ทัณฑ์เสน่หามาเฟีย

โดย: อักษรามณี



ตอนที่ 31 : เวลาของเทพบุตรมาเฟีย (3)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

แพรวารีบสะกิดสะเกาพัชชุลีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ให้หันไปมองภาพความหวานชื่นของสองหนุ่มสาวซึ่งหนึ่งชายเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของเซลิโน่และหนึ่งหญิงซึ่งเป็นเพื่อนของเธอ ผู้จัดการห้องอาหารเพิ่งโทรมาหาพัชชุลีเมื่อเช้านี้บอกว่ามัสมินขอลาออกจากการเป็นนักดนตรีของโรงแรมแล้วและภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้เธอแน่ใจว่าเพื่อนสาวไม่ได้ไปไหนแต่กลายเป็นคู่ขาของมหาเศรษฐีที่นี่เอง

“ก็จะหมายความว่าไงล่ะแพร นุ่นเขาก็คิดสบายทางลัดไปเป็นคู่ขาของคุณลอวเรนซ์แล้วน่ะสิ”

“ร้ายเหมือนกันนะเพื่อนของลี ไหนว่าลาออกจากที่โรงแรมแล้วไง”

พัชชุลียักไหล่เบา ๆ พลางเบ้ปาก วันนี้เธอกับแพรวาคิดว่าจะใช้เวลาว่างมาสักการะพระพุทธรูปที่วัดกลับต้องพบกับภาพน่าอดสูของผู้หญิงไร้ยางอายอย่างมัสมิน

“เราก็รู้จากพี่นุสบาพร้อม ๆ กันนั่นแหละ แต่นุ่นไม่บอกลีสักคำว่าจะลาออก”

“เขาจะบอกลีทำไมว่าเขามาเป็นคู่ขาของมหาเศรษฐีอย่างคุณลอวเรนซ์ ผู้หญิงอะไรไวไฟชะมัด แค่เจอกับหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรมไม่ทันข้ามอาทิตย์ก็หว่านเสน่ห์ วางกับดักจนคุณลอวเรนซ์สุดหล่อติดกับเข้าแล้วนั่นไง”

“สักวันก็ต้องโดนเฉดหัวทิ้ง!

คนพูดเม้มปากเข้าหากันแน่นขณะที่ไฟริษยาคุโชนขึ้นมาจนร้อนไปหมด เธออาจเป็นเพื่อนของมัสมินมาก่อนก็จริง แต่บางครั้งความโดดเด่นที่ เพื่อน มีมากกว่าตนเองทำให้ความอิจฉาเข้าครอบงำจิตใจจนมองอะไรไม่เห็น โดยเฉพาะเรื่องผู้ชาย

“แพรก็ว่านะ...ตั้งแต่ลีติดต่อเขามาก็เห็นว่าเรียบร้อย นิ่ม ๆ เหนียมอายเหมือนผ้าพับไว้ ที่ไหนได้กลายเป็นผ้ายับ ๆ ไม่มีราคา แบบนี้ผ้าเช็ดเท้าก็ยังจะดีกว่าเสียอีก”

แพรวาพูดจบก็หันไปสนใจอย่างอื่นต่อในขณะที่พัชชุลีเริ่มมีความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว แวบเดียวแต่เห็นแจ้งแทงทะลุไปหมด หญิงสาวทำท่าเหมือนนึกอะไรได้ก่อนล้วงหยิบนามบัตรเจ้าของบริษัทส่งออกอัญมณีรายใหญ่ของเยอรมันออกจากระเป๋าขึ้นมาพินิจ ...คริสโทฟ บลันท์ รอยยิ้มเต็มไปด้วยเลศนัยระบายบนริมฝีปากเหยียดยกเมื่อนึกถึงเศรษฐีวัยกลางคนท่าทางหื่นกามคนนั้น

“ไม่นานหรอกนุ่น...เธอจะมีความสุขอีกไม่นาน แล้วเธอจะต้องกลายเป็นพรมเช็ดเท้าของพวกมหาเศรษฐีในที่สุด!

********************

เมื่ออีกสนธยามาเยือน มัสมินยังคงใช้เวลาที่ผ่านไปเกือบสามอาทิตย์ในทุกเย็นย่ำขับลำนำบทเพลงจากไวโอลินริมหาด หมู่วิหคโบยบินกลับรังแล้ว พรายฟองลาจากรอยทรายเหลือริ้วลายคล้ายคลื่นราวยังถวิลหา วันคืนใยคล้อยเคลื่อนไปเร็วนัก

นาทีแห่งความรักกำลังหดสั้นลงในทุกขณะ ความนึกคิดของหญิงสาวล่องลอยออกไปพร้อมเสียงเพลงราวทอดอาลัยอยู่ในสายน้ำนั่น แต่แล้วนิ้วเรียวที่กำลังขยับคันชักกลับชะงักงันเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือบนเก้าอี้หวายดังขึ้น

เธอตั้งใจว่าจะไม่ติดต่อกับใครเลยในระยะเวลาสามเดือนนี้แม้แต่จะโทรไปหาพัชชุลีหรือคนทางบ้าน ทุกอย่างรอบกายหดหู่เหลือเพียงความวาดหวังเหนือซากปรักหักพังในชีวิตว่าครบเวลาของสัญญาเมื่อใดเธอก็จะไปจากลอวเรนซ์ทันที มัสมินต้องวางไวโอลินลงบนเก้าอี้ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเลขหมาย

“นิ่ม...”

 ร่างบางสูดลมหายใจลึกเมื่อเห็นว่าเป็นสายของใครก่อนกดรับและแนบโทรศัพท์ลงกับหู

“พี่นุ่น...นิ่มเองนะ”

 เสียงปัทมาดังมาตามสาย ฟังดูเข้มแข็งกว่าก่อนและทำเอาคนฟังน้ำตาซึม

“นิ่ม...นิ่มหายแล้วหรือจ๊ะ ขอโทษนะที่พี่ไม่ได้โทรไปหานิ่มเลย...พี่ขอโทษ”

“ก็พี่นุ่นไม่กลับบ้านเกือบสองเดือนแล้วนะ ตอนนี้นิ่มผ่านกระบวนการรักษาเสร็จสมบูรณ์แล้ว ยังต้องพักฟื้นสักหน่อย หมอบอกว่าเซลล์เม็ดเลือดจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติก็อีกประมาณ ๖ เดือน หรือไม่ก็ปีหนึ่ง แต่ตอนนี้นิ่มดีขึ้นมาก เป็นเพราะพี่สาวคนนี้ของนิ่มแท้ ๆ ... ถ้านิ่มหายดีเมื่อไหร่จะไปหาพี่นุ่นที่นั่นนะคะ”

“นิ่ม...”

 มัสมินถึงกับลำคอแห้งผาก เธอพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ตระหนกกับความตั้งใจของน้องสาวหลังตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าปัทมาได้รับการรักษาแล้ว

“อืม...นิ่มอย่าเพิ่งเดินทางไปไหนเลยนะ พี่เป็นห่วง รอให้แข็งแรงกว่านี้ เราค่อยไปฉลองกัน”

“ก็ได้ค่ะ...นิ่มจะบอกคุณพ่อคุณแม่ก็แล้วกันนะคะว่าพี่นุ่นสบายดี นี่ใกล้เวลาที่พี่ไปเล่นไวโอลินที่โรงแรมแล้วใช่ไหมคะ นิ่มไม่กวนแล้วนะ คิดถึงนะคะพี่นุ่น”

มัสมินเงียบไปชั่วขณะด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากอีกฝั่งทำให้เธอตีบตันในหัวใจ

“จ้ะ...พี่คิดถึงนิ่ม พี่รักนิ่มนะจ๊ะ”

มัสมินกล่าวอย่างเลื่อนลอยทั้ง ๆ ที่สัญญาณอีกฝ่ายขาดหายไปนานแล้ว เธอวางโทรศัพท์เครื่องเล็กกลับที่เดิมทว่าไม่ทันจะยกไวโอลินกลับขึ้นมาเล่นใหม่เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ทำให้เธอชะงักอีกครั้ง

“กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับใคร มิวซีอา...เย็นจะค่ำแบบนี้”

ลอวเรนซ์ถามอย่างหัวเสียเมื่อเดินตามหญิงสาวลงมาที่ชายหาดและเห็นเธอกำลังคุยโทรศัพท์อยู่พอดีซึ่งมันทำให้เขาไพล่คิดไปว่าเธอคุยอยู่กับ ใคร นอกจากเขา แม้ชายหนุ่มก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องพาลคิดถึงเรื่องนี้

“น้องสาวนุ่นโทรมาค่ะ”

“ปัทมา...”

น้ำเสียงนั้นอ่อนลงในทันใดเมื่อนึกได้ว่าเขาเคยพบน้องสาวของมัสมินมาก่อนซึ่งก็เพียงไม่กี่ครั้งก่อนบินกลับอิตาลี ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาใกล้หญิงสาว ใกล้เสียจนเธอได้ยินเสียงลมหายใจของเขา

“ปัทมาสบายดีหรือ...ผมไม่เจอเขานานแล้ว”

“นิ่มสบายดีค่ะ เขาคิดถึงเขาก็โทรมา” มัสมินตอบสั้น ๆ ก่อนจะเลี่ยงตัวไปอีกทางแต่อ้อมแขนใหญ่ก็โอบเธอกลับมาแนบอกเสียก่อน

“จะค่ำแล้วทำไมไม่เข้าบ้าน ผมหิวข้าวแล้วนะ”

“หิวก็ทานก่อนสิคะริค นุ่นยังอยากเล่นไวโอลินอยู่ตรงนี้ ยังไม่อยากไปไหน”

“คุณผอมไปนะรู้มั้ย แบบนี้จะเป็นนางบำเรอของผมได้ยังไง มิวซีอา”

ลอวเรนซ์กอดเธอไว้แน่น อยากจะบอกว่าเขาเป็นห่วงสุดหัวใจที่ก็คอยสังเกตมาตลอดว่า มิวซีอา ของเขาไม่ค่อยแตะอาหารอะไรเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เหมือนคนตรอมตรม ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำได้ก็เพียงกระตุกเตือนอย่าให้หญิงสาวละเลยตัวเอง

“นุ่นจะทานอาหารมากหรือน้อยก็ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงระหว่างเรานี่คะ”

“แต่ก็กระทบกับการที่คุณต้องสนองความต้องการของผม ถ้าคุณไม่มีแรงสัญญาก็คงไม่มีค่าอะไร”

แค่นั้นเองหรือที่เขาเป็นห่วง? แค่นั้นเองหรือที่เขาสนใจ? เขาคงกังวลสินะว่าเธอจะทำงานได้ไม่คุ้มค่าเงินที่เขาเสียไป นักธุรกิจก็ย่อมคำนึงถึงกำไรมากกว่าขาดทุน

“นุ่นไม่ตายง่าย ๆ หรอกค่ะ ยังอยู่สนองตัณหาให้คุณได้ครบสามเดือน อย่าห่วงไปเลยค่ะริค”

“คุณคงอยากได้อิสรภาพถึงขนาดต้องนับวันเวลาเพื่อที่จะไปจากผม”

“ก็คุณต้องการแบบนั้นไม่ใช่หรือคะ คุณเป็นคนตั้งเวลา ส่วนนุ่นก็ตั้งหน้ารอคอย”

มัสมินโอบแขนเรียวไปรอบแผ่นหลังของชายหนุ่ม เธอตัวเล็กกว่าเขามากหากก็อยากกอดไว้เช่นนี้อีกนาน ๆ แม้เป็นเพียงรอยฝันที่เธอปรารถนาแบ่งปันมาจากตัวเขา หญิงสาวรักทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็น ลอวเรนซ์ แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อโซ่ตรวนพันธนาการหัวใจวันหนึ่งต้องขาดสะบั้นออกจากกัน

“มิวซีอา...ระหว่างเรา ไม่มีคำว่ารัก ไม่ความผูกพัน...อย่างนั้นสินะ”

ชายหนุ่มทบทวนเจตจำนงของตัวเองและตั้งคำถามที่คำตอบคือความเงียบงันของร่างบอบบางในอ้อมแขน ใบหน้าคร้ามคมแนบริมฝีปากและจมูกโด่งบนเรือนผมหอมกรุ่นและอ่อนนุ่มน่าสัมผัส มัสมินจะไม่ได้เห็นร่องรอยของความปวดร้าวที่ส่งผ่านออกมาจากดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลประกายเขียวเจิดจรัสเป็นหยาดน้ำใสแม้ไม่กี่หยดหากก็คือทั้งหมดจากหัวใจของผู้ชายเย็นชา

“มือของคุณหายดีแล้วหรือ มิวซีอา”

ลอวเรนซ์ถามเสียงแผ่วลงขณะกดศีรษะหญิงสาวไว้กับอก มัสมินรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อยกับคำถามซึ่งเธอคิดว่าอาจไม่ได้มาจากความตั้งใจของเขาก็เป็นได้

“หายแล้วค่ะ...นุ่นไม่ได้เจ็บมากมายอะไร มันก็แค่แผลเล็กน้อย”

“ดีแล้ว...” ชายหนุ่มอยากจะพูดต่อไปจากนั้น...ว่าเขาเป็นห่วงร่างเล็กนี้มากแค่ไหน ทว่าความอ่อนไหวกลับถูกกดทับด้วยอัตตาตัวเองจนหมดสิ้น

“เวลาที่ผมไม่อยู่ ถ้าคุณอยากไปไหน ผมจะให้ดิมิทรีขับรถพาคุณไปก็แล้วกัน”

ลอวเรนซ์ปรับน้ำเสียงให้กลับมาราบเรียบอีกครั้งแม้ลึก ๆ ข้างในจะถูกความไหวหวั่นกร่อนกัดมากกว่าเดิม มัสมินได้แต่กอดตอบท่ามกลางบรรยากาศของลมทะเลโบกพัดและละอองไอความมืดคืบคลานเข้ากลืนกินแสงสว่างสุดท้าย ณ ปลายขอบฟ้า

อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีน้ำใจต่อเธอบ้าง ช่างมันเถิด หากหลังจากเวลาอันเจ็บปวดที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเยื่อบาง ๆ ของความสุขสีจางนี้จะผ่านพ้นไป เธอจะได้หลงเหลือความทรงจำแสนหวานเก็บเอาไว้แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ยินดี ในอ้อมแขนแสนอุ่นนั้นร่างบางปิดเปลือกตาลงและตอบรับกลับไปอย่างแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของคลื่นในห้วงมหาสมุทร

“ค่ะ...ขอบคุณค่ะ ลอวเรนซ์”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha


อยู่นัฝ
โดย Anonymous | 2 years, 11 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha
สนุกมากค่ะรออ่านอยุ่นะค่ะ
โดย Anonymous | 2 years, 11 months ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha