ล่ารักสามีฝรั่ง ซีรี่ส์ผัวฝรั่ง

โดย: รมย์ธีรา



ตอนที่ 3 : การตัดสินใจ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

หลังจากแก้ตั๋วเครื่องบินเสร็จ พรกัลยาหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาเรียกรถเพื่อไปหาที่พักก่อนอันดับแรก สาวใต้ที่แดนเหนือ หึ...หึ... หรือเธอจะได้พบรักกับหนุ่มเหนือ ไม่ๆ เป้าหมายของเธอจะต้องเป็นสามีฝรั่งเท่านั้นชายไทยไม่อยากแลแล้ว

ไม่นานรถรับจ้างก็พาเธอไปส่งที่โรงแรมไม่ห่างจากสนามบิน โรงแรมระดับสี่ดาวเธอไม่เน้นหรูเน้นที่พัก แล้วก็เช่ารถของโรงแรมไปดูตามทำเลต่างๆ นิมมานผ่านไปยังไม่ประทับใจอย่างที่หาข้อมูลมา ถนนคนเดินก็ไม่

แตกต่าง คงจะขายดีช่วงตอนกลางคืน

จนขับใจลอยเลยไปเรื่อย ตอนนี้เริ่มท้อแล้วล่ะ หรือจะไปเปิดที่กรุงเทพตามที่เพื่อนแนะนำก่อนดี จนกระทั่งมาถึงย่านชุมชนเหมือนกำลังเปิดใหม่ ผู้คนไม่หนาตาห้องว่างตามตึกมีไม่น้อย ทำเลใหม่น่าสนใจจึงหาที่จอดเดินลงไปเดินชมวิวก็ไม่เสียหลาย

พื้นที่เชิงเขาที่กำลังสร้างตึกแถวใหม่ ก่อนทางออกนอกเมือง เหมือนเป็นที่แวะท่องเที่ยวแหล่งสุดท้าย ไร่ชาก็มีเปิดให้ชมสวนดอกไม้อีกต่างหาก เจอเป้าหมายแล้วพรกัลยาบอกตัวเอง ตึกแถวที่ติดป้ายให้จองแถมมีห้องริมสุดยังว่างอยู่ พร้อมมีพื้นที่เล็กๆ ด้านข้างกำลังสร้าง คล้ายเป็นจุดชมวิว ถ้าได้มุมตรงนี้นะสวยแน่ๆ

“ขอโทษนะคะ ที่นี่ใครเป็นเจ้าของ” เสียงหวานเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง ที่ดูแล้วว่าจะเป็นหัวหน้างานและพอให้ข้อมูลเธอได้

“คุณฐานทัตครับ” ชายวัยกลางคนตอบ หรี่สายตามองดูร่างบางที่เอ่ย

ถามย้อนแสงอาทิตย์มา

“แล้วจะติดต่อเขาได้ยังไงคะ” พรกัลยาใจชื้น ได้คำตอบที่พอจะสานต่อได้ก็ถามต่อทันที

“ไปที่ออฟฟิศเลยครับ ตึกแรกเลย” ผู้ควบคุมการทำงานชี้ไปทางตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไป

“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวละล่ำละลักบอก แล้วสาวเท้าไปยังเป้าหมายต่อไป ใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะตื่นเต้นที่ฝันกำลังเป็นจริง

ประตูของออฟฟิศถูกเปิด มีพนักงานหญิงสองคนนั่งอยู่ กำลังกินผลไม้ยามพักกลางวันหันมามองสาวสวยผิวคล้ำในชุดสีฟ้าที่เข้ามาใหม่ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนท้องที่ ไม่หลงทางมาถามทางก็คงสนใจตึกแถวที่นี่แน่นอน

“ขอโทษนะคะ รบกวนสักนิดหนึ่ง พอดีจะติดต่อขอเช่าตึกค่ะ” พรกัลยาพยายามนอบน้อมสุดๆ มองดูเวลาแล้วคงรบกวนเวลาพักของพวกหล่อนแน่ๆ

“ห้องไหนคะ” หญิงสาวใส่ชุดคลุมท้องลุกจากเก้าอี้ทานอาหาร มานั่งที่โต๊ะทำงานพร้อมจะให้คำตอบแก่ลูกค้า

“ริมสุดค่ะ” พรกัลยาชี้ไปทางเป้าหมาย ในใจภาวนาให้ว่างอยู่ด้วยเทอญ

“ไม่ว่างค่ะ มีคนจองไว้นานแล้ว” คนท้องตอบสั้นๆ โดยไม่ต้องมองตามที่ชี้ก็รู้ดีว่าห้องไหน

“มีห้องไหนว่างอีกไหมคะ” แอบใจเสียเมื่อเป้าหมายถูกชิงไป ไม่เป็นไรห้องข้างๆ ก็ยังดี ทำเลดีของอร่อยทำไมจะอยู่ไม่ได้ ห้องไหนก็เหมือนกันนั้นแหละ

“ตอนนี้เต็มแล้วค่ะ เต็มนานแล้วด้วย” คนท้องตอบอีกครั้ง แล้วยิ้มให้บางๆ ดูสายตาของสาวชาวใต้ผิดหวังก็รู้สึกเห็นใจ

“มีหลุดจองบ้างไหมคะ” คนอยากได้ถามเสียงอ่อยๆ ความหวังริบหรี่ลงทุกที

“อันนี้ต้องถามเจ้านายเนอะ บางทีเพื่อนๆ เจ้านายเขายกเลิกก็ไม่ได้อัพเดตให้ทราบค่ะ” คนท้องหันไปพูดกับพนักงานอีกคน เหมือนไม่แน่ใจในการจองห้อง เพราะเจ้านายล็อกห้องเอาไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการด้วยซ้ำ คิดเอาเองว่าคงจะมีพวกๆ กันจองจะทำธุรกิจเอาไว้ก่อน

“งั้นขอคุยกับเจ้านายคุณได้ไหมคะ” พรกัลยารีบไขว่คว้าโอกาสแม้ความหวังจะน้อยนิดก็ตามที

“นี่นามบัตรค่ะ ลองคุยดูนะคะ สาวคนท้องหยิบนามบัตรส่งให้ทันที

“ขอบคุณมากค่ะ” พรกัลยายิ้มกว้าง แล้วเดินออกมาจากออฟฟิต มองดูนามบัตรด้วยความดีใจราวกับได้ห้องแล้ว แต่เมื่ออ่านนามสกุลก็จำต้องสะดุดกับชื่อสกุลที่คุ้นเคย

“ฐานทัต นิธิหิรัญ เฮ้ย...นี่นามสกุลบัวนี่ มีลุ้นล่ะสิงานนี้” ใจห่อเหี่ยวชื้นขึ้นมาอีกเป็นกอง นามสกุลเพื่อนรัก งานนี้ได้พึ่งแน่นอนใบบุญ ชอบเสนอเพชรทองเงินให้ดีนัก งานนี้ขอเรียกร้องบ้างอย่าขัดกันนะบัวบูชา

หลังกลับมาจากเชียงใหม่ พรกัลยาขึ้นเครื่องตรงไปลงที่ภูเก็ตเลย มุ่งหน้าสู่ร้านกาแฟด้วยรถรับจ้าง ใครว่าเจ้าของร้านกาแฟจะติดดินไม่เป็น เธอมาจากดินไม่มีวันหรอกที่จะลืมตัว นึกสนุกเสียอีกที่ได้นั่งรถเล่นชมวิวกับบรรยากาศบ้านๆ ที่ห่างหายไปนาน

“เป็นไงบ้างลูก ได้ทำเลไหม” เสียงมารดาทักทายทันทีเมื่อเห็นลูกลงจากรถโดยสาร ออกมาจากร้านรับกระเป๋ามาด้วยความเป็นห่วงและอยากรู้

“ได้จ๊ะแม่ แต่ว่า...” ลูกสาวก็ตอบทันที

“แต่อะไร” คนอยากรู้เร่งให้พูดให้จบ

“ติดจองหมดเลย” น้ำเสียงของเธอหมองลงชวนให้มารดาเศร้าตาม ก็ไม่อยากให้วาดฝันไว้มากเพราะยังไม่รู้ว่าที่ฝันไว้จะเป็นจริงหรือเปล่า

“อ้าว แล้วที่อื่นล่ะ” คนเป็นแม่ใจเสียตาม มองดูลูกที่มีฝันก็อยากจะช่วยเหลือ แต่ตนก็ไม่เคยมีกำลังช่วยได้เลย ไม่ว่าเงินหรือความรู้

“ไม่ถูกใจ” พรกัลยาตอบพลางผลักประตูร้านเข้าไป ทั่วทั้งร้านอบอวล

ไปด้วยกลิ่นกาแฟหอมๆ ที่ชวนคิดถึงถิ่นบ้านเกิด

“แล้วจะทำไงล่ะ” คนเป็นแม่เดินตามลูกสาวเข้าร้าน ตั้งใจว่าจะปลอบถ้าลูกคิดมากขึ้นมา

“ก็ว่าจะใช้เส้นสักหน่อย” แล้วใบหน้างามก็ยิ้มอ่อนๆ สายตามีเลศนัยขึ้นมาทันที

“มีเส้นกับเขาด้วยหรือเราน่ะ” พรทิพย์ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ตอนแรกดูน่าปลอบตอนนี้ดูน่าตี

“ตอนนี้มีแล้ว” คนมีแผนการอมยิ้มอยู่ลำพัง พลางรับกระเป๋าจากมารดาเตรียมตัวขึ้นไปที่ห้องนอนของตัวเอง

“ยังไงนะยัยลูกคนนี้” คนเป็นแม่หยุดยืนไม่ตามขึ้นไปด้วย เพราะรู้ดีว่าลูกสาวคงขึ้นไปนอนพักผ่อน หลังจากเดินทางมาเหนื่อยๆ

“เอาไว้เรียบร้อยแล้ว กัลจะบอกแม่อีกทีนะ ตอนนี้เหนื่อยจังเลย ไปนอนก่อนนะ” ซึ่งก็เพราะรู้ใจ บอกเป็นนัยๆ แล้วเดินขึ้นไปด้านบน ปิดประตู

ห้องอย่างอารมณ์ดี

“เออ เอากับเขาสิ ยัยลูกคนนี้” พรทิพย์ส่ายหน้าเบาๆ อ่อนใจกับบุตรสาว ทำอะไรไม่ค่อยบอกไม่ค่อยปรึกษาตั้งแต่ไหนแต่ไร

สมัยเรียนก็ไม่ยอมบอกว่ามีปัญหากับแม่เลี้ยง ไม่ยอมบอกว่าออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ยอมบอกว่าเปิดร้านทำธุรกิจ เก็บทุกอย่างเอาไว้คนเดียว รู้อีกทีคือเธอประสบความสำเร็จแล้ว แต่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกเหนื่อยแค่ไหน รู้แต่ว่าเหนื่อยเท่านั้น

พอมีเงินก็ส่งให้แม่ตลอด ส่งเสียน้องสาวจนตอนนี้ใกล้จะจบมหาลัย จนตอนนี้ได้ดิบได้ดีก็ยังเก็บความลับเอาไว้เพียงลำพัง ใบหน้ายิ้มๆ แบบนั้นแหละ ที่ทำให้เธอเป็นห่วง ยิ้มสู้กับปัญหา ยิ้มสู้กับอุปสรรค แบกทุกอย่างไว้ลำพัง ชาตินี้มีหวังเธอคงไม่ได้อุ้มหลาน เพราะลูกเอาแต่บ้างานไม่เคยเห็นมองผู้ชายเลย

 

หลายวันต่อมา พรกัลยาลังเลใจที่จะโทรหาเจ้าของโครงการโดยตรง กลัวว่าจะถูกปฏิเสธแบบคำขาด คิดแล้วคิดอีกจะให้บัวบูชาช่วยพูดให้ แต่ตามประสาคนไม่เคยใช้เส้น ก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นใจถ้าเพื่อนรักปฏิเสธล่ะ ถ้าเพื่อนรักไม่ยอมช่วยล่ะ เธอจะทำยังไงดี

บัวแกก็เสนอความช่วยเหลือให้ฉันมาตลอด แต่ฉันก็ไม่เคยรับ ครั้งนี้ฉันขอล่ะนะ ช่วยฉันด้วยเถอะ” เธอบนบานภาวนากับโทรศัพท์ ยกมือไหว้ปลกๆ จากนั้นก็เลือกชื่อเพื่อนรักแล้วกดโทรหาทันที

ว่าไงแกปลายสายรับแทบจะทันที เหมือนใจสื่อถึงกันได้

ฉันมีเรื่องปรึกษาแกหน่อยพรกัลยาทำเสียงอ่อยๆ ราวกับทำความผิดอะไรมา ใจนี่เต้นระรัวตื่นเต้นกับการคุยครั้งนี้

แกจะแต่งงานเหรอบัวบูชาชิงถามก่อนอย่างอยากหยอกล้อ

มันใช่ที่ไหนกันเล่า คืองี้ วันก่อนที่ฉันบอกจะขอไปดูทำเลรอบๆ เชียงใหม่อีกสักรอบนะ ฉันขับรถหลงจนไปเจอที่เชิงเขา คือทำเลดีงามพระรามเก้ามาก ฉันเห็นแล้วปิ๊งเลย อยากได้มาทำร้านสุดๆ แต่ได้ข่าวมาว่ามีคนจองกันจนเต็มหมดแล้ว พรกัลยาเล่าให้ฟังระรัวเป็นชุดแทบไม่หยุดหายใจ

เอ้า! แล้วแกยังไงละทีนี้คนฟังก็ตั้งใจลุ้นไปด้วย แล้วก็เครียดแทนเมื่อรู้ว่าเป้าหมายของเพื่อนรักดันมีคนจองหมดแล้ว

คือฉันสืบจนรู้ชื่อเจ้าของโครงการนั่นมา เขาชื่อ ฐานทัต นิธิหิรัญคนขอความช่วยเหลืออ้อมแอ้มบอก แล้วก็นิ่งรอฟังคำตอบกลับมาจากบัวบูชา

หืมฐานทัต นิธิหิรัญ ชื่อมันคุ้นๆบัวบูชากำลังนึก ก่อนจะถึงบางอ้อ เพราะนั่นคือชื่อของลูกพี่ลูกน้องเธอ ฐานทัต หรือ ทัต อายุอ่อนกว่าเธอสองปี แต่ก็มีหัวธุรกิจ หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำ

ญาติๆ แกเปล่าบัวพรกัลยาถามเสียงอ่อยๆ เดินไปเดินมาอยู่ใน

ห้อง ลุ้นจนนั่งไม่ติดเตียง มือไม้ปัดป่ายไปตามหน้าต่าง เหมือนกำลังเขินตัวเองกับการใช้เส้นสายของเพื่อน

ก็ใช่คนเป็นญาติพยักหน้าตาม ยังไม่แน่ใจว่าเพื่อนรักอยากจะให้ทำอะไร

ถ้าใช่ ช่วยคุยกับเขาให้หน่อยสิ เผื่อฉันจะฟลุ๊คได้ห้องว่าง นะแกนะ พลีสน้ำเสียงของพรกัลยาเว้าวอนสุดๆ แม้จะมีเปอร์เซ็นสำเร็จน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เออๆ ช่วยก็ช่วย แกมีเบอร์เขาหรือเปล่า แนไม่ได้ติดต่อนานแล้วไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนเบอร์ไปหรือยัง แต่บอกไว้ก่อนได้ไม่ได้ อีกเรื่องนะแกบัวบูชาก็ตอบรับทันทีอย่างไม่คิดมาก ก็แค่พูดคุยเพื่อเพื่อนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ทำได้ก็ทำให้เพราะพรกัลยาไม่เคยขออะไรจากเธอเลย ตัวเธอนั้นอยากจะให้ใจจะขาดอยู่แล้ว

ขอบใจมากแกพรกัลยาน้ำเสียงระรื่น พลางบอกเบอร์โทรศัพท์ให้

เพื่อนรัก จากนั้นก็พูดคุยกันอีกนิดหน่อย จากนั้นก็วางสาย รอฟังคำตอบจากบัวบูชาต่อไป โดยไม่คิดจะโทรไปรบเร้ารบกวนอีก เพื่อนบอกจะคุยดูแล้วก็รอ ไม่ต้องรีบ แม้ในใจจะร้อนรนก็ตามที

 

พรกัลยาตั้งตารอโทรศัพท์จากเพื่อนรักมาหลายวัน รอฟังคำตอบจนตอนนี้รู้สึกหมดหวัง หรือบัวไม่กล้าบอกว่าไม่สามารถเจรจาได้ เลยไม่ยอมโทรมาบอกกลัวตนจะเสียใจ จะโทรไปตามก็เกรงเพื่อนจะไม่ว่างคุย ทีเวลาโทรคุยเรื่องอื่นละไม่เคยคิดมาก ทีแบบนี้ละมาคิดหนัก โอ๊ยหัวจะแตก

ขณะที่พรกัลยากำลังนั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่าง ยามที่ท้องฟ้ามืดครึ้มฝนกำลังตก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำเอาคนกำลังเหม่อสะดุ้งหันไปควานคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา บัวบูชา คือคนที่โทรเข้ามาหา พรกัลยาใจเต้นระรัวหันไปมองหน้ามารดาอย่างมีความหวัง รีบเลื่อนหน้าจอเพื่อกดรับสาย

“ทำอะไรอยู่จ๊ะ” บัวบูชาทักทายเพื่อนรักน้ำเสียงระรื่น นั่งอมยิ้มอยู่กับ

ตัวเองที่โต๊ะทำงาน เพิ่งว่างจะโทรหาเพื่อส่งข่าวที่ไหว้วานเอาไว้

“เปล่า ไม่ได้ทำอะไร” พรกัลยาทำขรึม แกล้งเปิดนิตยสารไปมาให้มีเสียงดังเหมือนตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่อยากให้รู้ว่ากำลังรอร๊อรอสายจากเพื่อนสนิท

“นึกว่ารอโทรศัพท์อยู่” บัวบูชาพยักหน้าเหมือนจะเชื่อตามเสียงโทรศัพท์ที่ดังเข้ามา ฟังก็รู้คนอย่างพรกัลยาหรือจะนั่งอ่านนิตยสารเล่นๆ

“บ้า รอทำไม เรื่อยๆ ฝนมันตก เงียบๆ ก็ทำมิวสิคไปเรื่อยแหละ” คนโกหกเผยความจริง เมื่อกี้ยังบอกอ่านหนังสืออยู่เลย พอรู้ตัวก็หลับตาปี๋อยากตบกะโหลกตัวเอง

“ไม่กังวลเลยนะ ว่าผลเป็นไงบ้าง” บัวบูชากลั้นหัวเราะกับความโก๊ะของเพื่อนสาว จะโกหกให้เนียนหน่อยก็ไม่ได้นะยัยกัลเอ้ย

“กังวลอะไร ไม่หรอก ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร” คนไม่รอฟังข่าวทำน้ำเสียงไม่สนใจ ที่จริงคือไม่อยากคาดหวังกลัวจะตกลงมาเจ็บหนักมากกว่า

“จริงเหรอ” คนรู้ใจเพื่อนรักทำเสียงเหมือนจะเชื่อ ใบหน้านี่อมยิ้มอยู่ กำลังสนุกกับการได้แกล้งคนที่ตั้งตารอสายจากตนเอง

“อื้อ” พรกัลยาพยักหน้ากับตัวเอง แล้วก็เอามือเท้าคางทำหน้าเซ็ง

“งั้นยังไม่บอกละกัน แค่นี้นะ” คนส่งข่าวก็เล่นตัวไม่เลิก เห็นเพื่อนดูนิ่งเฉยก็อยากจะแกล้งเสียให้เข็ด

“เฮ้ยยยได้ความยังไงก็บอกมาสิ” พอเห็นบัวบูชาจะวางสาย พรกัลยาก็ร้องเสียงหลง ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอคำตอบชัดๆ เสียหน่อย ไม่ได้ก็ทำใจ ไปหาที่ใหม่

“ก็เห็นไม่รีบ รอก่อนได้” บัวบูชาทำน้ำเสียงเนือยๆ

“รู้แล้วก็บอกมาเถอะ” พรกัลยาอ่อนใจกับเพื่อนรัก บทจะเล่นลิ้นก็

มากมายก่ายกอง นี่ว่างมากขนาดมาแกล้งเธอเลยหรือยังไง

“ตกลงรีบป่ะล่ะ” คนส่งข่าวลีลายอกย้อนไปมาไม่ยอมบอกความจริงเสียที

“รีบสิ กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยล่ะแกเอ้ย” พรกัลยาเลยบอกความจริง เพิ่มเติมให้ดูน่าเห็นใจขึ้นอีกสักหน่อย

“เออ แบบนี้ค่อยสมกับค่าโทรศัพท์หน่อย” บัวบูชาพยักหน้ากับตัวเอง แบบนี้สิถึงเป็นพรกัลยาเพื่อนรักใจร้อนของเธอ

“แล้ว...” คนตั้งตารอคำตอบก็ไขว้นิ้วเอาไว้ แทบจะกลั้นหายใจ คาดหวังว่าคำพูดต่อไปของเพื่อนจะเป็นผลตอบรับของสิ่งที่กำลังรอคอย

“แล้วจะขึ้นมาพัทยาเมื่อไร” แต่บัวบูชากลับถามเรื่องอื่นก่อน ก็นะอยากเล่นตัวอีกสักนิดจะเป็นอะไรไป รอมาได้ตั้งหลายวันอีกอึดใจคงไม่เป็นอะไรหรอก

“เฮ้ย...คำถามนี้มันใช่เวลาป่ะวะ” งานนี้คนรอข่าวชักน้ำเสียงใส่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตั้งตารอแค่ไหน เพื่อนรักยังจะแกล้งกันอยู่ได้ ไม่อยากบอกเพราะกลัวเพื่อนผิดหวังก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็พอเข้าใจคำตอบแล้วล่ะ คนน้อยใจคิดไปเองเตรียมจะวางสายอย่างนอยด์ๆ

“ฮ่าๆๆ อย่าเพิ่งเหวี่ยง ถามว่าขึ้นมาได้ไหม พัทยาน่ะ” บัวบูชาหัวเราะออกมาเบาๆ รีบปรามอารมณ์เพื่อนให้เบาลง

“ได้ เมื่อไรก็ได้หมดแหละ” พรกัลยายังมีน้ำเสียงเหวี่ยงเหมือนเดิม ชักไม่อยากจะคุยต่อตอนนี้เสียแล้วสิ ไม่ได้ก็บอกตรงๆ จะได้ทำใจไวๆ ไม่ต้องเล่นลิ้นก็ได้

“งั้นก็ดีเตรียมตัวมาเซ็นสัญญาเช่าได้เลย ฉันคุยให้แล้วโอเค” บัวบูชาก็บอกผล นึกอยากจะไปบอกตรงหน้าอยากเห็นว่าเพื่อนสาวจะดีใจตัวลอยแค่ไหน

“เฮ้ย จริงเหรอ” พรกัลยาลุกขึ้นจากเก้าอี้ หันไปมองแม่หน้าตาตื่น มือไม้สั่นด้วยความดีใจ เดินไปเดินมาจนลูกค้าในร้านมองอย่างงงๆ

“จริงดิ จะหลอกทำไมล่ะ กว่าจะคุยได้นะยากจะตาย ทัตเขาอยากเอาไว้ทำเอง ไม่ได้มีคนจอง จังหวะว่าจะทำร้านกาแฟเหมือนแกแหละ ทำเลมันได้” บัวบูชาชี้แจงต่อ

“แล้วไง แกไปพูดยังไง”

“ฉันบอกทัตไปว่า ทำเองเหนื่อยทำไม ปล่อยเช่าดีกว่า ร้านเพื่อนฉันเป็นร้านกาแฟชั้นดี รับรองไม่ผิดหวัง”

“มีอวยด้วย แล้วเขายอมหรือ” นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะกระโดดกอด หอมแก้มเสียหลายทีด้วยความดีใจ ทั้งอวยทั้งช่วยพูดให้ สมเป็นเพื่อนรักเธอจริงๆ ฝากความหวังไว้ไม่ผิดคน

“ตอนแรกก็ลังเล ตอนนี้ยอมแล้ว” บัวบูชาไม่อยากจะบอก ว่าเธอนั้นกดดันน้องชายไปแค่ไหน กว่าจะยอมได้อยากให้เพื่อรักสมใจอยากเสียที

“ขอบใจแกม๊ากมากเลย” พรกัลยาเสียงอ่อนเสียงหวานใส่ ยิ้มหน้าบานไม่หุบ ตอนนี้ในหัวกำลังคิดเรื่องการตกแต่งแบบใหม่

“เขาอยากไปชิมกาแฟแกที่ร้าน ก็เลยจะไปเซ็นสัญญาที่ร้านแกที่พัทยาด้วย” บัวบูชาบอกย้ำอีกครั้ง

เพราะฐานทัตเป็นคนละเอียด ของที่จะมาขายที่ตึกจะต้องดีจริงถึงจะ

ให้เช่า ยิ่งเป็นลูกเช่าคนพิเศษ มาแย่งพื้นที่ที่ตนอยากทำเอง ก็ต้องขอชิมฝีมือก่อน ถ้าไม่ผ่านก็ไม่อยากจะเซ็นสัญญา พูดง่ายๆ ว่าฐานทัตอาจจะใช้จุดนี้เพื่อไม่เซ็นสัญญาก็เป็นได้ แต่บัวบูชาก็เชื่อในรสชาติกาแฟของเพื่อนว่าต้องผ่านแน่นอน

“ได้เลย วันไหนล่ะ ฉันจะเหาะไป จะได้แวะไปเอาลูกสาว มันยังอยู่ดีใช่ไหม” พรกัลยาแทบอยากจะให้เป็นวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป พลางเอ่ยถามถึงรถคนงามที่ตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่ ก็ยังไม่ได้ไปรับกลับเลย ตอนนี้ขับมอเตอร์ไซค์ไปพลางๆ อยู่ที่ภูเก็ต

“อยู่ดีสิ ฉันให้ยามเอาผ้าคลุมเอาไว้ให้แล้วล่ะ” บัวบูชาตอบ เธอชิน

เสียแล้วที่เพื่อนมักเอารถมาจอดทิ้งไว้แล้วนั่งเครื่องไป เวลาที่ติดงานด่วนๆ ขับรถกลับเองไม่ได้

“ขอบใจแกมากเลยนะสำหรับทุกอย่าง” พรกัลยาเอ่ยน้ำเสียงสั่นๆ

ซาบซึ้งใจกับสิ่งที่เพื่อนทำให้ และอยู่เคียงข้างตลอดมา

“แกติดหนี้ฉันนะ เลี้ยงข้าวคืนด้วย” บัวบูชารู้สึกว่าเพื่อนจะเสียงสั่น ก็พลอยมีความสุขไปกับเพื่อนรักด้วย

“เลี้ยงหลายคืนก็ได้” คนตอบพูดจริง งานนี้จะเลี้ยงให้สาสมกับที่ทำให้เลย

“เออ ฉันอาจจะไม่ได้ไปด้วยนะวันเซ็นสัญญา พอดียุ่งๆ ว่ะ แกก็จัดการเอาแล้วกัน หมดหน้าที่ฉันแล้ว” บัวบูชาแจ้งข่าวอีกเรื่อง ตอนนี้ชีวิตของเธอวุ่นวายจะไม่อาจจะปลีกตัวไปไหนได้ ว่าแล้วก็ยังไม่ได้อัพเดตข่าวให้เพื่อนรักฟังเลย ถึงใครบางคนที่กำลังเข้ามาปั่นป่วนหัวใจ

“ได้เลย” พรกัลยารับทราบ ทั้งสองคุยกันอีกพักใหญ่ก็วางสายไปพรกัลยามีงานใหญ่ที่จะต้องทำ การปรับแต่งร้านที่จะต้องหาข้อมูล

เชียงใหม่สถานที่และบรรยากาศดีแบบนั้น จะจัดร้านแบบไหนนะ ฝากร้านให้แม่ดูเสร็จก็เดินขึ้นไปในห้องเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลสำหรับการตกแต่ง ที่จะต้องสวยงามและเป็นสถานที่ที่ต้องอยากแวะ ไม่ต้องซื้อกาแฟก็ได้ ขอแค่ลงมาถ่ายรูปก็พอ ตามสมัยนิยมที่คนชอบเก็บภาพความงดงามเอาไว้และโพสต์ลงเครือข่ายโซเชียลยอดนิยม

 

หลายวันต่อมา ณ ลอนดอน ข้อตกลงทางธุรกิจที่ คิม ชาวสิงคโปร์เสนอมา ยังไม่ทำให้เจคอบเปลี่ยนใจไปดูสถานที่ในประเทศไทย เขายังไม่มีความคิดที่จะไปเปิดสาขาที่นั่นสักเท่าไร ตอนนี้ก็เลยยังไม่ติดต่อกลับไปหา และคนที่ให้เบอร์ไว้ก็

ไม่ได้รบเร้าแต่อย่างใด

เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวกลับ วันนี้แต่งตัวดีหน่อยเพราะมีนัดกับบิดาต่อที่ร้านอาหาร เป็นวันที่เขาต้องกลับไปกินข้าวกับผู้เป็นพ่อตามปกติ ขณะที่กำลังออกจากฟิตเนส เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น โทรศัพท์ไม่โชว์เบอร์โทรเข้ามา จะเป็นใครไปได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่เพื่อนรักที่ตอนนี้ไปอยู่ต่างแดน ดินแดนที่เขาไม่ถูกใจเอาเสียเลย

            “ว่าไงเซดริค” เสียงทุ้มของเจคอบเอ่ยทักอย่างไม่มีความลังเล ขณะที่

กำลังเปิดประตูขึ้นรถ

            “รู้ได้ยังไงว่าเป็นไอ” คนโทรหาหัวเราะ ตั้งใจจะโทรมาแกล้งเสียหน่อย กลับถูกจับได้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากออกไป

            “ก็มันเป็นเบอร์ต่างประเทศ และตอนนี้คนใกล้ตัวไอก็มีแค่ยูที่ตอนนี้อยู่ต่างประเทศ” ร่ายเห็นผลให้ฟังอย่างชัดเจนตามประสาคนละเอียด

            “ยูนี่มันนักสืบชัดๆ พอดีกำลังเข้าฟิตเนสเลยคิดถึงยูก็โทรมาหา” คำพูดของเพื่อนสนิท ทำให้คนฟังที่ตอนนี้อยู่เมืองไทยยิ้มๆ

            “แล้วยังไง ไปทำงานเสร็จยัง แล้วแวะไปบ้านแม่ยูหรือเปล่า” เจคอบเอ่ยถาม อยากจะให้เพื่อนรีบกลับมา เพราะเป็นห่วงกลัวจะถูกสาวไทยหลอก ยิ่งหล่อๆ อยู่ด้วย

            “งานยังไม่เสร็จ ยังไม่ได้แวะไปบ้านแม่ ยูจะมาไหม” คนถูกถามรายงานให้ครบคำถาม พลางเอ่ยถามเพื่อนรักใจอยากให้ตามมา

            “ไม่” เจคอบตอบกลับด้วยความรวดเร็วแบบไม่ต้องคิดมาก ประเทศไทยยังไงก็ไม่อยู่ในหัวเลยที่จะเป็นสถานที่ที่เขาจะไปเที่ยว

            “นี่ไม่คิดก่อนจะตอบเลยเหรอ” เสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาจากคนอยู่เมืองไทย

            “ถ้าเป็นประเทศอื่น ไอคงขอคิดดูก่อน แต่ที่ไทย ไอไม่ไปเด็ดขาด” เจคอบเอ่ยตอบหนักแน่น เพราะเขาไม่มีความคิดที่จะไปประเทศนี้เลยจริงๆ

“มาเถอะ มาเที่ยวดูสักครั้ง นอกจากทะเลจะสวย อาหารที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย” เซดริกพยายามโน้มน้าวอีกครั้ง จะทำอย่างไรให้เพื่อนออกจากที่คุ้มภัยได้นะ

“ไม่” คนถูกชวนยังคงปฏิเสธ

“ออกจากยิมได้แล้วไอ้เพื่อนยาก จะได้รู้ว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว” เซคดริกกล่าวอยากจะลากคอเพื่อนรักให้ออกมาจากฟิตเนส สถานที่ทำงาน บ้าน ทุกอย่าง จนกลัวว่าเพื่อนจะไม่มีสังคม เพราะเท่าที่รู้ตน

นั้นเป็นเพื่อนคนเดียวของเจคอบ

“ทำไมต้องที่ไทยด้วยวะ” คนขับรถอยู่เกาหัวเบาๆ วันนี้เป็นวันที่เขาต้องมากินข้าวกับบิดา ที่แปลกคือไปกินที่ร้านอาหารไม่ห่างจากฟิตเนส ปกติจะนัดกินกันที่บ้านมากกว่า

“ข้อหนึ่งเพราะของไทยมีดีก็มีอยู่เยอะ อย่าอคติข้อสองเพราะไออยู่ไทย ยูมาหาไอ หาเพื่อนก็ต้องที่ไทย เข้าใจไหม” เพราะตอนนี้เซดริกยังไม่มีแผนที่จะออกไปจากประเทศไทย เขายังติดพันอยู่กับงานและใครบางคนที่ทำให้เขาอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ

“แต่...” คนถูกรบเร้ายังคงลังเล ตอนนี้ขับรถมาจอดอยู่หน้าร้านอาหารที่นัดกับบิดาพอดี หันไปมองเป็นร้านอาหารไทยเสียด้วย พักนี้เป็นอย่างไรนะ หันไปทางไหนใครๆ ก็ประเทศไทยกันทั้งนั้นเลย

“ไม่มีแต่ ไม่งั้นไอจะโทรบอกพ่อของยู ว่ายูน่ะทำแต่งานเจอแต่พวก

ผู้ชายมาเล่นกล้าม จนเป็นเกย์แล้ว รับรองพ่อยูต้องไม่ชอบแน่ๆ” คนอยากให้

มาก็เอ่ยขู่ รู้ดีว่าพ่อของเพื่อนรักนั้นไม่ชอบแค่ไหน ถ้ารู้ว่าลูกชายแปรพักตร์ไปบริโภคเพศเดียวกัน

“เออๆ ไอไปก็ได้” เมื่อถูกขู่แบบนี้มีหรือเจคอบจะกล้าที่จะปฏิเสธ ยิ่งนึกหน้าพ่อที่เจ้าระเบียบแค่ไหน โตมาก็เรียนโรงเรียนชายล้วน ถ้ามีระแคะระคายเข้าหูมีหวังให้ถูกปิดกิจการแน่ๆ ทุกวันนี้ผู้เป็นพ่อก็กลัวๆ เห็นลูกไม่มีแฟน บ่อยครั้งที่พาไปดูตัวซึ่งเขาก็หลบเลี่ยงทุกที

“ก็แค่นี้” เซดริคเอ่ยยิ้มๆ ทั้งคู่คุยสายกันอีกครู่ใหญ่ๆ ก่อนที่ต่างฝ่ายจะต่างวางสายไป จากนั้นเซดริคก็ไปสมทบกับบัวบูชา ที่ตอนนี้วิ่งบนลู่วิ่งจนเหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว

“ไหนๆ ไปไทยแล้ว ก็ไปดูเรื่องธุรกิจด้วยเลยแล้วกันจะได้ไม่เสียโอกาส”  เมื่อตัดสายจากเพื่อน หัวธุรกิจก็ทำงานทันที ไหนๆ ก็ไหนๆ ไปดูทำเลด้วยจะเป็นอะไรไปล่ะ

เมื่อตัดสินใจได้ก็ลงจากรถคนงาม เข้าไปในร้านอาหาร แจ้งชื่อที่จอง

โต๊ะไว้ บริกรก็พาไปนั่งที่โต๊ะ มีชายชราร่างท้วมนั่งรออยู่ ผมสีขาวทั้งหัว หน้าตาละม้ายคล้ายเจคอบ เขาคือ ครูสโซ เจม โดมินิก พ่อของเจคอบนั่นเอง

“มาช้านะ” เสียงเข้มตอบทักทายลูกชาย โดยไม่ชายตาขึ้นมอง

“พอดีติดลูกค้าครับ” ชายหนุ่มตอบ พลางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แอบแปลกใจว่าทำไมถึงจัดโต๊ะอาหารสี่ที่ด้วยกัน

“ไม่เป็นไร ยังไงก็มาเร็วกว่า ไม่ถือว่าน่าเกลียด” ผู้เป็นพ่อกล่าวต่อ น้ำเสียงนิ่งขรึมเช่นเดิมตามนิสัย

“เร็วกว่าใครครับ” เจคอบเลิกคิ้วสูงใส่ ชักจะแปลกๆ อย่างไรเสียแล้วสิ ออกมาทานอาหารนอกบ้าน ทั้งที่ปกติจะนัดเจอกันที่บ้านแบบสบายๆ

“คู่นัด” ชายชรากล่าวต่อ คืนนี้เขามีแผนการให้บุตรชาย

“พ่อ! ทำไมยังไม่เลิกจับคู่ให้ผม” เจคอบหัวเสียส่ายหน้า หันไปหยิบแก้วไวน์ที่เพิ่งถูกรินให้มาดื่มเสียหมดแก้ว ด้วยความหงุดหงิดการกระทำของบิดา

“ฉันอยากให้แกมีแฟน มีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ฉันอยากอุ้มหลาน” ผู้เป็นพ่อกล่าวราวกับอยากให้เห็นใจ ตัวของเขานั้นก็ชรามาแล้ว แต่ลูกคนเดียวกลับยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝาเลย

“ก็ผมยังอยากทำงาน สักสามสิบกว่าๆ ค่อยมีครอบครัวก็ได้” ชายหนุ่มชี้แจง มันเป็นเรื่องที่เขาต้องชี้แจงวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อก็ยังไม่เคยเข้าใจ

“คบหาไว้ก่อน แกจะได้มั่นใจ”

“มั่นใจในอะไรครับ” ชายหนุ่มไม่เข้าใจคำพูดของบิดา เขาต้องมั่นใจในอะไรอีก เขารู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไรอยู่

“ว่าแกชอบผู้หญิง” ผู้เป็นพ่อพูดรอดไรฟันออกมา แล้วหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปาก ไม่อยากให้ใครได้ยินความน่าอับอายที่เขาอาจจะมีลูกชายเป็นเกย์

“พ่อไปเอามาจากไหน เซดริกหรือ” ชายหนุ่มหน้าเคร่งใส่ เพิ่งจะตกลงกันไปกับเซดริก ทำไมบิดาตนถึงเอาความคิดนี้ออกมาพูด

“ทำไมใครต้องบอก ฉันคิดเองได้ ทำงานกับผู้ชายเล่นกล้ามทุกวัน มีหรือแกจะไม่หวั่นไหว” ชายสูงวัยส่ายหน้า เขาคิดและกังวลเรื่องนี้มานานแล้ว

“พ่อคิดมากไปแล้วล่ะ ผมชอบผู้หญิง รักผู้หญิง นั่นคืองาน ผมไม่ได้ไปยุ่งกับพวกเขา” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างขัดใจ หันไปหยิบแก้วไวน์ที่ถูกรินใหม่ดื่มจนหมด

“แต่พวกเขาอาจจะอยากยุ่งกับแก” เขากลัวเหลือเกินว่านานวันลูกชายจะหวั่นไหว ดั่งน้ำที่ถูกหินเซาะทุกวันหินยังกร่อนได้เลย

“ไร้สาระน่ะ ผมแค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ก็เท่านั้น” เสียงชายหนุ่มแผ่วเบาลง ใช่ว่าเขาจะไม่อยากมีก็อย่างที่บอกไป เขายังหาเธอคนนั้นไม่เจอ

“จะเจอได้อย่างไร แกเจอแต่ผู้ชาย” ผู้เป็นพ่อฝังจิต เชื่อมั่นว่าลูกก็แค่อ้างว่ายังไม่เจอใคร

“ผู้หญิงก็เข้าฟิตเนสเยอะแยะไป” ใครว่าเขาอยู่ในกะลา พ่อเขานี่ยิ่งกว่า ไม่ได้มองโลกเลยว่าผู้หญิงเขาก็ดูแลร่างกายออกกำลังไม่ต่างจากผู้ชาย

ไม่เหมือนสมัยก่อน

“ไม่รู้ล่ะ พ่อจะหาคู่ให้ จนกว่าแกจะเจอใครสักคนที่ถูกใจ พวกเธอมาแล้ว ทำตัวดีๆ ด้วย เธอคนนี้พ่อแม่ทำงานระดับสูงทั้งคู่ ชาติตระกูลพอรับได้ เห็นว่ามารยาทงามเป็นกุลสตรีที่หายาก” ทะเลาะกันยังไม่จบ คู่นัดของเจคอบก็ปรากฏตัว พร้อมกับแม่สื่อ ทั้งคู่ลุกขึ้นยืนเพื่อนต้อนรับ

“พ่อนะพ่อ ทำแบบนี้ ผมอยากจะกลับ” ชายหนุ่มขยับกายไปนั่งอีกด้าน บ่นรอดไรฟันออกมา ถึงจะไม่ชอบใจ แต่มารยาทก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ลืมที่จะแสดงออกมา

“ถ้าแกกลับ ฉันจะตัดแกออกจากกองมรดก” ผู้เป็นพ่อก็ขู่รอดไร้ฟันตอบกลับ ยังไม่ทันที่ลูกชายจะได้พูดอะไรตอบออกไป ทั้งคู่ก็มาถึง

“สวัสดีครับ มิสซิสกลาสเก็ต นี่เจคอบลูกชายผม เรียกว่าครูสก็ได้” ชายสูงวัยแนะนำตัวลูกชายให้กับนายหน้าหาคู่ให้รู้จัก

“สวัสดีค่ะคุณโดมินิค รอหนูแองจี้สักครู่นะคะ พอดีขอตัวไปห้องน้ำ

ก่อน คงเตรียมพร้อมนิดหนึ่งก่อนเจอ” กลาสเก็ตกล่าว พลางหันไปมองคู่เดทของชายหนุ่มทางห้องน้ำ

“งั้นเชิญนั่งก่อนสิครับ นั่งสิ” ครูสโซผายมือเชื้อเชิญทุกคน หันไปส่งตาขวางใส่ลูกชายที่รีรอไม่อยากจะร่วมโต๊ะ สุดท้ายก็ถอนหายใจหนักๆ นั่งลงอย่างหงุดหงิด

“ครูสหล่อกว่าในรูปมากเลยนะคะ” กลาสเก็ตกล่าวชื่นชม ในใจเธอประหม่าเล็กน้อย ได้ยินมาว่าบุตรชายของครูสโซขึ้นชื่อในเรื่องของการชิ่งหนีดูตัว

“หรือครับ คุณคงมีรูปผมเยอะมาก น่าเสียดายที่ผมยังไม่เคยเจอสาวๆ ของคุณ และคงจะไม่ได้เจอด้วย เพราะไม่อยากจะเจอ” ชายหนุ่มตอบรับเสียงแข็งๆ สวนกลับรวดเร็วจนนายหน้าหาคู่ตั้งตัวไม่ทัน

“ครูส” ชายสูงวัยหันไปทำตาโตใส่บุตรชายที่พูดจาไม่ไว้หน้า

“ครับพ่อ พอดีผมนึกได้ว่ามีงานด่วน นัดลูกค้าไว้จะไปดูงานที่

ต่างประเทศ ลงทุนที่ใหม่ ผมคงต้องขอตัวก่อน” เขาหันไปกล่าวกับบิดา จากนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ไม่เคยเสียมารยาทแบบนี้มาก่อน แต่ไม่ไหวจริงๆ กับการดูตัวครั้งแล้วครั้งเล่า คิดแล้วหงุดหงิดจนไม่อาจจะร่วมโต๊ะได้อีกต่อไป

“ทำไมแกฉีกหน้าฉันแบบนี้ครูส” ผู้เป็นพ่อเดินตามมาติดๆ จับแขนลูกชายกล่าวเสียงหนักๆ อย่างไม่พอใจ ท่ามกลางสายตาของผู้คนในร้าน

“พ่อ...นั่นแหละทำอะไรไม่บอกผม รู้ว่าไม่ชอบก็ยังจะทำ” ชายหนุ่มสวนกลับเสียงดังกลางร้านอาหาร ยกมือขึ้นขยี้ปลายจมูกด้วยความขัดใจ

“ถ้าแกไปฉันจะตัดแกออกจากกองมรดก” ครูสโซขู่สายตาลุกวาว

“พ่อมีผมเป็นลูกคนเดียว ใครจะสืบทอดทายาทตระกูลเก่าแก่ล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเยาะ นึกหรือว่าเขาจะกลัว การอยู่ตระกูลสูงศักดิ์มันไม่ใช่สิ่งที่เขาฝันไว้เท่าไรนัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha