เสน่หารักนี้คือเธอ

โดย: กนกรส มาศอุไร กัมพู



ตอนที่ 17 : Ep14 : ข้ออ้างคนพาล (จบบท)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


วางจำหน่ายในรูป Ebook แล้ววันนี้



เสน่หารักนี้คือเธอ
กนกรส
www.mebmarket.com
ความในใจของผู้ชายที่ชื่อ...อานนท์ บูรณกำจร…“นนท์คะ ช่วยหยิบตะกร้าหวายตรงโต๊ะมุมห้องมาให้หน่อยสิคะ มุขจะจัดตะกร้าขนมหวาน เอาไปให้คุณแม่ของนนท์เย็นนี้” อ้า...เสียงหวานของภรรยาตัวน้อยของผมดังมาจากห้องครัว “ครับมุข...” ผมหยุดความคิดลง พร้อมวางอัลบั้มรูปภาพของเธอไว้ในกล่องอย่างดี ผมชอบแอบถ่ายรูปตอนเธอทำงานบ้านยามเผลอ มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด ทุกครั้งที่ผมเห็นเธอเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ผมจะถ่ายรูปเธอเก็บไว้ เพราะรูปภาพเหล่านี้ก็เหมือนตัวแทนของความทรงจำในอดีต ให้ระลึกถึงแม้ยามที่เราแก่เฒ่า นี่คือภรรยาสุดที่รักของผม ชีวิตของผมที่ถูกเติมเต็มด้วยเธอคนนี้คนเดียว เสน่หารักนี้คือเธอ...

เสน่หาสายใยรัก
กนกรส
www.mebmarket.com
ฝ่ามือน้อยหยุดชะงักกึก เมื่อได้ยินคำเรียกขานลูกในท้องของเธอในทางหมิ่นแค้น คำพูดของคนเป็นพ่อใช้เรียกขานลูกของตัวเองเป็นเพียงสิ่งต้อยต่ำเช่นนี้เลยหรือ ดวงตาเคยหวานจึงตวัดขึ้นมองไปทางคนใจดำอย่างไม่พอใจ เขาไม่รับผิดชอบตัวเธอ เธอทนได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกสิ่งมีค่านี้ว่าเป็นเด็กหัวขน.. “ถ้าหากนายจะกรุณาเราสองคนแม่ลูกจริงๆ ฉันขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น และหวังว่านายจะให้เราสองคนแม่ลูกได้สบาย” “เธอจะขออะไร?...” 



ทั้งสองคนนั่งเงียบมาตลอดเส้นทาง เมื่อคนหนึ่งไม่ยอมพูดตั้งหน้าตั้งตาขับรถ เป็นเพราะรู้สึกหน่วงในความรู้สึกอย่างกะทันหัน เขาไม่ได้อยากตอบมุขธิดาออกไปในทำนองนั้น แต่จนใจจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม ทว่าสำหรับอีกคนที่นั่งนิ่งไม่ยอมพูดจาอีกเลย เป็นเพราะคำตอบของชายหนุ่มทำให้เธอขุ่นใจ

อานนท์ขับรถมาโดยไม่ถามเส้นทางสักคำ มุขธิดาไม่ปริปากบอกด้วยเพราะเธอรู้สึกโกรธเขาอยู่ อันที่จริงนั้นมีแอบสงสัยเล็กน้อย ทำไมเขาดูเหมือนคนชำนาญเส้นทางมาบ้านของเธอจัง ทั้งที่เธอพอจำได้ เขาขับรถมาบ้านเธอเพียงแค่สองหนเท่านั้น คือวันที่เธอแอบหนีเขาออกทางหลังบ้าน กับวันที่เขาเอาเงินมาฟาดหัวเธอในตอนเย็น

พอรถคันโก้จอดเทียบสนิทหน้าประตูรั้วเหล็ก มุขธิดาพอยังเหลือมารยาทอยู่บ้าง ขุ่นใจเขาแต่ยังเห็นในน้ำใจ เธอจึงยกมือพนมไหว้ขอบคุณชายหนุ่มนอบน้อม เพราะอย่างน้อยนอกเหนือจากคำพูดดูถูกของเขาแล้ว อานนท์ก็ไม่ได้ทำร้ายหรือต้มยำทำแกง เขาคงจะกลัวเธอเอาเรื่องไม่ดีทั้งหลายแหลนำมาบอกน้องสาวเขาสิท่า วันนี้เขาถึงได้ดูสงบปากสงบคำ นับคำพูดจากเขาได้เลยก็ว่าได้

ทว่าพอเธอกำลังจะเอื้อมมือดันรั้วเหล็กเปิดออก ร่างสูงกลับยืนขนาบข้างโดยไม่พูดจา มือที่ทั้งใหญ่และทรงพลังกว่า ทาบทับฝ่ามือน้อยของเธอ ดันประตูรั้วเหล็กสีซีดนั้นอ้าเปิดออกเสียเอง

“เอ๊ะ!อะไรกันคุณ...” หญิงสาวอุทานรีบชักมือหนี ถอยห่างร่างสูง รู้สึกตกใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าอานนท์จะเดินตามเธอลงมาจากรถ ตอนเธอหันไปขอบคุณเขา ใบหน้าหล่อยังดูเรียบตึง ทำนิ่งเฉย เธอเลยนึกว่าเขาคงจะรีบขับรถออกจากถนนโกโรโกโสนี้เสียอีก ที่ไหนได้ดันลงรถมายืนข้างเธอ

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ” มุขธิดาเงยหน้ามองคนพูด ชั่งใจว่าเขามีเล่ห์กลอื่นแอบแฝงหรือไม่ เนื่องจากวันนี้ในบ้านของเธอไม่มีใครอยู่ พี่โมชกับป้าละมัยยังไม่กลับมาจากเชียงใหม่

อานนท์กระแอมเสียงขุ่น ก้มใบหน้าสบดวงตากระจ่างใสแน่นิ่ง

“ฉันไม่ได้พิศวาสอะไรเธอทั้งนั้นหรอกน่า จะกลัวอะไรนักหนาหึ...”

เขาตอบกลับคนขี้ระแวงเสียงหงุดหงิด โหนกแก้มขึ้นสีระเรื่อ กระดากปากที่จะบอกหญิงสาว ว่าเขานั้นปวดหนัก ท้องไส้มันรู้สึกบิด อาจเป็นเพราะแกงเผ็ดลูกชิ้นปลากรายที่เขาทานเข้าไปเสียหมดเกลี้ยง เพียงได้รู้ว่าแกงชามนั้นเป็นฝีมือของแม่คนขี้ระแวงลงมือทำมาอวดน้องนิ่มของเขา รสชาติถูกปาก แม้ตอนแรกแสดงท่าทีไม่อยากจะทานสักเท่าไหร่ มารู้ตัวอีกทีแกงนั้นหมดถ้วยเสียแล้ว

มุขธิดาเลิกคิ้วสังเกตจากสีหน้าซีดของเขา เขาคงไม่มีลูกไม้ตุกติก

“คือฉัน...ปวดท้อง” อานนท์ย่นหน้าเสีย

น่าจะปวดมากเสียด้วย ดูหน้าผากเขาสิถึงกับเหงื่อแตก

“นั้นก็...เชิญค่ะ” มุขธิดาเกือบหลุดขำ ก่อนเดินนำหน้าชายหนุ่มเข้าไปในบ้านด้วยความจำใจ ถ้าหากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้น อย่างน้อยเธอยังรู้ที่ซ้อนอาวุธ สำหรับใช้ป้องกันตัวเองได้ ถ้าหากเขาเล่นตุกติก เธอจะเอาไม้ทุบเขาให้หัวแบะด้วยมือตัวเองเลยคอยดู...

อานนท์กวาดสายตาสำรวจภายในบ้าน พร้อมพ่นลมหายใจ เล็กเท่ารังหนูแบบนี้อยู่กันเข้าไปได้ยังไงนะ เท่าที่ใช้ให้สันติสืบประวัติของเจ้าหล่อน บ้านหลังแคบนี้มีผู้อาศัยถึงสามคนด้วยกัน...

เอ...รู้สึกจะมีผู้หญิงวัยกลางคนนั่นคงจะเป็นป้า ส่วนผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่เขาเคยเจอและสนทนาด้วย เป็นพี่ชาย

“ห้องน้ำอยู่ตรงนั้นค่ะ คุณเดินเลยห้องครัวไปหน่อยก็จะเห็น”

มุขธิดาชี้นิ้วมือบอกใบ้ให้เขาเดินย้อนตรงอีกด้านของตัวบ้าน ซึ่งตรงบริเวณนั้นถูกกั้นไว้เป็นห้องสำหรับอาบน้ำพร้อมกับขับถ่ายไปในตัว มันอยู่เยื้องทางเข้าห้องครัวอีกฝั่ง ส่วนเธอเดินเลี่ยงเอาของเข้าไปเก็บอีกห้อง

อานนท์ชักสายตากลับแล้วก้มมองคนบอกทาง เห็นเจ้าหล่อนเดินลับหายเข้าไปอีกห้อง เขาเม้มปากสนิท ชั่งใจดูสักครู่เพราะไม่กล้าเข้าใช้ห้องน้ำดั่งกล่าว หากยังไม่ทันจะตัดสินใจ ท้องไส้เขากับดังโครกครากประท้วง ข้าศึกกำลังจะโจมตีพ้นด้านหลังออกมารอมร่อ

“ขอบใจ” เมื่อต้องกลั้นใจเดินเข้าห้องน้ำทั้งคับแคบและดูแปลกตา อานนท์ยังไม่ลืมส่งเสียงขอบคุณเจ้าของบ้านสาว

มุขธิดาส่ายหน้ากลอกตา ทำไมเธอจะไม่ทันเห็นใบหน้าย่นยู่ของเขายามสำรวจมองภายในตัวบ้านของเธอเมื่อกี้ สายตาของเขามันฉายความกระอักกระอ่วนออกมาทั้งสองข้าง เขาคงไม่เคยเห็นบ้านคนจนสินะ ถึงได้ทำสีหน้าเหมือนกินยาขม แต่เขารู้สึกแบบนั้นก็ดี เขาจะได้รีบเข้าห้องน้ำแล้วจะได้รีบกลับออกไปจากบ้านของเธอเสียเร็วๆ เธออยากพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวทำงานในวันพรุ่งนี้...

แต่กาลกลับไม่เป็นอย่างที่มุขธิดาคิด อานนท์เกิดมีอาการถ่ายขั้นรุนแรง เขาหน้าซีดยืนหายใจหอบ หลับตาเกาะประตูห้องน้ำของเธอเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลามีเม็ดเหงื่อผุดพราย มุขธิดาอยากขำกับภาพที่เห็นแล้วแอบถ่ายวิดีโอเก็บเอาไว้ดูเล่นเหลือเกิน ภาพตรงหน้าเธอ มันเป็นภาพหาดูยากเสียด้วย เมื่อหนุ่มในฝันของหญิงสาวค่อนประเทศกำลังยืนหมดสภาพอยู่หน้าห้องน้ำบ้านของเธอจนดูไม่จืด

“ฉันปวดท้อง”

คนป่วยยกมือกุมท้องอีกหน ก่อนผลุบหายเข้าด้านในห้องน้ำ มุขธิดาเองเริ่มยืนไม่ติด เพราะดูจากท่าทางอ่อนระโหยของอานนท์ อาการเขาคงไม่ใช่น้อยๆ หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นด้านบนห้องนอนส่วนตัว รื้อเอากล่องยาสามัญที่เธอมีติดบ้านประจำออกมา มองหาห่อน้ำเกลือแร่ พร้อมกับยาฆ่าเชื้อ แล้ววิ่งพรวดกลับลงมายังด้านล่างด้วยนึกเป็นห่วงชายหนุ่ม

ตอนนี้อานนท์เองนั้นแทบคลานออกมาจากห้องน้ำที่เขาแอบนึกหวั่นไม่กล้าเข้าตั้งแต่ทีแรก หากเพียงไม่นานสิ่งที่เขานึกหวั่นเกรงกลับเป็นห้องไม่ต่างจากสวรรค์ให้เขาได้ปลดปล่อยความทรมาน เขานั่งกุมท้องเงยหน้ามองเจ้าของบ้าน

“ไหวไหมคุณ” มุขธิดาสาวเท้าเข้านั่งยองๆข้างร่างใหญ่ อานนท์เอนกายพิงกับขอบประตูพร้อมพยักหน้าลง

“ยังไม่ถึงกับตาย”

 ยังปากดีไม่เปลี่ยน มุขธิดาแอบต่อว่าเขาในใจ

“ดื่มน้ำเกลือแร่นี่ก่อนนะคะ คงต้องปล่อยให้คุณถ่ายออกให้หมด แล้วค่อยทานยาแก้ปวด” มุขธิดาบอกขึ้น

“มันคงไม่มีอะไรให้ออกมาแล้วละตอนนี้” อานนท์งึมงำเสียงระโหยพร้อมรับแก้วน้ำเกลือแร่มาจากหญิงสาวแล้วยกขึ้นดื่มพรวดเดียวจนหมด เขารู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงกับการเสียน้ำเพราะการขับถ่ายรุนแรง ตอนนี้แรงจะยืนยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

“ขอบใจ” พอดื่มหมดแก้วอานนท์จึงส่งแก้วคืนให้ โดยไม่ลืมเอ่ยขอบคุณ แม้จะรู้สึกอายหญิงสาวอยู่บ้าง ที่ดันมาท้องเสียจนหมดสภาพในบ้านของเจ้าหล่อน

“มาค่ะ ลุกไปนั่งที่โซฟานั่นดีกว่า” หญิงสาวพยักหน้าไปยังอีกมุมของบ้าน

“เธอไปนั่งเถอะ ฉันอยากนั่งตรงนี้มากกว่า” แม้นใจจริงนั้นอานนท์ไม่ได้คิดอยากขัดขืนหรืออยากจะนั่งตรงนี้อย่างที่ปากพูดสักนิด ทว่าเขาไม่มีแรงพยุงกายลุกขึ้นยืนมากกว่า มุขธิดาพอจะรู้ เธอกัดฟันแล้วตัดความรู้สึกออกจากหัวใจ พร้อมยันกายลุกขึ้นยืน โน้มร่างเล็กกว่าลงแล้วหิ้วปีกคนตัวใหญ่ให้ลุกขึ้นยืน

“ อย่านั่งตรงนี้เลยค่ะ อากาศมันไม่ค่อยถ่ายเทนัก ฉันช่วยคุณพยุงเดินไปเอง”

อานนท์หัวใจกระตุกวูบ พร้อมเหลือบสายตาอ่อนล้าก้มลงมองคนอาสาช่วย

“หนูหริ่ง...”

แม้นจะไม่ค่อยชอบคำเรียกขานของเขานัก แต่มุขธิดายังอุตส่าห์เงยหน้าขึ้นหาคนเรียก

“คะ...” เธอขานรับเขาพร้อมรอฟัง แต่เขากลับเงียบเสียงลงเสียอย่างนั้น

ส่วนอานนท์พอเรียกชื่อหญิงสาวเสร็จ เขากลับหุบปากแล้วนิ่งเงียบ พยายามไม่เทน้ำหนักตัวลงทางคนตัวเล็กว่าหลายเท่า แต่กระนั้นอานนท์ยังแอบสูดดมความหอมชื่นใจจากเรือนกายนุ่มนิ่ม กลิ่นกายที่เขายังจำได้อย่างแม่นยำ มันติดปลายจมูกแล้วยังตามหลอนเขาทุกที่

เมื่อเขาไม่พูดหญิงสาวจึงไม่ได้ซักไซ้ ได้แต่นึกก่นด่าเขาในใจไปตามประสา พร้อมกับพยายามประคองร่างหนาให้เดินมาจนถึงโซฟาริมหน้าต่าง และด้วยไม่ทันระวังถุงพลาสติกที่วางไว้ข้างโต๊ะกระจก มุขธิดาดันเดินไปเกี่ยวมันเข้า เลยพานทำเอาร่างเล็กสะดุดซวนเซ ดันร่างที่ไร้เรี่ยวแรงล้มคะมำลงทางด้านหน้าด้วยกัน และด้วยสัญชาตญาณของอานนท์ เขาไวพอที่จะไม่ล้มทับหญิงสาว ชายหนุ่มกัดฟันเฮือกสุดท้าย พลิกร่างตนเองให้นอนหงายเพื่อรองรับร่างบอบบางเอาไว้ ตอนที่หล่นโครมลงมากระทบพื้นไม้ด้วยกัน...

“โอ๊ะ!

อานนท์หลับตาห่อปากเมื่อแผ่นหลังกว้างของตนสัมผัสลงกับแผ่นไม้แข็งโปก ดีที่ศีรษะเขาไม่ฟาดถูกโต๊ะกระจก มันแค่ถูกพื้นแต่ไม่เจ็บอะไรมาก เขารู้สึกจุกตรงบริเวณท้องน้อยเฉียดกล่องดวงใจเพียงคืบมากว่าตรงจุดอื่น เลยเผลอส่งเสียงร้องครางระโหย ด้วยตรงกึ่งกลางลำตัวถูกกระแทกด้วยเข่าคู้ของคนซุ่มซ่ามเข้าอย่างจังเบ้อเริ่มตอนเหวี่ยงร่างเล็กขึ้นด้านบน เขาก็ไม่ทันมองอวัยวะส่วนใดของเจ้าหล่อน มันจะล้มลงมากระแทกหน้าท้องที่เต็มไปด้วยซิกแพคจนจุกถึงลิ้นปี่

และพอเขากระดกศีรษะขึ้นเหลือบตามองด้านบนลำตัว ร่างเล็กกระจิริดกว่าเขาหลายเท่า เจ้าหล่อนกำลังหลับตาปี๋ กอดรัดร่างของเขาเอาไว้เสียแน่น คงจะกลัวเจ็บตอนล้มสินะ จึงเกิดรอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าใสกิ๊ก มันรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างกะทันหัน หัวใจแข็งกระด้างพลันขยายโตเท่าบอลลูน

 หลงลืมแม้กระทั่งอาการปวดท้องของตนเองไปเสียสนิทด้วยซ้ำ...

 อานนท์ยกฝ่ามือใหญ่รัดร่างหอมชื่นใจ รั้งเรือนร่างบอบบางแนบสนิทเข้าหาลำตัวเขามากขึ้น มันเป็นความรู้สึกโหยหา ที่เขาแอบคิดไขว่คว้ามันมาหลายครั้งหลายหน  ถ้าตัดทุกเหตุผลออกให้หมด แล้วยกหัวโขนที่เขาสวมไว้วางได้ก็คงจะดีไม่น้อย ชีวิตเงียบเหงาที่ผ่านมา มันจะได้ไม่ไร้สีสันอย่างเช่นทุกวันนี้

อานนท์ซึมซับความสุขบนกายแกร่งของตน อยากให้ความรู้สึกนี้มันแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจแข็งกระด้าง ความสุขที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจากอิทธิพลของผู้หญิงจนๆคนหนึ่ง อีกทั้งเจ้าหล่อนนั้นก็ไม่ได้นึกพิศวาสเขานักหนาเสียด้วย แต่เขาก็มีความสุขทุกครั้ง ยามพาตัวเองยัดเยียดเข้าหาเจ้าหล่อน แล้วคอยหาข้ออ้างมากมาย เพื่อใช้กลบเกลื่อนความรู้สึกแท้จริงทั้งหมด โยนให้เป็นความผิดของมุขธิดาไปซะ เขาจะได้หาเรื่องมาใกล้ชิดเธอบ่อยๆ เหตุผลของการทำตัวร้ายกาจต่อหญิงสาว มันก็มีแค่เพียงเท่านี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมาย  

และเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา อารมณ์ดังกล่าวมานั้นทั้งหมดกลับเจือจางหายในพริบตา เพียงเพราะร่างเล็กที่ล้มทับใส่เขาทั้งตัว เริ่มขยับขยุกขยิก มันช่วยดึงสติเผลอไผลเมื่อสักครู่ให้กลับเข้าร่องเข้ารอยตามเดิม เขายอมรับกับตนเองได้ แต่กับคนอื่นไม่มีทาง  

ชายหนุ่มหุบยิ้มลง แต่ไม่ยอมปล่อยร่างนุ่มนิ่มให้เป็นอิสระ ยังคงกอดกระชับเอาไว้อย่างห่วงแหน แล้วเฉไฉแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อดใจไม่ได้จึงแตะปลายจมูกโด่งลงบนกลุ่มผมนุ่มสลวยของหญิงสาว ทำทีสูดดมเสียงดังฟืดฟาด สูดกลิ่นหอมระเรื่ออัดเข้าไว้เสียเต็มสูบ และเพราะเสียงหายใจกระเส่าบนศีรษะของมุขธิดา ช่วยเรียกสติคนกำลังหลับตาให้ลืมเพลิดขึ้นมาในทันทีทันใด

มุขธิดากะพริบตาปริบตอนรู้สึกตัว เธอใกล้จะสติแตกเต็มที เมื่อรู้ชัดเธอกำลังนอนทับร่างของนายอานนท์เอาไว้ทั้งตัว เธอไม่กล้าแม้จะเงยหน้าขึ้นสูงกว่าหน้าอกเขา ทั้งอายทั้งเจ็บใจขาตัวเองนัก ดันซุ่มซ่ามเกี่ยวเข้ากับถุงจนทำให้ขาเธอสะดุดหกล้มหล่นไม่เป็นท่าแบบนี้

อานนท์ส่งเสียงครางเบาๆออกมาเล็กน้อย เมื่อตอนนี้ไม่ใช่แค่อาการจุกเท่านั้นที่มันกำลังเล่นงานเขาอยู่ เขาเริ่มรู้สึกมวลท้องอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาตงิด แต่เขาไม่อยากพลาดโอกาสงามนี้นี่นา เลยต้องยอมข่มอาการมวลท้องนั่นเอาไว้อย่างสุดกำลัง จะมาลุกพรวดพลาดแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำต่อหน้าหนูหริ่งได้ยังไง อายแม่นี่ตายชัก

 “คุณนนท์...”

เพียงแค่สติกลับมา มุขธิดาถึงกับหายใจสะดุด นัยน์ตาที่โตอยู่แล้วเบิกโพลงคล้ายคนเห็นผี หญิงสาวรีบขยับกายลุกขึ้นอย่างเก้กัง เพราะกลัวทำอานนท์เจ็บหนัก แต่กลับถูกลำแขนแข็งแรงกว่ารั้งดึงร่างเล็กของตนเอาไว้ ดึงให้นอนราบทับหน้าอกแกร่งของเขาเช่นเดิม กลิ่นกายเขาหอมฟุ้งเป็นเอกลักษณ์ รูปร่างของเขานั้นดูทรงพลังชวนเคลิ้มฝันสำหรับผู้หญิงทั้งหลาย และดูเหมือนเธอเองก็ไม่ได้แตกต่าง เมื่อเธอกำลังพ่ายแพ้แก่เสน่ห์ของเขาอย่างราบคาบเช่นกัน

“คุณนน์...” เธอเรียกชื่อเขาซ้ำอีกหนตอนถูกเขาดึงกลับ

“ฉันจุก ขอนอนพักอีกสักหน่อย” เขาผงกศีรษะขึ้นมาบอกเธอเสียงแผ่ว ใบหน้าหล่อเหยเก

“นั้นคุณก็ปล่อยให้ฉันลุกก่อนสิคะ คุณจะได้ไม่หนักมากไง”

 “ไม่เป็นไรฉันไม่หนัก ว่าแต่เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงแข็งเป็นมะนาวไร้น้ำถามไถ่ขึ้นพร้อมกับเอ่ยปฏิเสธ เขาไม่ยอมปล่อยให้เจ้าของร่างบางลุกขึ้นหนีไปไหน มีการลากฝ่ามือลูบแผ่นหลังแผ่วเบา ทำเอาขนในกายหญิงสาวลุกเกรียวกราว มันพากันตอบสนองสัมผัสนั้นอย่างน่าอับอาย คล้อยตามอารมณ์อบอุ่นเหมือนดั่งต้องมนต์สะกด วันนี้เขาดูแปลก ไม่เหมือนนายอานนท์คนที่เธอเคยรู้จักเลยสักนิด

“ไม่...เอ่อ...ไม่เจ็บตรงไหนหรอกค่ะ แต่...เอ่อ...คุณปล่อยฉันก่อนสิคะ ฉันตัวหนักจะตาย อย่าบอกว่าไม่หนักเลย ตัวคุณนั่นแหละที่จะแย่เอา” มุขธิดาพยายามฝืนร่างตนเองให้ลุกขึ้นจากการโอบรัด ทว่าอานนท์นั้นไม่มีทางยอมปล่อยความสุขเล็กๆน้อยผ่านไปง่ายๆ เขาอยากโอบกอดร่างนี้อีกนานๆ โดยไร้การสะบัดสะบิ้งตั้งแง่รังเกียจกันและกัน

เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย เขาจะพาตัวเองเข้าใกล้กับมุขธิดา...

“แต่คุณกำลังปวดท้องอยู่ด้วยนะคะ ลุกขึ้นมานั่งพักดีๆไม่ดีกว่าหรือไง”

มุขธิดาท้วงเสียงอ่อน อดเป็นห่วงอาการท้องเสียของเขาก่อนหน้านั้นไม่ได้

“ไม่เป็นไร ฉันค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้วละ ตอนนี้แค่อยากนอนหลับตานิ่งๆ” แล้วกอดร่างหอมชื่นใจนี้เอาไว้ อานนท์แอบพูดต่อประโยคในใจ โอบลำแขนรัดร่างนิ่มแนบลำกายตนเองโดยลืมอาการจุกเสียดหรือแม้แต่อยากวิ่งเข้าห้องน้ำโดยปริยาย ขอแค่ได้นอนกอดร่างนี้เป็นพอ

มุขธิดาถอนหายใจ ยอมปล่อยให้เขากอดเธอไว้อยู่บนพื้นห้อง แอบนึกเป็นห่วงไม่ได้ เธอกลัวเขาจะปวดท้องหรือเจ็บตรงไหนขึ้นมามากกว่าก่อนล้มลงบนพื้น ไม่ใช่เธอคิดใจอ่อนแล้วลืมความผิดของเขาหรอกนะ การที่เธออดห่วงเขาไม่ได้นั้น อาจเป็นเพราะจรรยาบรรณทางสายอาชีพงานตนเองเสียมากกว่า อย่างไรเขาก็กำลังป่วย และเธอเป็นถึงผู้ช่วยพยาบาล

หญิงสาวให้เหตุผลกับตนเอง แล้วหลับตาละความดื้อดึง ปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายมากขึ้น เธอแนบใบหูเล็กเอียงฟังเสียงหัวใจของเขา มันเต้นแรงและเร็วเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอเอาเสียเลย ดูมันไม่ต่างจากการเต้นของหัวใจเธอเช่นกัน...

 

 

มุขธิดายืนมองอุปกรณ์เครื่องนอนในมือด้วยสายตาลำบากใจ จะไล่ให้อานนท์กลับไปในสภาพที่ดูไม่จืดเธอเองก็ตัดใจทำไม่ลงเสียด้วย แต่ใช่ว่าเธอจะไม่นึกระวังภัยคุกคามจากเขา เพราะถึงอย่างไร เธอยังไม่อาจลืมวีรกรรมแสนเลว ที่เขาเคยทำไว้กับเธอตั้งมากมาย

ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน ไม่อยากมานั่งโทษความโง่ของตัวเองภายหลัง หลงเชื่อและไว้ใจคนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงวันนี้เขาดูต่างจากครั้งก่อนๆก็เถอะนะ มากไปกว่านั้นเขาอุตส่าห์ยอมเจ็บตัวกลายเป็นเบาะรองรับเธอตอนล้ม จะใจดำไม่ดูแลเขามันก็กระไรอยู่

“คุณ...ฉันเอาที่นอนปิกนิกมาให้ค่ะ แต่คุณยังโอเคอยู่ใช่ไหม” มุขธิดาหยั่งเชิงถามถึงอาการท้องเสียของชายหนุ่ม ลึกๆในใจนั้นอดเป็นห่วงเขาไม่ได้ ยิ่งได้มาเห็นหน้าตาเขาชัดๆตอนนี้ ยิ่งดูซีดเสียวไร้สีเลือด ดูแล้วอาการเขาคงหนักอยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่ยอมไปโรงพยาบาลและเธอไม่กล้าบังคับเขาเหมือนกัน

“อืม...ก็ดีขึ้นมาหน่อย” อานนท์ตอบเสียงเบาหวิว แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นมามองคนถาม จึงเห็นมุขธิดากำลังหอบเอาผ้าห่มพร้อมกับหมอนหนุนวางลงใกล้ร่างเขาซึ่งนอนงอตัวเอาไว้ ด้วยยังรู้สึกมีอาการมวลท้องตกค้างอยู่เล็กน้อย

“นั้นคุณก็นอนพักให้หายดีตรงนี้ก่อนแล้วกัน ถ้าหายสนิทเมื่อไหร่ จะได้มีแรงขับรถกลับบ้านไหว”

“พูดเหมือนอยากไล่ฉันกลับบ้านเหลือเกินนะ”

อานนท์พูดตัดพ้อเล็กน้อย พร้อมเหลือบหางตาลงมองอุปกรณ์ เขาเห็นหญิงสาวลากมันมาวางไว้หลายชิ้น เธอกองไว้ใกล้กับโซฟาพื้นที่สำหรับให้เขานอนคืนนี้ จัดแจงปัดฝุ่นแล้วปูลงกับพื้นอย่างชำนาญ เขามองตามด้วยความรู้สึกแขยงแผ่นหลังพิกล แต่ก็อย่างที่มุขธิดาพูด ในวินาทีนี้เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะเหยียบคันเร่งเพื่อขับรถกลับบ้านด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

 อีกอย่างมันก็ดึกจนป่านนี้ เขาเลยไม่อยากโทรรบกวนให้สันติมารับ ป่านนี้หมอนั้น คงกำลังใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเล็กๆของตนเองนั่นแหละ เจ้านั้นมันติดเมียยิ่งกว่าอะไร  

มุขธิดาเลือกที่จะเงียบ แล้วตั้งหน้าตั้งตาปูที่นอนสำหรับให้คนป่วยนอนคืนนี้ เครื่องนอนทุกชิ้นสะอาดเอี่ยม เพราะเธอมีนิสัยเก็บรักษาของใช้ทุกชิ้นเป็นอย่างดีเสมอมา หญิงสาวตบมือลงบนหมอนใบโตเสียงดังตุบตับ เพื่อเกลี่ยนุ่นให้เท่ากัน เตรียมเอาไว้ให้ชายหนุ่มหนุนนอนสำหรับคืนนี้ ก่อนหันตัวจัดแจงกับฟูกนอนต่อ

“ทำไมมันดูแข็งจัง ไอ้ที่นอนของเธอน่ะ” คนป่วยแอบโวยเสียงแหบแห้ง บุ้ยปากไปยังผืนผ้าบางเฉียบ มองที่นอนปิกนิกอันเล็ก มันทั้งบางและแข็งไม่ต่างจากพื้นไม้กระดาน ยังนึกถึงรูปร่างของตัวเองทั้งสูงใหญ่มากกว่าไอ้ที่นอนขนาดเล็กของมุขธิดาหลายเท่า จะให้เขาขึ้นไปนอนบนนั้น แล้วคืนนี้เขาจะหลับลงได้ยังไงไหว

คนเรื่องมากยังโวยต่อ

“อีกอย่างฉันกลัวปวดหลังด้วย ดูแล้วไม่น่านอนสบาย” อานนท์พูดเสียงอ่อย เพราะไม่เคยนอนกับอุปกรณ์แบบนี้ในชีวิต ตามนิสัยของลูกคุณหนูที่ไม่เคยใช้ชีวิตลำบากมาก่อน

“นั้นคุณจะขึ้นไปนอนบนเตียงในห้องของฉันไหมล่ะ เดี๋ยวฉันนอนบนพื้นข้างล่างนี้เองก็ได้” มุขธิดาถอนหายใจแรง พร้อมพูดตัดความรำคาญ ผู้ชายอะไรเรื่องมากชะมัด

“แต่ฉันเป็นผู้ชาย ถ้าทำแบบนั้นมันก็เป็นการเอาเปรียบเธอแย่นะสิ” มุขธิดาอยากจะค้อนเขาให้ตากลับสักทีแต่ไม่กล้า เลยเปลี่ยนเป็นกลอกตาขึ้นมองฝ่าเพดานบ้านตนเองแทน ให้มันได้แบบนี้สิคุณผู้ชายขา

“ฉันไม่ใช่คนคิดมาก คุณก็ขึ้นไปนอนข้างบนเถอะ จะได้ไม่ปวดหลัง”

อานนท์ค่อยๆยันตัวเองลุกขึ้นมานั่ง แล้วย่นหัวคิ้วเมื่ออาการมวลท้องกลับมาโจมตี เขากัดฟันข่มอาการแล้วเงยหน้ามองร่างเล็ก เจ้าตัวกำลังขะมักเขม้นปูที่นอนปิกนิกลงบนพื้นบ้านต่อโดยไม่คิดสนใจเขาอีก

 “แล้วอีกอย่างให้ฉันขึ้นไปนอนบนบ้านของเธอคนเดียว ฉันคงนอนไม่หลับหรอก มันดูวังเวงยังไงไม่รู้” เขาบอกแล้วลูบแขนทำท่าขนลุกขนพอง

มุขธิดาถึงกับหันขวับ ตวัดสายตาขุ่นคลักมองพ่อเรื่องมาก จะมากลัวความวังเวงอะไรวันนี้

“คือบ้านเธอมันดูน่ากลัว ฉันไม่ค่อยชินกับบ้านไม้ เคยดูในหนังผีแล้วมันอดขนลุกไม่ได้”

ก็จะให้ชินได้ยังไงในเมื่อเขาเพิ่งเข้ามาเหยียบวันนี้นี่นา มุขธิดาอยากจะต่อว่า แต่เห็นว่าเขาเองก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เธอจึงพยายามข่มอารมณ์ อีกทั้งเธอนั้นก็เริ่มง่วงนอน ไม่อยากต่อความยาวทะเลาะกับเขาไม่จบไม่สิ้น

“มันเหมือนบ้านผีสิง” เขายังว่าให้อีก ความอดทนของเจ้าของบ้านจึงขาดผึง

“แล้วคุณจะเอายังไงก็ว่ามา ฉันง่วงอยากจะนอนพักเต็มที จะเอายังไงก็ว่ามาเลย จะได้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอนเสียที” คราวนี้หญิงสาวถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนตัวตรง ยกมือขึ้นเท้าสะเอวด้วยอารมณ์ฉุนกึก พร้อมส่งสายตาขุ่นเขียวลงมองคนเรื่องมากด้วยความรู้สึกรำคาญเต็มแก่ ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่รู้เขาจะเอายังไงกันแน่ เธออุตส่าห์ไม่ไล่เขาขับรถกลับบ้าน เพราะนึกเห็นใจเขาที่เกิดอาการท้องเสียจริงๆไม่ได้แกล้งเป็น ถึงขั้นเสียสละให้ขึ้นไปนอนพักบนห้องส่วนตัวของเธอด้วยซ้ำ แค่นี้ก็นับว่าเธอนั้นใจกว้างยิ่งกว่าแม่น้ำ เขายังจะมาทำเรื่องมาก ทำตัวงี่เง่าราวกับเด็กสามขวบ

อานนท์ยักไหล่ ทำท่าครุ่นคิด ไม่ได้สนใจไอ้สายตาเขียวปั๊ดของเจ้าของบ้านเลยสักนิด เรื่องอะไรเขาจะยอมนอนเหงาเปล่าเปลี่ยว ทั้งที่โอกาสทองยื่นส่งมาให้ถึงมือเขาแบบนี้ ถ้าไม่รีบคว้าไว้ก็โง่เต็มแก่ อีกอย่างของก็เคยๆกันมาก่อน แต่ความจริงเขาก็ไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับเจ้าหล่อนเสียหน่อย ไม่เห็นต้องทำเสียงดังใส่เขาแบบนี้เลย เขาแค่ไม่อยากนอนคนเดียวเพราะรู้สึกแปลกที่แปลกทางก็เท่านั้นเอง

“ตกลงคุณจะเอายังไง”

“แล้วทำไมถึงไม่ขึ้นไปนอนบนเตียงเธอด้วยกันล่ะ” อานนท์เสนอความคิดแบบหน้าด้านๆ เอ่ยปากชวนเจ้าของห้องตัวจริงขึ้นไปนอนบนเตียงเดียวกันมันเสียเลย

มุขธิดาแทบลมออกหู กัดฟันดังกรอดๆ ขึงตาดุใส่คนเสนอความคิด

“คุณจะบ้าหรือเปล่า จะให้ขึ้นไปนอนบนเตียงเดียวกันกับคุณนี่นะ ไม่มีทางหรอกยะ ถ้าจะให้ฉันขึ้นไปนอนบนเตียงเดียวกับคุณ สู้ฉันไล่คุณกลับบ้านจะง่ายกว่าละมั้ง” มุขธิดาแหวขึ้นเสียงเข้ม ขว้างค้อนใส่คนต้นคิดตาหลับตาเหลือก

นี่เขากำลังคิดไม่ซื่อกับเธออยู่หรือเปล่า มุขธิดาเริ่มระแวงขึ้นมา เธอจึงขยับร่างถอยห่างแล้วมองหาอุปกรณ์ช่วย อานนท์เลิกคิ้วเข้มพร้อมส่ายหน้าอย่างระอา  

“คิดว่าฉันมีแรงจะลุกขึ้นมาปล้ำเธอได้อีกหรือไง แหกตาดูสภาพของฉันตอนนี้หน่อยสิ แรงจะเดินยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ แล้วจะเอาแรงที่ไหนลุกขึ้นมาปล้ำเธอได้ล่ะ” พูดจบเขายกมือขึ้นกุมท้องนิ่วหน้า มุขธิดาเห็นเป็นจริงตามที่เขาพูด เธอจึงอ่อนเสียงลง

“ก็เอ่อ...คุณเคยทำไม่ดีกับฉันไว้นี่ ฉันก็ต้องระวังตัวไว้ก่อนสิ”

“คิดแต่เรื่องอกุศล” คนป่วยกุมท้องแล้วเงยหน้าขึ้นมาต่อว่า

พอเห็นชายหนุ่มยกมือกุมท้อง มุขธิดาเลยรีบนั่งลงเคียงข้างเขาเพื่อดูอาการ

“ยังปวดอยู่อีกหรือคุณ...”

“ปวดแต่ไม่มากเหมือนตอนแรก มันปวดเหมือนไส้ถูกบิดนะ” เขาบอกถึงอาการตนเองแล้วสูดปาก

“อยากเข้าห้องน้ำอีกไหม เดี๋ยวฉันช่วยพยุงคุณไปเอง” อานนท์สายหน้า เขาไม่มีอาการอยากเข้าห้องน้ำ เมื่อมันไม่มีอะไรหลงเหลือพอจะให้ออกมาได้อีก อาการของเขาตอนนี้มันมีแค่เจ็บแบบจี๊ดๆเท่านั้น

“ฉันอยากนอนมากกว่า” เขาหลับตาส่งเสียงอ่อนระโหยร้องขอ และนั่นเลยทำให้เจ้าของบ้านสาวตัดสินใจลุกขึ้นยืน ชั่งใจอยู่สักครู่สรุปจะเอาอย่างไรกับเขาและกับตัวเองดี และเมื่อตัดสินใจได้ มุขธิดาจึงแตะบ่าชายหนุ่มถามไถ่

“คุณยังเดินไหวนะคะ” เขาส่ายหัวพร้อมส่งเสียงอ้อนๆ ส่งสายตาละห้อยซึ่งมันดูเหมือนไม่ใช่นายอานนท์คนเดิมสักเท่าไหร่ หญิงสาวถึงกับกะพริบตาถี่เพื่อมองให้แน่ใจ ผู้ชายคนนี้ใช่นายอานนท์คนที่เธอเคยรู้จักหรือไม่ ตัวจริงหรือตัวปลอม

“ช่วยพยุงฉันหน่อยนะ ฉันเดินไม่ไหวจริงๆ” เสียงอ่อนระโหยย้ำมาอีกครั้งทำให้มุขธิดาเริ่มอยู่ไม่สุข ละล้าละลัง ก่อนตัดสินใจโน้มกายแล้วยกแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามขึ้นโอบรอบลำคอตนเอง อานนท์เบ้หน้าพร้อมยันร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืน เขาพยายามไม่ผ่อนน้ำหนักลงไปหาร่างเล็กบอบบาง กลัวหญิงสาวจะทานน้ำหนักเขาไม่ไหว เดี๋ยวพานจะล้มกลิ้งลงกับพื้นเหมือนเมื่อสักครู่นี้อีก

และพอมาถึงด้านบนชั้นสองของตัวบ้าน บนนี้มีด้วยกันทั้งหมดสามห้อง ห้องของมุขธิดาอยู่ริมซ้ายมือสุด ด้านในมีขนาดไม่กว้างแต่ทว่าดูสะอาดสะอ้านตา เฟอร์นิเจอร์นั้นมีนับชิ้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของใช้ที่จำเป็น ภายในห้องจึงดูทั้งโล่งเป็นระเบียบ แถมดูไม่น่าอึดอัดอีกด้วย

 “หวังว่าคุณคงนอนได้นะคะ แต่เตียงมันแคบไปสักหน่อย” เมื่อพาเขามาถึงเตียงนอน มุขธิดาจึงเอ่ยถามเพื่อดักทางเขา คราวนี้หวังว่าเขาคงหมดปัญหาแล้วนอนพักได้เสียที

มุขธิดาเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมจากภายนอกพัดเข้ามา แล้วเตรียมผละเดินลงยังชั้นล่างเพื่อลงไปหยิบเครื่องนอนขึ้นมาปูนอนในห้องตัวเองแทน

“อ้าวแล้วนั่นเธอจะไปไหน” อานนท์รีบเอ่ยท้วงเสียงหลง เมื่อเขาเห็นหญิงสาวทำท่าเหมือนจะเดินออกจากห้องทิ้งเขาไว้คนเดียว

“ฉันจะลงไปเอาที่นอนขึ้นมาปูนอนบนนี้” หญิงสาวเอี้ยวตัวมาบอก

“แล้วทำไมถึงไม่ขึ้นมานอนบนเตียงนี้ด้วยกัน ไม่เอา ฉันไม่อยากนอนบนเตียงคนเดียว” คนเรื่องมากเริ่มก่ออาการเอาแต่ใจ น้ำเสียงอ้อนๆเริ่มเปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ใบหน้าขาวเริ่มแดงก่ำ

“ฉันไม่ยอมนอนเตียงเดียวกับคุณเด็ดขาด”

เจ้าของบ้านสาวยืนยันเสียงแข็ง ตีหน้ายักษ์ใส่คนเอาแต่ใจ แค่ยอมอ่อนข้อแล้วพาเขาขึ้นมานอนภายในห้องของตนเอง แค่นี้ก็ถือว่าเธอยอมเขาแบบสุดๆแล้วนะ เพราะเธอจะถือว่าเขาคือคนป่วย แล้วเธอต้องมาคอยเฝ้าอาการของเขาเหมือนตอนเธอรับงานพิเศษนอกโรงพยาบาล

หากทว่าคนป่วยนั้นยังดึงดันไม่ยอมปล่อยให้เจ้าของบ้านสาวเดินออกจากห้องง่ายๆ อานนท์กัดฟันข่มอาการอ่อนเพลียเพราะการสูญเสียน้ำในร่างายมากกว่าปกติจากการขับถ่ายหลายครั้ง ชายหนุ่มฮึดลุกขึ้นยืนแล้วเดินหน้างอหงิก คว้าเอาร่างบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน

“คุณ!นนท์ จะทำอะไร ปล่อยนะ”

 หญิงสาวถึงกับใจหาย พยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนรัดรึง อานนท์พ่นลมหายใจหนักด้วยอาการอ่อนเพลีย เขารวบเอาร่างเล็กพากันล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยกัน จากนั้นก็จัดการล๊อคแขนล๊อคขาของคนพยศ กักกันเจ้าหล่อนไว้กับร่างแกร่งของตนเอง กดปลายค้างลงกับศีรษะทุยพร้อมหลับตาลง สูดเอาความหอมที่เขาชอบไว้เต็มปอด

“ปล่อยนะคนเลว ไหนคุณบอกจะไม่ปล้ำฉันไง” หญิงสาวพยายามดิ้นรนแล้วดันร่างของตนเองออกห่าง พร้อมกับส่งเสียงแหวใส่ นึกเสียใจที่ยอมใจอ่อนให้เขาขึ้นมาบนห้องนอนของตนเอง

ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเขาจะคิดไม่ซื่อ เธอจะไม่ยอมโง่ใจอ่อนพาเขาขึ้นมานอนบนนี้เลยจริงๆ นี่เธอต้องเสียค่าโง่ของตัวเองให้กับผู้ชายนิสัยเลวอีกแล้วใช่ไหม มุขธิดาเริ่มน้ำตาไหลคิดเป็นตุเป็นตะไปก่อนล่วงหน้า

 คนเลวต่อให้ดีกับเขาแค่ไหน เขาก็ยังเป็นคนเลวอยู่วันยังค่ำอยู่ดี

“ชูว์!ฉันไม่ทำอะไรเธอเสียหน่อย อย่ากลัวฉันเลย นอนเถอะ ฉันเพลียจนทนไม่ไหวแล้วตอนนี้”

อานนท์กระซิบเสียงเบาโหวงโดยไม่ลืมตา เมื่อเขาต้องใช้แรงพลังไปไม่น้อยเมื่อสักครู่กับการจัดการคนดื้อ เขาสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น เจ้าหล่อนคงร้องไห้เพราะเขาเป็นต้นเหตุอีกแล้วสินะ

อานนท์ปวดแปลบในหัวใจ เขาไม่ได้ตั้งใจอยากทำให้มุขธิดาร้องไห้สักหน่อย

“ฉันสัญญา นอนหลับซะคนดี...”  

อานนท์ให้สัญญาพร้อมกระชับอ้อมแขนรัดร่างหอมละมุนไว้อย่างหวงแหน มุขธิดารู้สึกสับสนกับความรู้สึกตนเอง ใจเธอสั่นไหวแปลกๆไปกับความอ่อนโยนที่เธอรู้สึกได้ เธอไม่กล้าหลับตามที่เขาบอก ให้ถึงอย่างไรเธอยังคงระแวงเขาอยู่ดี ทว่าผ่านไปได้ไม่นาน เมื่อเธอได้ยินเสียงกรนเบาๆพร้อมกับลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเจ้าของอ้อมแขนแข็งแรงนี้ เธอจึงเริ่มรู้สึกคลายกังวล แล้วหลับตาพล่อยหลับตามชายหนุ่มไปในที่สุด...

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha