Ever Living Fire ไฟรักนิรันดร์

โดย: อักษรามณี



ตอนที่ 1 : เงามัจจุราช (2)



“อืม...อืม...อือ”

เสียงครางต่ำและเบาแสนเบาลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผากขณะเจ้าของเสียงแห้งโหยเริ่มพลิกตัวไปมาอย่างเชื่องช้า เปลือกตาใต้แพขนตางอนงามกระพริบถี่ ๆ เพื่อเปิดรับแสงสีส้มจาง ๆ ที่สาดเข้ามากระทบก่อนดวงตาคู่นั้นจะค่อย ๆ เปิดรับแสงสว่างอย่างเต็มที่พร้อมสติสัมปชัญญะที่กำลังเต็มตื้นขึ้นทุกขณะหลังการหลับใหลยาวนานเกือบสองวันล่วงผ่านไป

“อืม...อืม”

ดาราวดีเริ่มขยับปลายนิ้วและกำมันเข้าหากันพลางยืดลำตัวด้วยความปวดเมื่อย เมื่อเธอลืมตาและมองขึ้นไปยังเพดานก็รู้สึกในทันใดถึงความแปลกเปลี่ยนในสถานที่ หญิงสาวขยับลุกขึ้นนั่งแต่กลับทำได้ลำบากเมื่อรู้สึกหนักที่ข้อเท้าข้างหนึ่งและเมื่อหันกลับไปมองก็ต้องตกใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นข้อเท้าของตัวเองอยู่ในโซ่เหล็กที่พันธนาการไว้แน่นหนาผูกโยงไว้กับผนังปูน

“อะ...อะไรกันนี่!

เมื่อดึงสติกลับคืนมาได้ทั้งหมดหญิงสาวก็พบว่าเธออยู่ในห้องเล็กแคบ โอ...ไม่สิ...มันเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่ไม่มีประตูแต่มีกรงเหล็กกั้นและมีหน้าต่างเล็ก ๆ ที่มีกรงเหล็กด้วยเช่นกัน มันช่างไม่ต่างจากคุกเลยแม้แต่น้อย

“ไม่!...ไม่!

ดาราวดีหันไปดึงข้อโซ่เหล็กที่มัดข้อเท้าของเธอไว้แน่นหนา หญิงสาวดึงมันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความรู้สึกกลัวสุดขีด เธอไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนและใครพาเธอมาพันธนาการไว้แบบนี้ ร่างแน่งน้อยพยายามขยับตัวแต่ยิ่งดิ้นรนก็เริ่มเจ็บปวดเพราะข้อเท้ายิ่งเสียดสีกับเหล็กกล้าจนเนื้อรอบ ๆ ข้อเท้าบางเริ่มเป็นรอยแดงช้ำ

“ช่วยด้วย!...ช่วยด้วย!

ร่างเล็กเริ่มร้องไห้ ไม่เคยกลัวอะไรอย่างนี้มาก่อนในชีวิต เสี้ยวหนึ่งของความคิดเธอประหวัดนึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาในทันใด แต่แล้วชั่วครู่เธอก็ได้ยินเสียงประตูเหล็กถูกเปิดออก หญิงสาวรีบหันกลับไปมอง นัยน์ตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความยินดี

“โธมัส!...โธมัส...ช่วยฉันด้วยค่ะ”

หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือจากบอดี้การ์ดของเธอโดยไม่รู้ว่าน้ำที่กบรอบตาเหือดแห้งไปตอนไหน ร่างสูงใหญ่ยังอยู่ในชุดสูทเนี๊ยบกริบ ใบหน้าของเขายังราบเรียบขณะจ้องมองร่างเล็กที่พยายามขยับโซ่เหล็กไปมา

“โธมัส...ได้โปรดช่วยฉันด้วยค่ะ...ที่นี่มันที่ไหนกันคะ”

ดาราวดีถามเสียงสั่นขณะร่างใหญ่กำยำย่อตัวลงและยังคงจ้องมองร่างบอบบางที่ตอนนี้อยู่ในชุดยาวสีขาวราวเทพธิดากรีก ผมเป็นคลื่นอ่อนสีน้ำตาลเป็นประกายยุ่งสยาย ใบหน้างามซีดจัดด้วยความประหวั่นพรั่นกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ที่นี่คือเกาะครีต”

เขาตอบด้วยน้ำเสียงห้าวหนัก ดาราวดีหยุดชะงักและหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลงดงามตอนนี้ฉายความหวาดหวั่นจนเกินระงับ ริมฝีปากบางราวกลีบกุหลาบระริกสั่น

“เกาะครีตอย่างนั้นเหรอคะ...โอ...โธมัส...ฉันไม่รู้เลยว่าใครทำแบบนี้ ได้โปรดช่วยฉันทีเถอะนะคะ เอาโซ่นี่ออกไปจากตัวฉันที”

ดาราวดีตะกายมือทั้งสองไปบนแขนของชายหนุ่ม รั้งแขนเสื้อสูทของเขาและไว้แน่นราวจะหาที่ยึดเหนี่ยว ความหวั่นหวาดนั้นอาบใบหน้างามจนซีดจัด เธอจ้องมองเขาราวกับนี่คือความหวังสุดท้ายในชีวิต โธมัสหรี่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มอมเทาลง

“คุณอยากมาที่นี่ไม่ใช่หรือ...ยูบีอา”

“ฉันอยากมา...แต่ไม่ใช่แบบนี้...ช่วยฉันเร็ว ๆ เถอะค่ะโธมัส พวกมันอาจอยู่แถวนี้ก็ได้”

“คุณหมายถึงพวกไหน”

“โธมัส...”

ร่างอรชรหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มเลื่อนมือของเขาขึ้นมาแตะบนใบหน้าของเธอเบา ๆ ปลายนิ้วแกร่งเลื่อนไล้ไปบนกรามเล็กที่สั่นน้อย ๆ ด้วยความกริ่งกลัว เขาเอียงหน้ามองเธอ หญิงสาวเห็นอะไรบางอย่างวูบไหวในดวงตาคมลึกคู่นั้น แล้วรอยยิ้มเหยียดก็จุดขึ้นบนมุมปากของบุรุษผู้ซึ่งหญิงสาวคิดว่าเขาคือความหวังสุดท้าย

”ถ้าคุณหมายถึงคนที่เป็นศัตรูของเฟอร์นันโด เบนฟอร์ด...คนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนความเลวร้ายของไอ้คนระยำนั่น ตอนนี้มันอยู่ต่อหน้าคุณแล้วนี่ยังไง!

ดาราวดีตาเบิกตากว้างเมื่อปลายนิ้วแกร่งที่ลูบไล้บนใบหน้าของเธอไปมาเปลี่ยนเป็นบีบคางเรียวไว้แน่น

“โธมัส...”

หญิงสาวรู้สึกเจ็บไปหมดตั้งแต่สันกรามเล็กจนถึงลำคอ ความกลัวของเธอเริ่มแล่นพล่านไปทั่วร่าง มันแผ่ขยายลงไปถึงปลายเท้าขณะนึกลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เธอกำลังจะกลับบ้านโดยมี เขา เป็นบอดี้การ์ดขับรถให้ และหลังจากนั้นเธอก็รู้สึกง่วงงุนจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ม่านตาของหญิงสาวขยายมากกว่าเดิมหลายเท่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น สายเกินไปเมื่อน้ำตาหยดน้อยร่วงไหลลงบนแก้ม

“โธมัส...ทำไม...”

“ทำไมล่ะหรือ...มีอะไรมากมายที่ผมอยากอธิบาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกให้คุณรู้เอาไว้...นั่นก็คือ จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่บอดี้การ์ดมืออาชีพอย่างที่คุณหรือพ่อของคุณเข้าใจ”

“คุณ...เป็นใคร”

รอยยิ้มเหยียดจุดขึ้นอีกครั้งและไม่น่าเชื่อว่านั่นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและอำมหิตบนใบหน้าคร้ามเข้มของผู้ชายที่ความหล่อเหลากระชากใจเคยสะกดความรู้สึกของเธอไว้แต่แรกเห็น ลมหายใจของเขาผ่าวร้อน หากแต่หญิงสาวกลับรู้สึกว่ามันคือความเหน็บหนาวที่กำลังทะลวงลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งซึ่งเต็มไปด้วยความหวั่นหวาด

“ผมคือโธมัส เอเฟซัส...เฟอร์นันโดไม่รู้จักผม แต่เขารู้จักครอบครัวของผมดี!




เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha