันเหลือบมองเห็นกรอบรูปภาพถ่าย หลายกรอบ วางโชว์รวมอยู่ในตู้แนวโมเดิร์นราคาแพงหูฉีก และสมาชิกในรูปภาพกรอบหนึ่ง ทำเอาร่างบอบบางถึงกับตัวแข็งทื่อ มือไม้เย็นเฉียบอย่างฉับพลัน

หรือว่าบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านของ...

มุขธิดาเบิกตาโพลง หัวใจเต้นกระหนำ เธอกำมัดเข้าหากันแน่น เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมากะทันหัน ใบหน้าขาวนวลไร้เครื่องสำอางซีดเผือด หญิงสาวรีบกวาดสายตามองซ้ายมองขวาด้วยความระแวดระวังภัย ก่อนกระเด้งร่างลุกขึ้นยืนพรวด กระชับกระเป๋าสะพายบนบ่าเอาไว้มั่น ถ้าหากเป็นจริงอย่างที่เธอนึกหวั่น เธอจะขอสู้ตายดีกว่ายอมปล่อยให้ตัวเองถูกรังแกเหมือนกับครั้งก่อนนั้นอีกแล้ว...

และพอหญิงสาวกำลังเตรียมหมุนร่างเพื่อเดินออกจากห้องนี้ พลันร่างบอบบางกับถูกรวบเข้าไปสู่อ้อมกอดรัดรึงของใครคนหนึ่งเข้าพอดี พร้อมกับเสียงทักทายทุ้มนุ่มดังอยู่เหนือศีรษะของเธอ ทำเอาร่างอรชรเกือบทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น เธอรู้สึกกลัวจับใจ  และไม่คิดไว้ใจผู้ชายคนนี้เลยสักครั้ง...

“คิดถึงจังเลยครับน้องมุข!

 

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha