ร่านรักทัณฑ์สวาทพี่เขย นิยายชุดร่านไม่เลิก

โดย: อติญา / เก-ลิน / เราพิมพ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง



ตอนที่ 3 : ร่านรักทัณฑ์สวาทพี่เขย ตอนที่ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                “สวัสดีค่ะคุณน้องหญิง”

                “สวัสดีครับคุณน้องหญิง”

                เสียงพนักงานร้านทองสาขารามอินทราของพี่จิณณ์ทักทายตั้งแต่หน้าประตูร้านตึกแถวสองชั้นขนาดกะทัดรัดตั้งอยู่ใกล้ตลาดมีคนพลุกพล่านตลอดทั้งวันจึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีรายได้ดีผิดกับที่อื่น สาขานี้เหมือนจะเป็นรองแค่สาขาใหญ่ที่พ่อของเธอดูแลเท่านั้นแหละ

                “สวัสดีค่ะหญิงมารับน้องญาดาค่ะ” หญิงสาวบอกจุดประสงค์ที่เดินทางมาไกลถึงแถบชานเมืองให้พนักงานหน้าร้านคนหนึ่งทราบเธอจึงรู้ว่าหลานสาวโยเยจนคนเป็นพ่อพาออกไปกินไอศกรีมที่ร้านในตลาดฆ่าเวลาระหว่างรอเธอมาถึง

                ปกติร้านทองทุกสาขาจะเปิดทุกวันส่วนวันเสาร์อาทิตย์จะเปิดครึ่งวันและจะมีวันหยุดตามเทศกาลตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งวันสุดสัปดาห์แบบนี้จิณณ์มักจะหนีบลูกสาวมาด้วยเป็นปกติและมันจะไม่ปกติก็ตรงที่น้องญาดาร้องหาเธอตั้งแต่มาถึงร้านจนคนเป็นพ่ออ่อนใจต้องโทรตามเธอมา

                “แล้ววันนี้พี่ยอดเข้าร้านหรือเปล่าคะ?”

                “ไม่เข้าค่ะพี่ว่าคุณน้องหญิงไปหาคุณจิณณ์ที่ร้านไอติมในตลาดดีกว่าตอนนี้น้องญาดาคงยังกินไม่เสร็จหรอกค่ะ” เมื่ออยู่ที่ร้านก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรหนึ่งนุชจึงเดินไปตลาดตามที่พนักงานในร้านแนะนำไปหาอะไรกินเย็นๆ แล้วค่อยรับญาดาไปเที่ยวด้วยกันดีกว่าเพราะว่าไปแล้วเธอก็ไม่ออกไปไหนกับหลานสาวมาสักพักหนึ่งแล้ว

                แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่เขยจะไปจบลงที่เตียงนอนนั้นมันเริ่มจากตั้งแต่ยัยหนูญาดาเพิ่งลืมตามาดูโลกได้ไม่นานพี่นภิสที่ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วมีอาการตกเลือดและจากพวกเราไปในที่สุด ทุกคนในบ้านล้วนเสียใจกับเรื่องนี้ทั้งนั้นแต่ที่หนักสุดก็คืออาโกวแม่ของพี่นภิสที่ยืนชี้หน้าด่ากราดเด็กทารกอายุไม่กี่วันว่าอีตัวซวยแล้วโกวก็ไม่เคยอุ้มญาดาเลยสักครั้งเดียวแถมเจอหน้าเมื่อไหร่ก็เอาแต่ด่าว่าจนพี่เขยทำท่าอยากจะออกไปอยู่ข้างนอกให้รู้แล้วรู้รอดไป

                หนึ่งนุชเริ่มก้าวขามามีบทบาทในชีวิตญาดาก็ตอนนี้ทั้งชงนมเปลี่ยนผ้าอ้อมและกล่อมนอนเธอดูแลให้หมดเพราะช่วงนั้นว่างๆ โรงเรียนยังไม่เปิดเทอมแต่ใครจะไปเดาได้ล่ะว่าความใกล้ชิดมันจะนำพาให้เธอเสียตัวตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

                เดินมาไม่นานก็เห็นร้านไอศกรีมที่ว่ามองจากตรงนี้เห็นสองคนพ่อลูกนั่งคุยกันหนุงหนิงน่ารักผิดกับตอนอยู่ที่บ้านที่ชายหนุ่มจะเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงเหตุเพราะต้องรองรับกับปาฏิหาริย์แม่ยายส่วนหนูน้อยญาดาก็ร้องไห้โยเยเพราะมีแต่ผู้ใหญ่เสียงดัง ก็ได้แต่หวังว่าปีหน้าเมื่อจิณณ์ส่งลูกสาวไปโรงเรียนอนุบาลแล้วสถานการณ์ในบ้านมันจะดีขึ้น

                “จุนพ่อคนฉวยมาแย้ว” เสียงเล็กสดใสขึ้นจากตอนที่จิณณ์ต่อสายให้คุยกับเธอหลายเท่าตัวก็คงเพราะอำนาจของขนมหวานเย็นสีสวยที่เลอะแก้มยุ้ยอยู่นั่นแหละ

                “นั่งก่อนสิกินอะไรหน่อยไหม? เดินมาท่าจะร้อนน่าดู” จิณณ์ถามเพราะเห็นหน้าหวานๆ มีเหงื่อผุดอยู่เต็มไปหมดถึงร้านทองกับร้านไอศกรีมจะอยู่ไม่ไกลกันมากนักแต่อากาศเมืองไทยตอนกลางวันแสกๆ มันก็ร้อนพอที่จะทำให้เหงื่อไหลไคลย้อยได้ไม่ยากเลย

                “สวัสดีค่ะพี่จิณณ์หญิงทานมาแล้วค่ะ ไหนทานอะไรอยู่คะญาดาขอน้าทานบ้างได้ไหม?”

                “คนฉวยอ้ำนะ” เด็กน้อยมีท่าทางลังเลแต่ก็ยอมพยักหน้าตักพร้อมไอศกรีมให้เธอทานหนึ่งคำซึ่งพอหนึ่งนุชอ้าปากรับไอศกรีมก็ดีใจใหญ่ทิ้งช้อนลงในถ้วยไอศกรีมแล้วตบมือเปาะแปะทันที มันเป็นวิธีการที่หญิงสาวเคยเอามากระตุ้น

ญาดาเวลาที่เด็กน้อยไม่กินข้าวตอนนี้หลานสาวเลยจำได้ว่าเสียงปรบมือคือของรางวัลสำหรับคนเก่ง

                “เลอะหมดแล้วเรา ญาดาครับนั่งนิ่งๆ ก่อนพ่อจะเช็ดมือให้” จิณณ์ใช้ผ้าอ้อมที่มักจะพกติดตัวครั้งละหลายๆ ผืนออกมาเช็ดนิ้วเล็กๆ ที่เหนียวหนับไปด้วยคราบไอศกรีมอย่างเบามือ เขาพกผ้าอ้อมไว้ตามคำแนะนำของแม่บ้านที่แกบอกว่าลูกยังเล็กชอบทำอะไรเลอะเทอะจะมัวแต่มาดึงกระดาษชำระก็น่าจะไม่ทันใจผ้าอ้อมนี่แหละสะดวกสบายที่สุด

                และหลังจากเขาพกผ้าอ้อมติดตัวมากว่าสองปีก็รู้ว่าที่แม่บ้านพูดนั้นไม่ผิดจากความจริงเลยแม้แต่น้อยนอกจากจะใช้เช็ดทำความสะอาดยามญาดาทำอะไรเลอะเทอะแล้วเวลากินข้าวก็กางออกมาผูกคอไว้เป็นผ้ากันเปื้อนได้เป็นอย่างดีแถมกินเละขึ้นมาก็เอาชายผ้าที่ผูกติดอยู่กับคอนั่นแหละเช็ดออก

                “เอ่อ... หญิงว่าจะขอพี่จิณณ์พาญาดาไปเดินเที่ยวที่ห้างใกล้ๆ น่ะค่ะไม่ได้พาหลานไปข้างนอกมานานแล้ว” ในตอนแรกหนึ่งนุชก็ไม่ค่อยกล้าจะขออนุญาตเขาพาหลานออกไปเที่ยวแต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วลองขอดูก่อนจะได้ไปไม่ได้ไปก็ค่อยว่ากัน

                “เท่ว เท่ว จุนพ่อไปเท่ว” เจ้าตัวเล็กดีดดิ้นอยู่บนเก้าอี้เมื่อได้ยินว่าคุณน้าคนสวยจะพาไปเที่ยวไม่รู้ว่าจะดีใจอะไรขนาดนั้น

                “ไปสิพอดีมีของที่ต้องซื้ออยู่เหมือนกันนมญาดาก็หมดแถมยังไม่ได้ซื้อชุดใหม่ตั้งนานแล้วด้วย เอาล่ะคนเก่งของพ่อรีบกินนะครับจะได้กลับไปล้างหน้าล้างตาที่ร้าน” ได้ยินคุณพ่อพูดแบบนั้นเด็กหญิงตัวจ้อยคว้าช้อนมาจ้วงไอศกรีมเข้าปากอย่างอารมณ์ดี

                เมื่อแน่ใจว่าญาดากินไอศกรีมจนพอใจแล้วจิณณ์ก็อุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกโดยมีหนึ่งนุชเป็นธุระถือกระเป๋าสมบัติใบเล็กๆของญาดาให้ พอมาถึงร้านเขาก็รีบจับลูกล้างหน้าล้างตาสั่งงานลูกน้องแล้วพาทั้งลูกทั้งน้าของลูกขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังห้างที่อยู่ใกล้ๆ

                “จะเอารถเข็นลงไปด้วยไหมต้องซื้อของหลายอย่างให้ญาดาเดินเองคงวุ่นวายแต่ถ้าอุ้มก็คงเมื่อยก่อนซื้อของเสร็จแน่ๆ หรือว่าไง?” คำถามขอความคิดเห็นหลุดออกมาจากปากของคนไม่ช่างพูดปกติหญิงสาวก็เห็นเขาเงียบๆ เวลาอยู่ที่บ้านจะได้ยินเสียงบ่อยหน่อยก็ตอนที่พูดกับลูกสาวนั่นแหละ

                “เอารถเข็นลงไปก็ดีค่ะไหนจะของใช้ส่วนตัวของญาดาอีกจะได้ไม่รุงรัง” การพาเด็กเล็กไปห้างนั้นคนเป็นพ่อค่อนข้างจะระมัดระวังมากเนื่องจากตัวเองก็ไม่ชอบการที่เด็กสร้างความรำคาญและคิดว่าคนอื่นก็ไม่น่าจะชอบเหมือนกันเพราะฉะนั้นการปล่อยลูกลงไปวิ่งพล่านหรือทิ้งตัวดีดดิ้นเพราะโดนขัดใจจะไม่มีทางเกิดกับลูกสาวของเขาแน่ๆ

                และถึงแม่ว่าญาดาจะโตจนเดินเองได้แล้วแต่การมาจับจ่ายซื้อของในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านมันอาจจะไม่เป็นการสะดวกและเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยดังนั้นการเอาเด็กน้อยใส่รถเข็นควบคุมให้อยู่กับที่น่าจะดีที่สุดสำหรับทุกๆ ฝ่าย

                “พี่จะลงไปเตรียมรถเข็นเดี๋ยวหญิงไปอยู่กับญาดาข้างหลังก่อนนะ อย่าเพิ่งอุ้มลงจากรถเดี๋ยวแกจะไม่ยอมนั่งรถเข็น” จิณณ์มอบหมายหน้าที่ให้หนึ่งนุชย้ายไปยังที่นั่งตอนหลังเพื่อเล่นกับญาดาไปก่อนส่วนเขาก็ผละไปเตรียมรถเข็นพร้อมกระเป๋าของใช้ส่วนตัวของเด็กน้อย

                “ญาดาไปกันได้แล้วค่ะแต่เราต้องตกลงกันก่อนว่าวันนี้คุณพ่อพาหนูมาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ แล้วเพิร์สเพราะฉะนั้นไม่หยิบของเล่น ไม่หยิบขนมนะคะ” เด็กน้อยพยักหน้าว่าเข้าใจที่คุณพ่อพูดแต่ทั้งหมดก็คงต้องดูกันอีกทีตรงหน้างานเพราะเด็กเล็กๆ แกยังไม่มีความเข้าใจอะไรลึกซึ้งนักหรอก

                หลังจากนั้นจิณณ์ก็อุ้มลูกสาวให้ขึ้นนั่งบนรถเข็นเด็กจัดการล็อกเข็มขัดตัวลูกติดกับรถให้เรียบร้อยส่วนกระเป๋าผ้าใบเล็กที่ใส่ของใช้ส่วนตัวจำพวกผ้าอ้อม แพมเพิร์ส กระดาษทิชชูเปียกรวมถึงนมกล่องก็วางไว้ตรงชั้นเก็บของใต้รถเข็นเรียบร้อยแล้ว

                ภาพของชายหนุ่มที่เดินเข็นรถเข็นเด็กเคียงข้างกับหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักดูน่าชื่นชมและน่าอิจฉาในสายตาคนอื่นแต่ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสำหรับหญิงชราที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ยายของจิณณ์ ยิ่งเห็นแบบนี้เธอก็ยิ่งเกลียดทั้งลูกเขยชั้นต่ำ กับอีหลานเด็กเวรที่เกิดมาจองล้างจองผลาญพรากลูกสาวคนเดียวของนางไปและที่ลืมไม่ได้อีกคนก็อีหลานสาวนอกไส้ที่แม่มันเคยเป็นแค่ลูกจ้างในร้าน แม่มันหายไปเกือบจะยี่สิบปีกลับมาอีกทีก็พาเด็กบ้านนอกอย่างมันมาเป็นทายาทคนใหม่ หนึ่งนุชได้ทุกอย่างไปแต่ดูนางสิเคยได้อะไรบ้าง

               

                “เราจะไปซื้อของใช้ก่อนเพราะมันเป็นของเดิมๆ ที่ญาดาใช้อยู่เสร็จแล้วค่อยไปซื้อเสื้อผ้าก็แล้วกันเพราะน่าจะใช้เวลานาน” เริ่มต้นจับจ่ายซื้อของจิณณ์เข็นลูกส่วนหนึ่งนุชก็เข็นรถเข็นของห้างเดินตามมาไม่ห่างโดยที่ชายหนุ่มหยิบของที่ตัวเองต้องการอย่างคล่องแคล่วซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากการที่จิณณ์เลี้ยงลูกด้วยตัวเองมาตลอด

                ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ยาสระผม สบู่เหลว ยาสีฟันและแม้แต่น้ำยาซักผ้าเด็กรวมถึงนมกล่องเขาก็เลือกของที่มีคุณภาพมาใช้ทั้งนั้นแม้จะต้องแลกกับราคาที่สูงกว่าปกติแต่จิณณ์ก็ยินดีจ่าย

                “เรียบร้อยแล้วต่อไปก็ถึงตาคนสวยของพ่อแล้วนะครับเราจะไปจ่ายสตางค์กันแล้วจะไปซื้อเสื้อผ้านะคะ” เพราะแผนกเสื้อผ้าเด็กมีผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งคู่จึงตัดสินใจจะเอาของที่ซื้อมาเอาไปเก็บพร้อมกับรถเข็นเด็กเสียเลยจากนั้นก็เปลี่ยนมาใส่กระเป๋าเป้รูปผึ้งน้อยที่มีสายจูงติดไว้ให้ลูกแทน

                “ญาดานี่พร็อพเยอะนะคะ”

                “ก็เวลาเห็นลูกคนอื่นทำวุ่นวายเรายังไม่ชอบเลยแล้วจะปล่อยให้ลูกเราไปทำอย่างนั้นกับคนอื่นได้ยังไงล่ะ ไปกันเถอะญาดาพร้อมหรือยังลูก” เด็กหญิงตัวน้อยที่มีท่าทีเรียบร้อยตลอดบ่ายฉีกยิ้มอย่างร่าเริงเมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้ไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ แล้ว

 

                “จุนพ่อฉวยๆ คนฉวย นี่ฉวยๆ” พอถึงแผนกเสื้อผ้าเด็กเด็กหญิงญาดาก็แทบจะพุ่งเข้าใส่ชุดที่เขาแขวนโชว์จนคนเป็นพ่อต้องคอยกระตุกสายจูงเอาไว้เรื่อยๆ

                “ไม่วิ่งลูก เดินดีๆ เดี๋ยวพ่อพาไปซื้อค่ะ” จิณณ์ไม่ใช่พ่อที่ตามใจลูกมากมายแต่จะให้อย่างมีเหตุผลอย่างแต่อย่างเสื้อผ้านี่เขาจะซื้อบ่อยหน่อยเพราะเด็กวัยนี้ค่อนข้างไวเผลอไปหน่อยเดียวชุดที่มีก็ใส่ไม่ได้แล้ว บ่อยครั้งเลยที่ต้องเอาชุดที่ลูกสาวใส่ไม่ได้มาให้ลูกจ้างที่มีลูกหลานรุ่นราวคราวเดียวกัน

                “จาดาเอาสีซัมพูนะ” เด็กน้อยหันมาต่อรองขอเลือกเสื้อผ้าเป็นสีโปรดของตัวเองและก็แน่นอนว่าคุณพ่อผู้ใจดีต้องยอมทำตามใจลูกสาวตัวน้อยอย่างแน่นอน

                แต่อย่าหวังว่าเด็กหญิงญาดาจะได้ชุดเจ้าหญิงสีชมพูฟูฟ่องในทางกลับกันจิณณ์เลือกชุดที่เหมาะกับทุกสถานการณ์แถมเป็นสีชมพูต่างโทนเพื่อกันลูกสาวเบื่อตอนนี้หนึ่งนุชเลยได้แต่เดินตามแล้วออกความเห็นอันไหนที่เธอว่าสวยแล้วเด็กหญิงชอบใจคุณพ่อถึงจะเอามาพิจารณาว่าควรจะซื้อหรือไม่อีกทีแต่ถึงเลือกอย่างถ้วนถี่ก็ได้เสื้อผ้ากลับมาบ้านกว่าสิบชุดสบายใจทั้งเจ้าตัวเล็กแล้วก็คุณพ่อสายเปย์เลยงานนี้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha