เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 16 : Ep13 : ตัวแปรสำคัญ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

วางจำหน่ายแล้ววันนี้...


เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจากห้องครัว “ครับมุข...” ผมหยุดความคิดลง พร้อมวางอัลบั้มรูปภาพของเธอไว้ในกล่องอย่างดี ผมชอบแอบถ่ายรูปตอนเธอทำงานบ้านยามเผลอ มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ผมจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ เพราะรูปภาพเหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีต ให้ระลึกถึงแม้ยามที่เราแก่เฒ่า นี่คือภรรยาสุดที่รักของผม ชีวิตของผมที่ถูกเติมเต็มด้วยเธอคนนี้คนเดียว เสน่หารักนี้คือเธอ...

เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...”





มุขธิดาปล่อยร่างพิงกับพนักเก้าอี้ไม้อย่างหมดเรี่ยวแรง เธอยังมีอาการหอบหายใจถี่รัว แข้งขายังคงสั่นพั่บๆ แม้แต่ระบบการสูบฉีดหลอดเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงหัวใจ ยังคงเต้นระส่ำ

 ทว่านัยน์ตาวาวใสกลับมองรอบตัวลอกแลกอย่างไม่ไว้ใจใครเสียทีเดียว แต่ที่ทำให้เบาใจขึ้นมาได้บ้าง อาจเป็นเพราะด้านนอกนั้นมีคนของนาทยสุรียืนคุมสถานการณ์ไว้อยู่หลายคนด้วยกัน ลูกน้องของนายอานนท์คงไม่กล้าทำอะไรบู่มบ่าม ถึงขั้นบุกเข้ามาภายในร้านขนมแห่งนี้แน่ เธอมั่นใจ เพราะอย่างน้อยคงต้องเกรงใจน้องสาวแท้ๆของเจ้านายตัวเอง

 “ไม่ต้องกลัวอีกอะไรแล้วนะคุณมุขอยู่กับนิ่มรับรองว่าปลอดภัย เพราะนิ่มมีการ์ดตามมาด้วยหลายคน ไม่ต้องกลัวและไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น นิ่มจะปกป้องคุณมุขเองค่ะ”

หญิงสาวใบหน้าสวยหมดจด สวมใส่ชุดเดรสสีเขียวมะกอกซึ่งช่วยขับผิวขาวละเอียดให้ดูโดดเด่นมากกว่าเดิม เจ้าหล่อนขยับตัวแล้วเอื้อมมือแตะลงบนหลังมือสั่นน้อยๆ ก่อนพูดปลอบใจ หยิบยื่นรอยยิ้มอบอุ่นอยู่เป็นนิจให้ด้วยความเคยชิน

มุขธิดายิ้มรับไมตรีจิตนั้น โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ เรื่องที่นาทยสุรีเป็นน้องสาวแท้ๆของนายอานนท์ อาจด้วยตอนที่เธอเข้าทำงานอยู่ในบ้านสวนของคุณเสือ นิสัยใจคอของนาทยสุรีเป็นอย่างไร เธอนั้นได้สัมผัสมาแล้ว คุณนิ่มของเธอไม่ได้มีดีแค่สวยเฉพาะภายนอกเท่านั้น ทว่าหญิงสาวนั้นเต็มเปี่ยมด้วยจิตใจอันดีงาม มีเมตตา เอื้อเฟื้อคอยช่วยเหลือคนด้อยโอกาสกว่า เห็นได้ชัดเจนเลยคือคนงานในสวนผลไม้ของคุณเสือ ก่อนคุณนิ่มจะเข้ามา คนงานในสวนเกิดระส่ำระสาย เงินขาดมือกันทั้งนั้น ด้วยเพราะคุณเสือขาดกำลังใจ ปล่อยปละละเลยทุกอย่างให้ดูแลกันเอง แต่พอคุณนิ่มเข้ามาปุ๊บ เธอไม่รอช้า รีบลงมือประสานงานต่อ และไม่เคยทอดทิ้งคนงานคนไหน ยังคงดำเนินการเหมือนครั้งตอนคุณเสือยังเดินได้ปกติ และที่สำคัญ คุณนิ่มไม่เคยดูแคลนน้ำใจเธอเหมือนกับใครหลายคนที่ผ่านมาเลยสักครั้งเดียว...

เมื่อยังเห็นร่างน้อยของอดีตนางพยาบาลสั่นไม่หาย นาทยสุรีเลยโน้มกายโอบร่างสั่นมากอดไว้กับอก ลูบหลังไหล่หญิงสาวรุ่นน้องเพื่อต้องการให้คลายอาการหวาดกลัว เธอรู้สึกเห็นใจ สงสาร เมื่อครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยหนีความใจร้ายของพี่เสือเช่นนี้มาก่อน

“สูดหายใจลึกๆค่ะ” นาทยสุรีแนะนำ

ตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าอดีตผู้ช่วยพยาบาลวิ่งหนีใครมา แล้วทำไมต้องหนี แต่กำลังให้คนตามสืบหาข้อเท็จจริงอยู่ อีกสักพักคงได้เรื่อง เพราะกลุ่มบอดี้การ์ดกลุ่มนี้ พี่นนท์เป็นคนลงมือคัดกรองมาให้คอยคุ้มครองดูแลเธอด้วยตัวเองหมดทุกคน เนื่องจากเธอไม่ไว้ใจ กลัวพี่เสือส่งคนมาฉุดคราเธออีกครั้งหนึ่งเหมือนครั้งแรกที่เขาเคยทำ หลังจากต้องคอยหลบซ่อนตัวจนคลอดลูกชายตัวจ้ำม่ำได้เกือบปี ใจเธอตอนนี้ มันยังไม่พร้อมเปิดรับพี่เสือให้กลับคืนมาเหมือนเก่า เธอยังไม่พร้อมให้อภัยผู้ชายคนเดียวที่เธอยกหัวใจให้เขาทั้งดวงจนหมดสิ้น

ขอเวลาอีกสักพัก ขอเธอได้ดัดนิสัยผู้ชายแข็งกระด้างให้รู้สึกเจ็บ ทรมานเหมือนที่เธอเคยรู้สึกอีกสักหน่อย แล้วเธอค่อยให้อภัย ยอมรับเขากลับเข้ามาในหัวใจดวงนี้อีกครั้ง กว่าจะถึงวันนั้น เธอไม่รู้หรอกว่ามันจะสายไปหรือไม่ ทุกอย่างคงต้องปล่อยให้เป็นบุญวาสนาก็แล้วกัน...

นึกถึงตอนเจอมุขธิดา เธอรู้สึกตกใจมาก เมื่ออยู่ดีๆได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อ แล้วร่างน้อยของคนตะโกนกลับถาโถมเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเธอกำลังผลักบานประตูร้านขนมไทยเข้าข้างในพอดี เลยรับร่างจู่โจมไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้ล้มกลิ้งลงกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่

นาทยสุรีไม่ทันสังเกตชายฉกรรจ์หลายคนต้องเบรกขาที่กำลังวิ่งตามตัวมุขธิดากันตัวโก่ง ก่อนจะรีบหายตัว หลบซ่อนตามมุมตึก เพื่อไม่ให้อยู่ในสายตาของน้องสาวเจ้านาย

เพราะทุกคนกลัวงานจะเข้านั่นเอง

“ไม่มีอะไรแล้วนะคะคุณมุข คนของนิ่มมีแต่เก่งๆทั้งนั้น” มุขธิดาพยักหน้า สายตายังติดหวาดหวั่น ก่อนปล่อยน้ำตาที่เธอกักเก็บไว้ไหลรินอย่างห้ามไม่อยู่ ความอัดอั้นหลากหลายพังทลาย เธอไม่คิดเลยชีวิตนี้ต้องมาเจอเรื่องทำนองนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ขอบคุณมากนะคะคุณนิ่ม ขอบคุณมากจริงๆ” เธอกระชับวงแขนเพื่อไขว่คว้าหาความอบอุ่น ต้องการขจัดปัดเป่าความกลัวออกจากหัวใจ น้ำตายังคงไหลอาบสองข้างแก้ม ทั้งรู้สึกเสียใจ ทั้งหวาดกลัว

เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบจะพลาดพลั้งให้ไอ้คนใจร้าย คนที่มีจิตใจไม่ปกติได้ย่ำยีความเป็นคนของเธออีกครั้ง สองคนนั้นคงวางแผนชั่ว ลวงเธอมาทำเรื่องอย่างว่า จิตใจของพวกนั้นช่างชั่วช้า ต่ำทรามยิ่งนัก คงจะเจ็บใจ และรู้สึกเสียหน้า ที่ถูกผู้หญิงจนๆมีแต่ตัวอย่างเธอปฏิเสธ ไม่ได้ตาโตให้กับเศษเงินที่พวกนั้นคิดจะโยนให้...

 “สูดลมหายใจเข้าลึกๆนะคะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” มุขธิดาทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนตั้งสติตนเองให้ดี มองใบหน้าสวยหวาน

“ถ้ามุขไม่เจอคุณนิ่มคงแย่ไปแล้ว...” คนผวากลัวสะอึกสะอื้นตอนพูดขึ้น

ถึงตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย เลยผละห่างออกจากความอบอุ่นของอดีตภรรยาคนไข้ผู้จิตใจงดงามไม่ต่างจากหน้าตา

“พวกมันจะจับตัวมุข...” มุขธิดาหยุดพูดไว้กลางคัน ขบริมฝีปากล่างแน่น แล้วก้มหน้าเสมองมือตนเอง

เธอไม่กล้าเล่าต่อ กลัวนาทยสุรีจะคิดมาก เธอเองก็ไม่แน่ใจ อดีตเจ้านายผู้ใจดีจะรู้ถึงพฤติกรรมชั่วช้าของพี่ชายตนเองมากน้อยแค่ไหน เธอไม่อยากเอาความไม่สบายใจ ทำให้นาทยสุรีเป็นทุกข์ตามไปด้วยอีกคน

นาทยสุรีเองเอื้อมมือรวบมือเล็กของคนเล่ามากุมไว้เพื่อให้กำลังใจ เธอคอยรับฟังอยู่เงียบๆ และไม่คิดซักไซ้ถ้าหากมุขธิดายังไม่พร้อมจะเล่าถึงรายละเอียดตอนนี้

“ถ้ามีอะไรให้นิ่มช่วย บอกนิ่มมาได้เลยนะคะไม่ต้องเกรงใจกัน นิ่มยินดีและเต็มใจช่วยคุณมุขเสมอ”

“ขอบคุณมากนะคะ” มุขธิดาพยักหน้างึกงัก ดวงตาคลังคลอด้วยหยาดน้ำตา เธอยังรู้สึกสับสน ทำอะไรไม่ถูก ทุกอย่างมันดูมึนงง ปนเปกันไปหมด ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไงต่อไปดี เพราะเธอไม่อาจรับรู้ได้ นายอานนท์กับญาติผู้น้องของเขาจะยุติแต่เพียงเท่านี้ หรือยังคงตามรังควานเธอต่อ

 ถ้าจะขอความช่วยเหลือกับนาทยสุรีโดยตรง แน่นอนคุณนิ่มผู้แสนดีของเธอนั้นพร้อมให้ความช่วยเหลือเธอโดยไม่รั้งรออะไรแน่ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แล้วเธอจะเล่าถึงปัญหานี้ว่าอย่างไร ในเมื่อปัญหาทั้งหมด มันเกิดมาจากพี่ชายเพียงคนเดียวของคุณนิ่ม ถ้าให้เธอแจ้งความมั่นคงไม่มีประโยชน์อะไรอีกเหมือนกัน พานจะทำให้คุณนิ่มของเธอเสียชื่อเสียงตามไปด้วยอีกต่างหาก

หญิงสาวคิดไม่ตก ได้แต่นั่งน้ำตาตกในด้วยความท้อแท้ ทว่าจะไม่มีทางสิ้นหวังอย่างเด็ดขาด...

และในขณะเดียวกัน คนที่กำลังกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่นจนนิ้วมือซีดขาว หลังจากจบคำรายงานจากลูกน้องคู่ใจ ตอนนี้มุขธิดาอยู่กับน้องนิ่ม ทำให้คนใจร้อนเป็นไฟในคราแรกพอทุเลาเย็นสงบลงได้หน่อย อย่างน้อยแม่นั่นก็ปลอดภัย ไม่มีอะไรสึกหรอ

ทีนี้ก็คงเหลือแต่ไอ้ตัวแสบ มันกล้าวางแผนหลอกผู้หญิงมาทำมิดีมิร้ายถึงในบ้านของเขา อานนท์ขบกรามแน่น ดวงตาดุกร้าวราวราชสีห์ดุร้ายตวัดมองญาติผู้น้อง ประภาวิธรู้สึกร้อนๆหนาวๆ จนนั่งไม่ติดโซฟา กายหนาเริ่มขยับหาทางหนี ทว่าไม่ทันการณ์ เมื่อระเบิดลูกใหญ่เกิดถล่มแหลกลาญ ถึงขั้นที่ประภาวิธต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวันเลยทีเดียว

หลังจากนั้นไม่นาน อานนท์ทำเรื่องส่งเจ้าน้องชายนิสัยแย่เข้าดัดนิสัยกับญาติทางต่างประเทศ ท่านเป็นอาจารย์สอนเรื่องมารยาทเด็กไทยอยู่ที่นั่น โดยใช้วิธีข่มขู่สารพัดกว่าจะลากตัวมันไปได้ เขาจะได้รู้สึกสบายใจ ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของหนูหริ่ง

 

 

อานนท์แวะเข้าบ้านน้องสาว หลังจากได้ขนมเป็นของฝากติดไม้ติดมือเข้ามาด้วย วันนี้ติดกับวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าหากเป็นเมื่อหลายเดือนก่อน เขาคงฝ่ารถติด ขับรถมุ่งหน้าเที่ยวสังสรรค์ตามประชาหนุ่มโสดกับบรรดากลุ่มเพื่อนสนิททั้งหลาย

แต่ไม่รู้หลายเดือนมานี้เขาเป็นอะไร หรืออายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไอ้ความรู้สึกอยากเที่ยวพักผ่อนเหมือนสมัยก่อน กลับอันตรธานหายเสียสนิท เพราะถึงวันหยุดทีไร เขาจำต้องมุ่งหน้า เบี่ยงรถแวะมาบ้านของนาทยสุรี เพื่อมาขลุกตัวเล่นกับเจ้านันท์ตัวน้อยของเขาเสมอ

“พี่นนท์มาถึงแล้ว” เป็นน้องสาวคนสวยของเขาที่เดินป๋อออกมาต้อนรับ ใบหน้าสวยหมดจดไร้เครื่องสำอางแต่งเติมส่งยิ้มอ่อนหวาน ก่อนร่างสมส่วนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นหอมแก้มของเขาด้วยความเคยชิน

“พี่มีของฝาก” เขาโน้มร่างให้น้องสาวได้หอมแก้ถนัดขึ้น โดยไม่ลืมชูถุงขนมร้านโปรดอวดน้องสาวคนงาม

คุณแม่ลูกหนึ่งถึงกับห่อปาก ดวงตาหวานเป็นประกายแพรวพราย เพราะตนเองกำลังนึกอยากทานขึ้นมาอยู่พอดี ยังแอบคิดเอาไว้ในใจอยู่เหมือนกัน พรุ่งนี้จะหาเรื่องชวนอนาคตพี่เลี้ยงคนใหม่ของลูกชายเดินเที่ยวร้านขนมนี้อีกสักครั้ง เธออยากทำความสนิทสนม คุ้นเคย สร้างความเป็นกันเองกับมุขธิดาเอาไว้มากๆ เผื่อหญิงสาวจะยอมใจอ่อนตกลงรับเป็นพี่เลี้ยงน้องนันท์เสียที

เธออยากได้มุขธิดามาเป็นพี่เลี้ยงคนใหม่ แต่มุขธิดายังคงปฏิเสธไม่ยอมรับปากเธอเสียที อาจด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้มุขธิดาไม่กล้ารับปากเธอก็อาจเป็นได้

 “โอ้โห!พี่นนท์ทราบได้ยังไงกันคะ ว่านิ่มอยากทานอยู่พอดีเลย” เขาไม่ตอบแต่เปลี่ยนเป็นยีผมนุ่มสลวยของน้องสาวแทน ก่อนชะเง้อคอมองไปยังสวน เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆลอยตามลมมา

เสียงหัวเราะสดใสของเจ้าลูกหมูตัวอ้วน หลานชายสุดรักสุดดวงใจของครอบครัวบูรณกำจร ทั้งคุณตาคุณยายต่างหลงรักกันอย่างหัวปักหัวปำ ถ้าท่านทั้งสองเกิดหายตัวออกจากบ้านหลายวันติดกัน ไม่ต้องเสียเวลาออกตามหาที่ไหน ในเมื่อท่านทั้งคู่นั้นชอบหายตัวมาขลุกอยู่ที่บ้านริมน้ำของนาทยสุรีเป็นประจำนั่นเอง

“ดูเหมือนวันนี้เจ้าลูกหมูน้อยของพี่จะอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษเลยนะ” เขาพูดพร้อมเดินเคียงข้างกับน้องสาว มือใหญ่โอบบ่าบอบบางไว้อย่างสุดรักสุดหวงแหน

“ก็แน่สิคะ วันนี้มีสาวสวยมานั่งป้อนข้าวให้นี่นา” คำว่าสาวสวยทำให้อานนท์ย่นหัวคิ้ว แล้วพยักหน้าเมื่อนึกถึงอิงอร เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของนาทยสุรี

“นี่น้องอรกลับมาแล้วเหรอ หายหน้าไปนานเลยนะรอบนี้”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ อรยังไม่กลับจากออสเตรเลียเลย”

 คนเป็นน้องส่ายหน้าว่าไม่ใช่ เพราะตอนนี้แม่เพื่อนสาวคนสนิทของเธอยังคงขะมักเขม้นในการเรียนต่อปริญญาโทอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ได้บินกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยนานนับปี ยามคิดถึงกันมากๆก็แค่สไกคุยผ่านโทรศัพท์มือถือให้หายคิดถึง เธอเคยอ้อนขอให้อิงอรกลับมาเมืองไทยบ้าง ทว่าเพื่อนสาวยังไม่อยากกลับมาในตอนนี้  

 ด้วยเธอมีเรื่องราวมากมายสงสัยอยากซักถาม โดยเฉพาะเรื่องที่เกาะส่วนตัวของพี่พอลวันนั้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ นวพิธกับอิงอรดูท่าทางมีพิรุธ ทั้งคู่ดูเหมือนมีเรื่องลับลมคมในอะไรสักอย่าง ปกปิดไม่ยอมบอกให้เธอรู้ แถมยังมาหายหน้าหายตาไปพร้อมกันทั้งคู่ และที่ทำเธอเกิดความฉงนใจหนักสุด อิงอรขอบินไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียแบบปุ๊บปั๊บ จนตัวเธอเองเพิ่งมารู้เรื่องเอาในวันสุดท้าย ก่อนอิงอรเดินทางเพียงไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ...

อานนท์ขมวดคิ้ว ถ้าไม่ใช่อิงอรแล้วจะเป็นใคร

 “อ้าว...แล้วใครกันล่ะ หรือนิ่มได้พี่เลี้ยงคนใหม่แล้ว”

“กำลังจะได้มากกว่า เพราะตอนนี้นิ่มกำลังตะล่อม กล่อมให้เธอยอมรับปากนิ่มอยู่เลยค่ะ ”

“แล้วเขาติดขัดอะไรทำไมถึงไม่ยอมรับปากน้องสาวพี่” อานนท์ลูบไหล่น้องสาวถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

“คุณมุขเธอมีงานประจำทำอยู่แล้วนะสิคะ เธอไม่สนใจเงินว่าจ้างที่นิ่มเสนอให้เสียด้วย น่าเสียดายนะคะ คุณมุขเธอเป็นคนมีจิตใจดี นิ่มอยากให้น้องนันท์อยู่กับพี่เลี้ยงนิสัยแบบนี้จังค่ะ” นาทยสุรีพูดขึ้นเมื่อเธอนึกเสียดายมากกว่าจะรู้สึกอย่างอื่น คนใจเย็นแถมยังนิสัยดีแบบมุขธิดาใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ แล้วดูเหมือนน้องนันท์ของเธอจะติดใจหญิงสาวคนนี้เข้าให้เสียแล้วด้วย วันนี้ตลอดทั้งวันถึงได้ไม่ร้องไห้โยเย ทำตัวน่ารักหัวเราะไม่หยุด

สีหน้าคนเป็นพี่สะดุดอึ้งไปนิดกับชื่อเล่นของหญิงสาวที่นาทยสุรีอยากได้มาเป็นพี่เลี้ยง แต่เพียงไม่นาน ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าให้เหมือนเดิมพร้อมขจัดความรู้สึกบางอย่างให้พ้นจากหัวใจ

“ให้พี่ช่วยอะไรไหมล่ะ เดี๋ยวพี่ช่วยพูดให้อีกแรงดีกว่า” อานนท์เอ่ยอาสาอย่างนึกขำเสียมากกว่าจริงจัง และอย่างที่เขานึกเอาไว้ไม่มีผิด แม่น้องสาวคนสวยรีบส่ายหน้าจนผมกระจาย นัยน์ตาสวยหวานเบิกโตสดใส

“ไม่เอาล่ะค่ะ พี่นนท์เก่งแต่พูดข่มขู่คนอื่น อย่างพี่นนท์นี่นะจะพูดจาดีๆกับสาวคนไหนเป็น นิ่มไม่ขอรับตัวช่วยนี้จากพี่นนท์เด็ดขาด”

“อย่ามาเที่ยวพูดดูถูกพี่นะนิ่ม อย่างน้อยๆพี่ก็มีสาวๆเดินตามกันเป็นเกลียวก็แล้วกันน่า” อานนท์คุยโว ก่อนปลายเท้าจะค้างเติ่งย้ำลงอยู่ที่เดิม เมื่อเขากับนาทยสุรีเดินเลี้ยวมาจนถึงสวนหย่อมหลังบ้าน ภาพหญิงสาวรูปร่างผอมบาง กำลังหยอกล้อเล่นกับเจ้าหลานชายวัยเกือบขวบในรถเข็นเด็ก ทำเอาใจเขาเริ่มวูบวาบ ระบบลมหายใจชักจะรวน

 เขาก้มหน้ามองน้องสาว ด้วยสายตาเป็นคำถาม

“นั่นล่ะค่ะคุณมุขของนิ่ม เธอเคยเป็นพยาบาลพิเศษให้พี่เสือมาก่อนด้วยนะ” ผู้เป็นน้องบุ้ยปากยังทิศทางที่มีหญิงสาวนั่งอยู่ พาลให้นึกย้อนกลับถึงสมัยตอนที่เธอถูกคุณหญิงละไมบีบบังคับแกมขอร้องให้เธอดูแลคนป่วยอารมณ์ร้าย

 อานนท์ย่นหัวคิ้วกัดริมฝีปากตนเองนิ่งงัน เขารู้ดีเชียวละว่าเจ้าหล่อนคือใครและเคยทำงานที่ไหนมาก่อนบ้าง แต่ที่เขาไม่รู้ มุขธิดากำลังคิดมาทำอะไรที่บ้านของนาทยสุรีกันแน่

เจตนาดีหรือร้าย เขาชักเริ่มสงสัย

  ทั้งที่เจ้าหล่อนเพิ่งถูกคนในครอบครัวเขาคิดทำร้ายมาหยกๆ จะบอกว่าไม่ตะขิดตะขวงใจบ้างสักนิดเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้น คงฟังไม่น่าจะขึ้นสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าวันนั้นคนที่ช่วยเหลือเจ้าหล่อนเอาไว้ คือน้องนิ่มของเขาก็ตาม แต่ในด้านความสัมพันธ์ทางเครือญาติของความเป็นพี่น้อง มุขธิดาก็น่าจะเกิดการหวาดระแวง ระวังตัว คงไม่กล้าย้อนกลับเข้ามาให้ความสนิทสนมกับญาติคนไหนของคนที่คิดจะทำร้ายตนเองมาก่อน ไม่ใช่หรือไง

ชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ภายในที่ตีกันให้ยุ่งเหยิง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูเคร่งขรึม สีหน้าแย้มยิ้มเปลี่ยนเป็นขึงขัง...

นาทยสุรีเป็นฝ่ายแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน อานนท์แสดงสีหน้าเรียบเฉยทำเหมือนคนเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรกได้สนิทใจเหลือเกิน

ส่วนมุขธิดาเองพยายามเก็บอาการประหวั่น ไม่ได้แสดงสีหน้าแปลกใจเช่นเดียวกัน ตอนนาทยสุรีเอ่ยแนะนำพี่ชายของเธอให้รู้จัก มุขธิดาเพียงยกมือไหว้ อาจเป็นเพราะเธอกำลังรู้สึกตกใจมากกว่า เพราะไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ก่อนล่วงหน้า เธอไม่คิดว่าเขาจะบังเอิญมาหาน้องสาวในวันเดียวกันกับเธอ

เธอเองดันลืมตะล่อมสอบถามกับเจ้าของบ้านสาวเสียสนิท ตอนเมื่อนาทยสุรีโทรเข้ามาชวน เธอคิดเพียงอยากมาเล่นกับน้องนันท์บ้าง คงจะน่ารักน่าชังไม่เบา เดิมทีสมัยก่อนตอนพ่อหนูน้อยยังอาศัยอยู่ในครรภ์มารดา เธอเองเคยมีโอกาสได้คลุกคลีอยู่กับเด็กชายมาสักพัก โดยสื่อสารผ่านหน้าท้องของคุณแม่ ช่วงนั้นน้องนันท์ซนมาก มักถีบหน้าท้องของนาทยสุรีเห็นเป็นรอยนูนรูปเท้าเด่นชัด

เธอแอบเห็นอานนท์เดินหน้าคว่ำเหมือนคนไม่ได้ถ่ายมาหลายวัน ใบหน้าเขาดูหมกมุ่นเหมือนคนคิดมาก พอเดินมาถึงโต๊ะกลมสีขาว เขาจัดแจงดึงเก้าอี้ด้านข้างเธอออก ก่อนกระแทกก้นนั่งหน้าตาเฉย มุขธิดาถึงกับตกใจ แอบกังวลสารพัด กลัวเขาจะทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรต่อหน้าน้องสาวและแม่นมของเขา ทว่าชายหนุ่มไม่ได้ปรายตามาสนใจไยดีเธอสักนิด ไม่แม้จะเขม้นมองเธออย่างที่แอบหวั่นเอาไว้ในใจ

แต่ใช่ว่าเธอจะเบาใจเสียทีเดียว ยังคอยนั่งระวังเขาใจจดจ่อ แต่อานนท์ยังคงทำตัวเฉย เขาสนใจพ่อหลานชายตัวน้อยอย่างเดียว หยอกเอินเล่นกันสนุกสนาน เธอได้ยินแต่เสียงหัวเราะสดใส น้องนันท์ตีไม้ตีมือตามอากาศ หัวเราะคิกคัดตอนถูกคุณลุงหอมแก้ม

มุขธิดามองภาพลุงหลานเล่นหยอกล้อสนุกสนานกันหัวเราะเสียงดังด้วยความรู้สึกอุ่นหัวใจอย่างประหลาด แปลกใจจนไม่อยากละสายตาออกห่าง เผลอนั่งมองภาพนั้นจนเพลิน

และดูท่าเหมือนอานนท์เองคงรู้สึกตัวว่ามีคนแอบมอง ใบหน้าคมคายเริ่มเปลี่ยนสี โหนกแก้มขาวขึ้นสีแดงคล้ายลูกตำลึง เขาจึงแก้อาการเขินนั้นด้วยการแกล้งกระแอมเสียงดัง แต่ยังไม่ยอมหันตัวเข้าหาตัวต้นเหตุของอาการเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นาทยสุรีกับนมแจ่มกำลังหันไปปรึกษากันเรื่องอาหารค่ำ ทั้งคู่เลยไม่ทันสังเกตอาการผิดแปลกของคนทั้งคู่

พอได้ยินเสียงชายหนุ่มกระแอม มุขธิดาเลยสะดุ้งหน่อยๆ ก่อนหลุบเปลือกตาก้มมองมือตัวเองบนตัก แกล้งตีสีหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้


 

 พอดีวันนี้ถึงเวรหยุดของเธอ พี่โมชพาคุณป้าไปวัดที่เชียงใหม่เพื่อแก้บนเรื่องคดีความ วันหยุดนี้เธอจึงต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง

“ส่งฉันลงตรงป้ายรถเมล์ข้างหน้านี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันนั่งรถประจำทางกลับบ้านเองก็ได้” มุขธิดาส่งเสียงกล้าๆกลัวๆบอกสารถีหนุ่มหน้าบูด เธอนั่งตัวเกร็งมาตลอดทางด้วยยังไม่คิดไว้ใจผู้ชายคนนี้ และกำลังหาทางเลี่ยงลงจากรถเขา  แต่กลับไม่ได้รับการสนองตอบใด เมื่อคนหน้ามุ่ยขับผ่านป้ายรถเมล์ดังกล่าวไปอย่างหน้าตาเฉย

มุขธิดาชักสีหน้าไม่พอใจ เธอเม้มริมฝีปากอิ่มกดอารมณ์ระอุภายใน ถึงจะรู้สึกขัดใจ แต่ต้องทำสงบนิ่ง ใช่ว่าเธออยากเข้ามานั่งในรถของคนจิตใจไม่ปกติให้เสียอารมณ์ นี่ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะคุณนิ่มคะยั้นคะยอแกมบังคับ จ้างให้เธอไม่มีทางพาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายกับคนอย่างนายอานนท์เด็ดขาด

 “ถ้ามันรู้สึกฝืนใจกับการนั่งรถฉันนักละก็ นั้นก็ช่วยกรุณานั่งหุบปากอีกสักอย่างน่าจะดูเข้าท่ากว่าเป็นไหนๆนะ” คนนั่งหน้ามุ่ยบอกประชด

มุขธิดาปรายตามองเขาเล็กน้อย

 “ค่ะ...ฉันรู้สึกฝืนใจที่นั่งรถของคุณฉันไม่เถียง แต่ถ้าจะให้ดีกรุณาจอดรถให้ฉันลงด้วยค่ะ”  

“นึกว่าฉันอยากขับรถพาผู้หญิงอย่างเธอส่งบ้าน?” อานนท์ชักสีหน้าขุ่น

“นั้นก็จอดรถสิคะ ฉันจะลงเพราะไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมกับคนน่ารังเกียจ น่าขยะแขยงอย่างคุณอีกต่อไป”

“อย่ามาทำปากดีกับฉันนะ มุขธิดา!” อานนท์ตวาดเสียงลั่น  โมโหตอนได้ยินมุขธิดาบอกว่ารังเกียจตนเอง

“เธอก็รู้ดีนี่นา ยามเวลาฉันโกรธ เธอจะโดนอะไรบ้าง” พูดขู่พร้อมเบนสายตาจากท้องถนนมองหญิงสาวอย่างคาดโทษ มุขธิดารีบขยับตัวเบียดเข้ากับประตูรถ ส่งสายตาหวาดระแวงไม่ไว้ใจ

“คุณมันก็ดีแต่ใช้กำลังกับคนไม่มีทางสู้”

“ฉันก็เห็นเธอสู้ทุกครั้ง สู้แบบโง่ๆเสียด้วยสิ”

 “ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว”

“เธอเลยคิดจะกลับมาเอาคืนด้วยการทำตัวตีสนิทกับน้องนิ่มของฉัน ว่าอย่างนั้นเถอะ” อานนท์วกเข้าหาสิ่งที่เขาสงสัย

“คุณนี่คิดได้แต่เรื่องร้ายๆสินะ เคยคิดอะไรดีๆเป็นกับเขาบ้างหรือเปล่า” อานนท์เหล่ตามองคนถามแล้วถอนหายใจหนัก

“สำหรับเธอฉันคงคิดดีไม่ได้”

 “ฉันไปทำอะไรให้คุณเกลียดฉันนักหนาเหรอ ฉันอยากรู้”

ถามเขาแล้วใบหน้าเล็กเรียวหันมองซีกข้างแก้มชายหนุ่มตาเขม็ง พลางพ่นลมหายใจบางเบา แอบนึกเล่นๆขึ้นมาในใจ ถ้าหากจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของอานนท์มันจะดูดีได้สักครึ่งหนึ่งเหมือนอย่างกับหน้าตาของเขาก็คงจะดีอยู่ไม่น้อย เธอคงเป็นปลื้มเขาอย่างที่นึกปลื้มคุณนิ่มได้ไม่อยาก ยิ่งดูจากลักษณะนิสัยภายนอก ตอนอานนท์อยู่ในสถานะพี่ชายและคุณลุง เธอเห็นบุคลิกนิสัยบางอย่างในตัวของเขามันดูอบอุ่นน่ารัก ดูไม่ใช่นายอานนท์คนที่เธอเคยรู้จัก ผู้ชายคนนี้เขาดูมาดแมน อ่อนโยน ไม่ได้ดูดุร้ายน่ารังเกียจ เหมือนยามที่เขาออกฤทธิ์ออกเดช ตอนอยู่ลำพังกับเธอ

เขาดูเป็นพี่ชายแสนอบอุ่น รวมทั้งเป็นคุณลุงที่แสนจะใจดีและขี้เล่นอีกต่างหาก

นึกแล้วให้เสียดายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทำไมหนอ พี่น้องสองคนนี้ ถึงได้มีนิสัยใจคอแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อีกคนนั้นเย็นชุ่มฉ่ำเหมือนดั่งสายน้ำ ยามเธอเข้าใกล้มีแต่นำความสุขสงบมาให้ ส่วนอีกคนนั้นนะเหรอ อารมณ์กระพือโหมกระหน่ำไม่ต่างจากเปลวไฟร้อนแรง เข้าใกล้ทีไรคอยแต่จะแผดเผาทำลายเธอให้ร้อนรุ่มมันเสียทุกครั้งไปสิน่า

หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่ถูกชะตากับเธอเอามากๆ ถึงขั้นเกลียดขี้หน้ากันตั้งแต่แรกเห็น แต่มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร คนเราเพียงแค่ไม่ชอบหน้ากันแค่นั้น จะพานทำให้คนหนึ่งถึงกับคอยทำร้ายกันไม่จบไม่สิ้น มันต้องมีเหตุปัจจัยนอกเหนือมากกว่านั้นสิ และเธอเองก็อยากรู้ขึ้นมาจับใจ อะไรที่ทำให้อานนท์ไม่ชอบเธอหนักมากขนาดนี้...

อานนท์ขยับตัวเล็กน้อยด้วยรู้สึกอึดอัดกับสายตาของมุขธิดา นี่เจ้าหล่อนไม่รู้ตัวบ้างเลยหรืออย่างไร ไอ้ดวงตากลมโตเหมือนส่องแสงสว่างได้ตลอดเวลา มันกำลังรบกวนสมาธิในการขับรถของเขามากขนาดไหน ถ้าขืนเจ้าหล่อนยังนั่งจ้องเขาไม่เลิกรา คงไม่พ้นต้องเป็นเขาลุกขึ้นมาอาละวาดทำลายบรรยากาศอันดีก่อนหน้านี้จนพังไม่เป็นท่าอีกตามเคย

ชายหนุ่มย่นใบหน้าหล่อลงมู่ทู่ พยายามบังคับพวงมาลัยขับมุ่งตรงสู้ถนนใหญ่อย่างมีสติมากขึ้น ก็ถูกหญิงสาวมานั่งจ้องหน้าตาไม่กะพริบขนาดนี้ เป็นใครมันจะมีสมาธิขับรถต่อไหวบ้างเล่า เลยต้องคิดหาวิธีจัดการแม่ตัวดี

ว่าแล้วอานนท์ก็เริ่มขยับตัว แล้วหันร่างหนามองตอบแม่ตาใส่ด้วยสายตาดุแกมหงุดหงิด ชายหนุ่มแกล้งทำอารมณ์คล้ายเหมือนกำลังรำคาญหนักหนา และไม่อยากตอบคำถามกวนใจของหญิงสาวสักเท่าไหร่ด้วย

“ว่าอย่างไรล่ะคะ...อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณไม่ค่อยชอบฉันนัก จะบอกว่าถึงขั้นเกลียดกันเลยก็ไม่น่าจะผิดนักด้วยสิ”

“ฉันไม่เคยเกลียดเธอ” อานนท์พูดแย้งแค่นั้นแล้วรีบหุบปากทันที เหมือนพึ่งนึกอะไรขึ้นได้

“ไม่จริงหรอก...คนเราถ้าไม่เกลียดกัน จะทำร้ายกันมากขนาดนี้ทำไม” มุขธิดาไม่เชื่อ เธอพูดพร้อมส่ายหน้า

อานนท์กลอกตาเมื่อเจอเด็กดื้อขี้สงสัยเข้าให้แล้ว...

“ถ้าจำไม่ผิดฉันเคยบอกกับเธอถึงเรื่องนี้ไปแล้วหนหนึ่ง...”

“ตอนนั้นจิตใจคุณไม่ปกตินี่คะ คุณพูดไปเพราะอารมณ์โมโหร้ายของคุณมากกว่าที่คุณจะพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงนี่นา” มุขธิดาเผลอพูดความเห็นส่วนตัว เลยได้ตาเขียวปั้ดสวนกลับมาอย่างทันควันเช่นกัน มุขธิดากัดปากพาซวย รีบยกมือขอโทษขอโพยเขาออกไป

 “ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดว่าอะไรคุณนะ” อานนท์ปรายตามองหญิงสาวนิดนึงแล้วหันกลับไปให้ความสำคัญกับท้องถนนตามเดิม

“ฉันก็แค่อยากจะรู้ความจริงจากปากของคุณเท่านั้น อะไรคือสาเหตุทำให้คุณเกลียด...เอ่อ...ไม่ชอบฉันกันแน่ เผื่อบางทีฉันอาจเคยทำอะไรไม่ดีเอาไว้กับคุณโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ฉันจะได้ขอโทษคุณได้ถูกเรื่องอย่างไรล่ะ”  มุขธิดาอธิบายเพิ่มเติม

อานนท์ถอนหายใจ แล้วพูดขึ้นเสียงเข้ม เมื่อเขาทนต่อสายตาไม่ต่างจากเด็กขี้สงสัย ส่งประกายคาดคั้นมาให้เขาอีกต่อไปไม่ไหวใจมันคอยจะแกว่งตลอด

“ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ มันไม่มีเหตุผลตายตัว”

ก็ใครมันจะกล้าบอกความรู้สึกของตนเองต่อหน้าคนที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไปได้ละว่าที่ทำลงไปทุกอย่างนั้น เพียงเพราะต้องการกลบเกลื่อนความรู้สึกข้างในของหัวใจตนเองเท่านั้น ความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ตีกันให้ยุ่งเหยิง ตอนที่เขาเห็นหญิงสาวอีกครั้ง มันทำให้เขา ทั้งรัก ทั้งโกรธ ทั้งหึงหวง และผิดหวังผสมปนเปไปหมด

เขาสะดุดตาเจ้าหล่อนนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาบุกไปบ้านสวนของไอ้เสือ หัวใจของเขามันก็เริ่มมีอาการแปลกพิกล มันเหมือนมีเงามืดบางอย่างเกาะติดตามไม่ห่าง แต่ทว่ามันเป็นเงาที่เขาไม่ต้องการมันเลยสักนิด เมื่อระหว่างเขากับหญิงสาวช่างดูแตกต่างกันมากจนเกินไป 

เขาในฐานะผู้สืบทอดของตระกูล จะเอาบูรณกำจรมาล้อเล่นเพียงเพื่อผู้หญิงที่มีแต่ตัวอย่างมุขธิดาได้ยังไงกันล่ะ หน้าที่ต่อครอบครัวย่อมสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด และเขาต้องไม่เป็นคนทำลายมันด้วยความเห็นแก่ตัว...

“เลิกสงสัย แล้วก็เลิกถามคำถามปัญญาอ่อนกับฉันได้แล้ว แม่คนไร้ค่า”

“คะ...”  และคำตอบของอานนท์ไม่ได้ทำให้คนถามกระจ่างแก่ใจขึ้นมาเลยสักนิด แถมคำพูดของเขายังทำให้เธอสะอึก

“ฉันมันคงไร้ค่าสำหรับคนรวยอย่างคุณจริงๆนั่นแหละ” อานนท์เงียบเพื่อหยุดการสนทนา แม้นหัวใจตอนนี้เขากำลังเจ็บหน่วง อยากปฏิเสธเจ้าหล่อนแต่ก็ทำไม่ได้

“คุณไม่คิดบ้างเหรอว่า มันไม่ยุติธรรมสำหรับฉันเลยกับเหตุผลบ้าบออะไรของคุณที่พูดมานั่น” หญิงสาวหยุดพูดแล้วสูดลมหายใจลึก ก่อนพูดต่อ

“คุณลงมือทำร้ายชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วให้เหตุผลกับเธอเพียงแค่คุณมองว่าเธอคนนั้นเกิดมาต่ำต้อยกว่าคุณแค่นั้นเองนะเหรอ” มุขธิดาเค้นเสียงถาม และอานนท์ยังคงไร้ซึ่งเสียงตอบเช่นเคย...

เมื่อเขาไม่ตอบมุขธิดาเลยหันใบหน้าขาวนวลมองออกด้านนอกกระจกรถ น้ำตาของเธอมันกำลังจะไหล่ออกมา และเธอไม่ต้องการให้เขาเห็นมัน จึงรีบยกหลังมือปาดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี ฝืนยิ้มเยาะให้กับชะตาชีวิตบัดซบของตนเอง เมื่อสุดท้ายแล้ว ตัวเธอกลับต้องวกมาเจอคนมองคนไม่ใช่คนอีกครั้งจนได้...

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha